"คุก" น่าจะเป็นบ้านหลังที่สองของเราแล้ว : หรั่ง อัครินทร์ ปูรี



ถูกจับครั้งแรกตอนอายุ 15  เฉพาะสถานพินิจนะ 7 ครั้ง คุณพ่อเสียใจมากแล้วก็ขอให้ไปเป็นทหาร สุดท้ายก็ติดยาเหมือนเดิมจนไปติดคุกทหารอีก 1 ปี 6 เดือน จนไปถูกจับคดีใหญ่คือคดีชิงทรัพย์ศาลเลยติดสินผม 10 ปี ในคดีสุดท้าย รวมตั้งแต่สถานพินิจคุกเด็กไปจนถึงคุกผู้ใหญ่ ทั้งหมด 9 ครั้ง พอเราเข้าไปเรามีคำถามเลยว่าเราจะอยู่ยังไง เจอแต่เด็กวัยรุ่นที่มันเกเรด้วยกัน ตอนนี้เราเริ่มเกเรในคุกแล้วแต่เราเกเรเพื่อความอยู่รอดเราไม่อยากถูกเอาเปรียบ ผมถูกสถาปนาจนเขาเรียกกันว่าหัวเรือพระนครนะ คือพ่อบ้านใหญ่ เพราะว่าเรารู้สึกว่าเราไม่สามารถเข้ากับคนในสังคมได้แล้ว เราเป็นคนเกเรถึงขั้นนี้เราคิดว่าคุกน่าจะเป็นบ้านหลังที่สองของเราแล้ว

อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราเปลี่ยนความคิด ?
พี่สาวก็พูดเรื่องศาสนา พี่สาวบอกว่าดูจากแววตา ท่าทางมันเหมือนคนหมดอาลัยตายอยาก เขาบอกผมต้องเรียนรู้ที่จะมีคุณธรรม หลังจากวันนั้นผมลองทำดู เพราะว่าพี่สาวผมเป็นผู้หญิงคนเดียวที่ไม่เคยทิ้งผม ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่อยู่ในเรือนจำไม่ว่าผมจะทำตัวเกเรแค่ไหนเขาไม่เคยทิ้งเรา แล้วสิ่งที่เขาพูดผมรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่จริง เขาคงจะแนะนำแต่สิ่งที่ดีให้กับเราก็ลองทำดู
ขณะที่ผมกลับไปทางศาสนาให้ศาสนาเข้ามาเยียวยาชีวิตผมผมเริ่มคิดบวก ผมสัญญากับพระเจ้าว่าถ้าผมได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้วได้ปล่อยตัว ผมอยากเริ่มต้นใหม่จนสุดท้ายผมได้อภัยโทษ พอผมได้มาผมรู้สึกว่ามันเป็นโอกาสสุดท้ายแล้ว พอมีโอกาสครั้งนี้ที่ได้ออกมาสู่โลกภายนอกผมจะทำมันให้ดี
             เราไม่สามารถทำงานบริษัทได้ เนื่องจากใบสมัครงานเขาจะระบุไว้ว่าเราเคยต้องคดี ต้องโทษหรือเปล่า เมื่อเราเป็นคนที่อยากจะเริ่มต้นใหม่เราเห็นแค่นี้เราก็ไม่กล้าแล้วเพราะว่าเราไม่กล้าเปิดเผยตัวเองว่าเราเป็นอดีตนักโทษ 

ตอนที่เรากำลังจะพ้นโทษเรารู้สึกยังไง ?
พอเหลือโทษ 6 เดือนผมกลับยิ่งกลัวมากขึ้นว่า ออกไปแล้วจะไปอยู่ไหน เราไม่เคยจะมานั่งวางแผนบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องข้างนอกแม้แต่นิดเดียวเลย ถามว่าคนในคุกมีความฝันอะไรผมบอกได้เลยว่า 80 เปอร์เซ็นต์ตอบไม่ได้ เพราะว่าก่อนที่เขาจะเข้าคุกเขาก็ใช้ชีวิตในด้านไม่ดี เขาก็ลืมความฝันตัวเอง พอเข้ามาอยู่ในเรือนจำกระบวนการความคิดมันไม่มีเวลามานั่งฝัน มันแค่ใช้เวลาให้ผ่านไปวันๆ ให้อยู่รอด คนในคุกส่วนใหญ่จะมองแค่วันต่อวันเท่านั้น เพราะฉะนั้นพอมันอยู่ในระยะเวลานานๆ เข้ามันทำให้คนพวกนี้ลืม ลืมความสามารถที่ตัวเองมี ลืมความชอบของตัวเอง

พ้นโทษออกมาแล้วเราเริ่มทำอะไร ?
ไปอยู่มูลนิธิแห่งหนึ่ง พี่สาวพาไปอยู่ ผมก็มีโอกาสได้ไปเรียนกับพี่แหลมก็เรียนทำกีตาร์อยู่ที่มูลนิธิ มันต้องใช้สมาธิ งานละเอียด งานแฮนด์เมด เราเป็นคนอารมณ์ร้อนพอเรามีโอกาสได้มาอยู่กับกีตาร์มันทำให้เรามีสมาธิมากขึ้น นิ่งมากขึ้น พอนิ่งมากขึ้น มีสมาธิมากขึ้นมันก็ทำให้เราเริ่มคิดได้มากขึ้น
ผมอยู่ที่มูลนิธิได้ประมาณ 4 ปีก็เลยตัดสินใจออกมาเพื่อที่จะใช้ชีวิตให้ปกติ อยู่ในสังคมได้ แล้วผมก็เริ่มทำกีตาร์เป็นอาชีพ ความฝันของผมอยากให้มีคนซื้อกีตาร์ของผมไปเรื่อยๆ ผมยังสามารถขายไปเรื่อยๆ จนวันที่ผมจบชีวิตลงจากโลกใบนี้ให้มันเป็นอาชีพที่เลี้ยงดูเราได้จริงๆ เราอยากให้มันเป็นอาชีพหลักที่หล่อเลี้ยงชีวิตผมเป็นรายได้ให้กับครอบครัวผม


วันนี้มาทำอะไร ?
วันนี้มีการจัดเสวนาเกี่ยวกับนักโทษ มุมมองของนักโทษที่ได้พ้นโทษออกมาว่าสังคมให้โอกาสเขามากน้อยแค่ไหน เราก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่จะมาพูดถึงความท้ายทาย สิ่งที่เราได้พบเจอในขณะที่เราพ้นโทษออกมาว่ามันยากแค่ไหน มันมีปัญหาอะไรบ้างกับสังคมที่ทำให้นักโทษหลายๆ คนไม่สามารถยืนบนสังคมได้

ทำไมการที่เราออกมาพูดกับคนในสังคมมันถึงเป็นเรื่องสำคัญ ?
            คือเราต้องยอมรับว่าในสังคมไทยจริงๆ แล้วไม่ได้ยอมรับกลุ่มนักโทษเท่าที่ควร ถามว่ามียอมรับไหม มียอมรับแต่ว่าเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมาก ผมจะพูดแบบแฟร์ๆ ว่าเราไม่ได้เหมาว่าจะให้คนในสังคมไทยทุกคนช่วยเหลือนักโทษทุกคน เราแค่ต้องการให้สังคมไทยมีความเมตตา ให้โอกาสกับกลุ่มนักโทษที่เขาพร้อมจะพิสูจน์ตัวเอง

เราคาดหวังว่าผลมันจะเป็นยังไง ?
หนึ่งเขาจะได้มุมมองความคิดว่านักโทษไม่ได้น่ากลัว สองจะรู้กระบวนการว่าทำผิดมันเป็นสิ่งที่ไม่ดี เวลาเราทำผิดถ้าไปอยู่ในเรือนจำมันยากมากกว่าคนๆ หนึ่งจะมายืนในสังคมได้ อย่างน้อยมันก็เป็นมุมมองทางบวกให้กับพวกเขา เพราะว่าเราไม่รู้หรอกว่าคนเราในอนาคตอาจจะทำผิดก็ได้หรือมีสิ่งล่อลวงบางอย่างที่ทำให้เขาหลงผิดก็ได้ แล้วก็สิ่งที่คาดหวังที่สุดเลยก็คืออยากให้เขาเป็นกระบอกเสียงแทนเรา

ยากไหมกับการตัดสินใจเปิดเผยตัวเอง ?
ช่วงแรกมันยากมาก มันมีสองมุมแต่ผมตัดสินใจว่าตอนนั้นถ้าผมเก็บมันไว้ผมจะไม่ได้หลุดออกจากคุก เพราะมันก็จะเป็นคุกที่อยู่ในใจผม ผมเลยตัดสินใจว่าขอเปิดเผยแต่ผมอยากจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าผมเป็นอดีตนักโทษคนหนึ่งแต่วันนี้ผมกลับตัวได้ ผมก็เลยตัดสินใจเปิดเผย แล้วในช่วงแรกที่มันจะผ่านแรงเสียดทานหรือแรงต้านมันค่อนข้างยาก มันต้องใช้กำลังใจค่อนข้างมากแล้วกำลังใจผมก็มาจากคนรอบข้างที่เขาคอยประคับประคองเรา


วันนี้มาทำอะไร ?
วันนี้มีการจัดเสวนาเกี่ยวกับนักโทษ มุมมองของนักโทษที่ได้พ้นโทษออกมาว่าสังคมให้โอกาสเขามากน้อยแค่ไหน เราก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่จะมาพูดถึงความท้ายทาย สิ่งที่เราได้พบเจอในขณะที่เราพ้นโทษออกมาว่ามันยากแค่ไหน มันมีปัญหาอะไรบ้างกับสังคมที่ทำให้นักโทษหลายๆ คนไม่สามารถยืนบนสังคมได้

ทำไมการที่เราออกมาพูดกับคนในสังคมมันถึงเป็นเรื่องสำคัญ ?
            คือเราต้องยอมรับว่าในสังคมไทยจริงๆ แล้วไม่ได้ยอมรับกลุ่มนักโทษเท่าที่ควร ถามว่ามียอมรับไหม มียอมรับแต่ว่าเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมาก ผมจะพูดแบบแฟร์ๆ ว่าเราไม่ได้เหมาว่าจะให้คนในสังคมไทยทุกคนช่วยเหลือนักโทษทุกคน เราแค่ต้องการให้สังคมไทยมีความเมตตา ให้โอกาสกับกลุ่มนักโทษที่เขาพร้อมจะพิสูจน์ตัวเอง

เราคาดหวังว่าผลมันจะเป็นยังไง ?
หนึ่งเขาจะได้มุมมองความคิดว่านักโทษไม่ได้น่ากลัว สองจะรู้กระบวนการว่าทำผิดมันเป็นสิ่งที่ไม่ดี เวลาเราทำผิดถ้าไปอยู่ในเรือนจำมันยากมากกว่าคนๆ หนึ่งจะมายืนในสังคมได้ อย่างน้อยมันก็เป็นมุมมองทางบวกให้กับพวกเขา เพราะว่าเราไม่รู้หรอกว่าคนเราในอนาคตอาจจะทำผิดก็ได้หรือมีสิ่งล่อลวงบางอย่างที่ทำให้เขาหลงผิดก็ได้ แล้วก็สิ่งที่คาดหวังที่สุดเลยก็คืออยากให้เขาเป็นกระบอกเสียงแทนเรา

ยากไหมกับการตัดสินใจเปิดเผยตัวเอง ?
ช่วงแรกมันยากมาก มันมีสองมุมแต่ผมตัดสินใจว่าตอนนั้นถ้าผมเก็บมันไว้ผมจะไม่ได้หลุดออกจากคุก เพราะมันก็จะเป็นคุกที่อยู่ในใจผม ผมเลยตัดสินใจว่าขอเปิดเผยแต่ผมอยากจะพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าผมเป็นอดีตนักโทษคนหนึ่งแต่วันนี้ผมกลับตัวได้ ผมก็เลยตัดสินใจเปิดเผย แล้วในช่วงแรกที่มันจะผ่านแรงเสียดทานหรือแรงต้านมันค่อนข้างยาก มันต้องใช้กำลังใจค่อนข้างมากแล้วกำลังใจผมก็มาจากคนรอบข้างที่เขาคอยประคับประคองเรา

เข้าไปทำกิจกรรมที่เรือนจำบ่อยแค่ไหน ?
คือผมเริ่มไปในเรือนจำตั้งแต่ 6 ปีที่แล้ว ผมไปมาเยอะแค่ไหนผมไม่เคยทำสถิติ แต่คิดว่าถ้าเป็นการกลับไปพูดหรือไปทำกิจกรรมทั้งเรือนจำและสถานพินิจด้วย ทั้งหมดผมว่ารวมๆ น่าจะประมาณ 70-80 แห่ง ทำคอนเสิร์ตเราก็ทำมาแล้วน่าจะประมาณ 30-40 ครั้ง จากศิลปินหลายๆ บุคคลที่เขาอยากมีโอกาสเข้าไปทำกิจกรรมแบบนี้

เราทำตรงนี้เพื่ออะไร ?
พอวันหนึ่งเราสามารถยืนได้ แล้วเราเข้าใจช่องทางในการยืนได้ เราก็เหมือนอยากจะกลับไปบอกเขาตรงนี้เพื่อช่วยพวกเขา ให้พวกเขาได้มีโอกาสได้มายืนได้แบบที่เรายืนนี้ ผมรู้สึกว่าการที่เราอยู่ในเรือนจำ ไม่มีใครสามารถชี้ทางสว่างให้กับเราได้เลย เราหันไปทางซ้าย ทางขวา ทุกคนอยู่ในความมืด เรามองได้แค่นี้มองได้แค่ก้าวเดียว เราไม่สามารถมองก้าวที่สองได้ แต่ละวันที่เราคุยกับเพื่อนเราคุยแต่เรื่องไม่ดี มันถูกปลูกฝังทุกวัน เราจะรู้สึกว่าเราเป็นคนไม่ดี เช่นเดียวกันถ้าเกิดในเรือนจำมีคนที่ใส่น้ำดีไปทุกวัน ยังไงเขาก็กลับตัวได้
ทุกวันนี้ที่เราเข้าไปในเรือนจำเราต้องการให้นักโทษได้เห็นตัวอย่างว่ามันมีนักโทษที่กลับตัวได้และเราก็จะไปให้เขาเห็นเรา เพื่อหวังว่าวันหนึ่งที่เขาพ้นโทษเขาจะติดต่อมาหาเราแล้วเราจะหาช่องทางช่วยเขาเป็นบุคคลไป เพราะฉะนั้นการเข้าเรือนจำของผมมันไม่ใช่แค่ไปพูดเป็นวิทยากร เราเข้าทุกรูปแบบของเรือนจำ รวมถึงพ้นโทษหน้าเรือนจำ บางคนเป็นเพื่อนผมแล้วไม่มีใคร ไม่มีญาติพี่น้อง ผมยินดีไปรับถึงหน้าเรือนจำ หรือบางคนที่ไม่มีเงินอยู่ในเรือนจำผมยินดีส่งไปให้ 200-300 บาท เพราะว่าผมมองเขามีคุณค่า มองเขาเป็นเพื่อนผม เพราะฉะนั้นเป้าหมายหลักทุกครั้งของผมที่เข้าเรือนจำคือผมหวังให้มีนักโทษสักคนหนึ่งที่ฉุกคิดได้แล้วออกมายืนในสังคมได้อย่างคนปกติ

สิ่งที่เขาต้องการคือโอกาส ?
สิ่งที่คนในเรือนจำต้องการที่สุดจากคนข้างนอกก็คือ วันที่เขาพ้นโทษมาแล้วอยู่ในโลกภายนอกจริงๆ ที่เขาต้องการโอกาสจากสังคม โอกาสจากบุคคลภายนอกที่จะให้อาชีพการงานหรือว่าให้หลายๆ สิ่งที่เขาจะสามารถอยู่ในสังคมได้ นี่คือสิ่งที่เขาต้องการที่สุด แต่ขณะที่เขาอยู่ในเรือนจำเราเข้าไปหาเขาเพื่อจะให้เขารู้สึกว่าเขาไม่ใช่บุคคลที่ถูกลืม ผมพยายามทำให้เขารู้สึกว่า เฮ้ย..เรายังมีเพื่อน มีอดีตนักโทษอย่างหรั่งคนหนึ่ง มีอย่างคนนู้น คนนี้หรืออย่างศิลปินมากมายที่ยังเข้าไปให้กิจกรรมกับเขา เข้าไปสร้างความสนุกสนานกับเขา หรือเข้าไปทำทุกกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่เราคาดหวังให้เขารู้สึกว่าเขาไม่ใช่บุคคลที่ถูกลืมจากสังคมภายนอก

คิดว่าจะทำไปจนถึงเมื่อไหร่ ?
ผมตัดสินใจว่าผมจะเดินเข้าเรือนจำช่วยเหลือนักโทษทั้งชีวิตจนกว่าจะตาย เพราะเราเคยตกที่นั่งลำบากแบบนี้ เราเคยอยู่ในสภาวะที่ถูกกดดันเราเข้าใจความรู้สึก เวลาหิวเป็นยังไง เวลาญาติคนอื่นเยี่ยมแล้วเราไม่มีญาติมาเยี่ยมเป็นยังไง เราเข้าใจความรู้สึกด้านไม่ดีทั้งหมดเลยแล้วความรู้สึกนี้มันไม่เคยออกไปจากชีวิตเรา ทุกครั้งที่ผมกลับไปในเรือนจำมันทำให้ผมได้เห็นตัวเอง ต่อให้ผมเป็นวิทยากรยืนพูดต่อหน้าคนมากมายผมจะเห็นตัวเองทุกครั้ง นั่งอยู่ตรงนั้นเสมอมันเลยเป็นแรงให้ผมเข้าไปในเรือนจำ

เป้าหมายของเราคืออะไร ?

เป้าหมายของผม หนึ่งสร้างกำลังใจให้เขายืนอยู่ในสังคมให้ได้ สองก็คือถ้าเกิดคนไหนต้องการอาชีพเพื่อจะอยู่ในสังคมได้ เราก็จะดูว่าความสามารถของแต่ละคนเป็นแบบไหน คือเราจะไปโยนงานไม่ได้เราต้องดูแต่ละบุคคลว่าความสามารถของเขาหรือความชอบของเขาชอบแบบไหน บางคนเขาก็ขาดความมั่นใจเราก็ไปอยู่เป็นเพื่อนเขาแล้วก็แนะนำวิธีคิดให้เขาเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตในโลกความเป็นให้ได้ เพราะโลกในเรือนจำกับโลกข้างนอกมันต่างกัน




เป้าหมายของเราคืออะไร ?
เป้าหมายของผม หนึ่งสร้างกำลังใจให้เขายืนอยู่ในสังคมให้ได้ สองก็คือถ้าเกิดคนไหนต้องการอาชีพเพื่อจะอยู่ในสังคมได้ เราก็จะดูว่าความสามารถของแต่ละคนเป็นแบบไหน บางคนเขาก็ขาดความมั่นใจเราก็ไปอยู่เป็นเพื่อนเขาแล้วก็แนะนำวิธีคิดให้เขาเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตในโลกความเป็นให้ได้ เพราะโลกในเรือนจำกับโลกข้างนอกมันต่างกัน

การจะออกมาใช้ชีวิตในโลกภายนอกต้องเริ่มจากอะไร ?
หนึ่งเราต้องยอมรับผิดก่อนว่าเราทำผิด สองผมเชื่อว่าถ้าคุณยอมรับผิดแล้วคุณลุกขึ้นมาสู้ โอกาสมันมีเสมอ คือขณะที่ผมออกมาใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกเป็นเวลา 6 ปี 9 เดือน มันมีนักโทษหลายคนออกมาแบบนี้แล้วผมยินดีเป็นเพื่อนเขา เป็นพี่เลี้ยงให้เขา ยินดีคอยอยู่กับเขา ยินดีหางานให้เขา ผมมีช่องทางในหารช่วยเหลือพวกเขา

คิดว่าเป็นเพราะเราโชคดีหรือเปล่าถึงมายืนอยู่จุดนี้ได้ ?
ผมว่ามันไม่เกี่ยวกับโชคมันอยู่ที่ตัว ต่อให้โชคดีแค่ไหนแต่ถ้าเราไม่ลงมือทำ เราไม่ลงมือสู้ตัวเอง ไม่ข่มใจ เราก็ไม่สามารถยืนได้ อย่างเช่นวันนี้ทุกวันนี้ที่ผมนั่งอยู่ตรงนี้ได้ผมทำมากกว่าคนอื่นสองเท่า สามเท่า คือเราต้องดึงพลังบวกสอง บวกสามออกมาเพราะว่าเราด้อยกว่าคนอื่นเขาเยอะ เรามีแผล เรามีอดีต เราต้องพิสูจน์ตัวเองให้มากกว่าคนอื่น เพราะฉะนั้นการที่เราได้ทำ ได้พิสูจน์ ผมว่าเรื่องโชคมันเป็นอีกส่วนหนึ่งแต่การที่เราได้ลงมือทำแล้วลุกขึ้นมาทำสิ่งนี้มันอยู่ที่ตัวเราด้วย 
สังคมไทยเราจริงๆ แล้วเป็นสังคมที่เมตตา ถ้าพวกเขายอมรับผิดแล้วขอความเมตตา ขออาชีพ ขอการงาน มีแต่คนหยิบยื่นให้ ตัวเขาต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติของตัวเองก่อน 
ผมพยายามดีงกลุ่มนักโทษทั้งหมดเลยให้กล้าเปิดเผยตัวเองแล้วก็ให้เขามาทำกิจกรรมอาสา เพราะว่าเขาจะได้เกิดความภาคภูมิใจในชีวิตและเขาจะได้ยอมรับตัวเองได้ ตอนนี้เขาก็จะสามารถทนแรงต้านทานในสังคมได้

สิ่งที่เราทำสามารถช่วยเขาได้มากขนาดไหน ?
คือผมไม่รู้จะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน แต่วันนี้มันมีนักโทษที่ได้ผมเป็นพลังใจหลายสิบคนแล้วเขาก็สามารถยืนหยัดอยู่ในสังคมได้ซึ่งมันคือผล แล้วผมกำลังจะส่งต่อผลให้เขาไปทำแบบนี้เหมือนกัน คือเราไม่ใช่แค่เอาตัวเองเป็นตัวตั้ง เราต้องการสอนเขาแล้วส่งต่อว่า คือชีวิตคนเรามันต้องเกิดประโยชน์โดยการส่งต่อ เมื่อวันนี้เขาได้รับเขาต้องส่งต่ออนาคต เช่นเดียวกันวันหนึ่งเราได้รับมาพอวันนี้เราเป็นคนส่งต่อเพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้องปลูกฝังให้เขามีน้ำใจและส่งต่อแบบนี้ให้กลุ่มคนต่อๆ ไป

เสียทั้งเวลา ทั้งเงินมันคุ้มกันเหรอ ?
ผมว่าตัวผมเองมายืนอยู่ตรงนี้ได้มันก็ไม่ใช่เพราะตัวเอง เพราะมันมีคนมาลงทุนชีวิตแบบนี้กับเรา สร้างเราจนวันนี้เราประสบความสำเร็จแล้วเรายืนได้ คนที่เคยช่วยเหลือเราทั้งหมดผมว่าเขาภูมิใจ ต้องเข้าใจด้วยว่าเราเคยอยู่ในเรือนจำมาประมาณ 10 กว่าปี ผมรู้จักชีวิตดีพอว่าชีวิตคนเรามันไม่มีอะไรมาก สุดท้ายมันก็ตายจากกัน ถ้าเกิดครั้งหนึ่งเราสามารถทำตัวมีให้ประโยชน์ ได้ช่วยเหลือใครสักคนหนึ่งให้เขาอยู่ในสังคมได้ผมว่าสิ่งนี้มันเป็นสิ่งที่มีค่าและเป็นความภาคภูมิใจมากที่สุดในชีวิตเราแล้ว เงินก็ซื้อไม่ได้


ในขณะที่ผมอยู่ในมูลนิธิก็มีพี่คนหนึ่งแนะนำให้ผมได้คุยกับแฟนคนนี้ คือเขาเป็นเพื่อนกันแล้วเขาแนะนำว่าให้ผมลองคุยดูไหม เราก็เลยปฏิเสธเลย คือเรากลัวเราก็ถามว่าพี่ได้บอกเขาหรือเปล่าว่าผมเป็นอดีตนักโทษ ผมมีรอยสักและผมทำงานอยู่ในมูลนิธิ พี่คนนี้เขาก็บอกว่าบอก มีโอกาสก็ลองคุยดู ในขณะที่คบกันเราก็เปิดเผยทุกอย่าง 
คิดว่าถ้าเกิดเขาจะเป็นคู่ชีวิตของเราจริงเขาต้องรับในสิ่งที่เราเป็นได้ คือผมไม่ใช่คนดีแต่ผมพร้อมแก้ไขตลอด ขณะที่คบกับเขาก็ทะเลาะกัน ทำสิ่งผิดแต่พร้อมที่จะลุกขึ้นมาแก้ไขตลอด เขาก็บอกว่าเขาชอบคนที่พร้อมปรับเปลี่ยนตัวเองอยู่เสมอ มันเลยทำให้มีโอกาสได้คบกัน
เขาเป็นผู้หญิงที่คอยสนับสนุนการไปทุกๆ ที่คือถ้าเกิดความคิดเห็นเราไม่ตรงกันเราทำงานตรงนี้ไม่ได้เลย แต่กลายเป็นว่าเขาคอยผลักดัน สนับสนุนเรา ผมก็เลยค่อยข้างที่จะขอบคุณ ถ้าเกิดไม่มีเขา วันนี้ผมก็ไม่สามารถเดินเข้าเรือนจำต่างจังหวัดได้หรือว่าช่วยเหลือกลุ่มนักโทษได้อย่างเต็มที่เพราะว่าความเชื่อมันต่างกัน ตอนนี้ก็ต้องขอบคุณเขาที่เขาคอยสนับสนุนเราในด้านนี้


คุณค่าของความเป็นคน

ชีวิตในเรือนจำอาจจะไม่ได้สอนให้ผมเห็นคุณค่าของคำว่าครอบครัว แต่ชีวิตในเรือนจำสอนสิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่ามันเอามาปรับใช้กับครอบครัวหรือทุกอย่างได้คือ ชีวิตในเรือนจำสอนให้เห็นคุณค่าของความเป็นคน คำว่าครอบครัวมีทั้งภรรยา มีทั้งลูก ทุกคนเป็นคนเป็นมนุษย์ เมื่อเราเห็นคุณค่าของความเป็นคนผมว่าครอบครัวของเราก็จะค่อยๆ ดีขึ้นไป

ชั่วโมงนี้ผมยอมรับว่าผมอาจจะเป็นคนที่โชคดีที่สุดที่ได้กลับมายืนแบบนี้ แต่ผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องโชคชะตา ผมคิดว่าชีวิตคนเรามันเลือกได้ ผมเชื่อว่าทุกๆ คนถ้าคุณเลือกการปฏิบัติในทางที่ดีมันจะนำสู่ทางที่ดี ผมขอบคุณสิ่งเลวร้ายทั้งหมดเลย ที่ผมเดินติดยาจนมาถึงวันนี้เพราะวันนี้มันกลับกลายเป็นผลที่ประโยชน์ มันเป็นประโยชน์ต่อชีวิตผมมากตอนนี้
การให้โอกาสผมว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ทุกคนทำผิดพลาดได้ ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนกลับตัวได้ จะผิดเลวร้ายสักแค่ไหนก็กลับตัวได้ ขอเพียงแค่สังคมให้โอกาส ให้โอกาสให้เขาพิสูจน์ตัวเอง
สุดท้ายผมอยากฝากสังคมไทยว่ากลุ่มนักโทษพวกนี้เขาก็เป็นประชาชนที่อยู่ในสังคมไทยเหมือนกัน ถ้าพวกคุณมีใจเมตตาก็ให้หยิบยื่นโอกาสให้แก่พวกเขา เวลาพวกเขาได้พ้นโทษออกมา และขอฝากสำหรับนักโทษที่อยู่ในเรือนจำและได้พ้นโทษออกมา เช่นเดียวกันเราเป็นคนผิด เราต้องยอมรับผิดและพวกคุณต้องออกมาเริ่มต้นใหม่โดยการพิสูจน์ตัวเอง พิสูจน์ตัวเองว่าอยากเป็นคนดี มันเป็นโอกาสทั้งสองด้านที่จะเข้าหากัน ถ้ามีโอกาสดีให้คุณแต่คุณไม่รับมันก็ยาก มันทั้งสองฝ่าย คุณต้องพิสูจน์ตัวเองว่าคุณอยากจะเป็นคนดีและวอนสังคมที่จะให้โอกาสกับคนที่พิสูจน์ตัวเอง






ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

THAI NAVY SEAL กว่าจะเป็น มนุษย์กบ

ตัวเล็กลง เมื่อรู้ว่าโลกกว้างขึ้น : ป้า แบ็คแพ็ค

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย