ดร. ศุภกิจ วินิตพรสวรรค์ นักอนุรักษ์ ผู้รักในสิ่งที่ทำ



“ปัญหาช้างป่ามันเกิดขึ้นมาเป็น 10 ปีแล้ว แล้วเราก็เข้าใจว่าช้างออกนอกพื้นที่ คุณก็ต้องไปพัฒนาแหล่งน้ำ ต้องไปจัดการเพิ่มปริมาณอาหารให้เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นคูกั้นช้าง รั่วไฟฟ้า ที่ผ่านมาใช้งบประมาณไปค่อนข้างมาก คำถามเดียวก็คือถ้าคุณทำสิ่งเดิมๆ แล้วคุณคาดหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือได้ผลลัพธ์ที่แตกต่าง ผมยังไม่เชื่อว่าสิ่งนี้จะเป็นไปได้จริง”

“ผมไม่ได้บอกว่ากิจกรรมที่เราทำมาในอดีตไม่ดีเพียงแต่ว่ามันอาจจะยังไม่ตรงเป้า อย่างยกตัวอย่างคือ การจัดการถิ่นอาศัยไม่ว่าเป็นแหล่งน้ำหรือพืชสีเขียว การเพิ่มปริมาณอาหารในธรรมชาติเป็นสิ่งจำเป็น แต่ถามว่าถ้าลงรายละเอียดแล้วคุณจะไปทำแหล่งน้ำที่ไหน ขนาดเท่าไหร่ คุณจะปลูกพืชอาหารแค่ไหนเพื่อให้เพียงพอกับจำนวนช้างที่มีอยู่ในปัจจุบัน

สิ่งเหล่านี้คุณจะต้องหาข้อมูล หาคำตอบให้ได้ และนวัตกรรมที่เรานำมาใช้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปลอกคอ หรือการติดตามช้างในลักษณะอื่นๆ กลุ่มพวกนี้จะต้องถูกนำมาใช้ ฉะนั้นองค์ความรู้ใหม่ นวัตกรรมใหม่หรือวิธีคิดที่แตกต่างไปเป็นสิ่งจำเป็นมาก"


หนึ่งในความพยายามเพื่อแก้ปัญหาของทีมนักวิจัย ภายใต้การนำทีมของ ดร. ศุภกิจ วินิตพรสวรรค์ หัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าดงพญาเย็น - เขาใหญ่ กรมอุทยานแห่งชาติฯ  ที่นำเทคโนโลยีการติดปลอกคอสัญญาณดาวเทียมให้กับช้างป่ามาใช้ เพื่อติดตามพฤติกรรมและการเคลื่อนที่ของฝูงช้างป่าในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างรุนแรงพื้นที่หนึ่ง  

ทำไมถึงใช้ปลอกคอในการติดตาม ?
ในส่วนของงานติดตามคงไม่มีคำถามว่าจะมีวิธีไหนที่ดีกว่านี้แล้ว การติดตามโดยใช้คนก็เป็นไปได้แต่จะใช้พลังงาน ใช้งบประมาณค่อนข้างมาก การใช้ปลอกคอมาช่วยก็จะลดในเรื่องของแรงงาน ค่าใช้จ่ายในระยะยาวได้ด้วยและที่สำคัญอย่างที่บอกว่าประเทศไทยนำมาใช้ครั้งแรกเมื่อธันวาที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นประเทศแรกและเราไม่ได้เป็นหนูทดลอง ไม่ได้เป็นประเทศที่นำร่องเอาอุปกรณ์นี้มาใช้ มีการใช้มากค่อนข้างยาวนานหลาย 10 ปีแล้ว และมีการพรูฟว่าอุปกรณ์ปลอกคอสัญญาณดาวเทียมสามารถที่จะสนับสนุนทั้งงานอนุรักษ์และการแก้ไขปัญหาสัตว์ป่าออกนอกพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวแรกติดไปเมื่อ 22 ธันวาคม ปีที่ผ่านมา ในพื้นที่ที่ติดก็จะอยู่ในพื้นที่ ต.ท่าตะเกียบ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งกลุ่มช้างขณะนั้นเขาอยู่รวมกันเป็นร้อยตัวเลย แล้วเราก็เลือกติดตัวผู้ที่เป็นตัวแทนของกลุ่ม 1 ตัว



เป้าหมายของการใส่ปลอกคอ ?

เดิมมีเป้าหมายสำคัญอยู่ 2 หลักใหญ่ๆ คือ เรื่องของการสนับสนุนงานป้องกันเฝ้าระวังช้างป่าออกนอกพื้นที่ เนื่องจากตัวปลอกคอสามารถรับ-ส่งข้อมูลได้เป็นปัจจุบันและสามารถที่จะรับ-ส่งข้อมูลระหว่างผู้รับไปถึงเจ้าหน้าที่ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงตำแหน่งของช้างที่ออกนอกพื้นที่ป่าได้อย่างแม่นยำและทำให้สามารถเข้าไประงับเหตุหรือแจ้งเตือนเหตุล่วงหน้าได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ประเด็นที่สองเป็นเรื่องของการจัดการตัวช้างกับถิ่นอาศัยในระยะยาว เนื่องจากตัวข้อมูลไม่ได้บอกเฉพาะเรื่องตำแหน่งแต่บอกถึงเรื่องความสอดคล้องของการใช้พื้นที่ของช้างกับช่วงเวลา เพราะฉะนั้นพอเราได้ขอมูลลักษณะนี้มามากๆ ก็จะสามารถที่จะเข้าใจได้ว่าความต้องการของเขาในแต่ละช่วงเวลาคืออะไร 
เขามีทิศทางการเคลื่อนที่กว้างขวางขนานไหน มีความต้องการในเรื่องของนิเวศวิทยาเขายังไง ซึ่งข้อมูลพวกนี้สำคัญมากจะทำให้เราเอามาปรับใช้ในพื้นที่ป่าธรรมชาติที่เป็นบ้านของเขาในระยะยาวได้ 
ปัจจุบัน เรารู้อยู่แล้วว่าช้างที่ออกนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ส่วนใหญ่ก็จะมีปัญหาในเรื่องของปริมาณน้ำและอาหารซึ่งอาจจะยังไม่เพียงพอในป่าอนุรักษ์บ้านเราในปัจจุบัน งานฟื้นฟูจึงเป็นงานที่สำคัญมากแต่การฟื้นฟูจะต้องมีทิศทางที่ถูกและจะต้องมาจากองค์ความรู้ที่ถูกต้องด้วย แต่มันจะคู่ขนานกันเนื่องจากว่าเราแก้ไขปัญหาช้างที่ออกนอกพื้นที่ป่าไม่ได้เบ็ดเสร็จในทันที 
ฉะนั้นงานป้องกันก็จำเป็นที่จะต้องทำและงานป้องกันก็ยังได้ประโยชน์จากการติดปลอกคอช้างเนื่องจากเรารู้ว่าตำแหน่งเขาอยู่ที่ไหน ณ เวลานั้นๆ การเข้าถึงจุด การเข้าระงับเหตุก็จะเป็นไปอย่างท่วงที

การใส่ปลอกคอทำให้รู้ว่าช้างการอะไร ?
เดิมจริงๆ เราต้องการช้างที่เป็นตัวหรือกลุ่มที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ธรรมชาติแท้ๆ กลุ่มพวกนี้เป็นตัวแทนสำคัญที่ทำให้เรารู้ว่าจริงๆ ช้างที่อาศัยอยู่ในป่าธรรมชาติโดยที่ไม่ออกไปนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์เขามีวิธีการเลือกใช้พื้นที่หรือว่ามีปัจจัยจำกัดอะไร ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้จำเป็นมากสำหรับเรื่องของการแก้ไขปัญหาช้างและการจัดการพื้นที่อาศัยที่ให้เกิดความเหมาะสมแก่ช้างป่าในพื้นที่อ่างฤาไน หรือแม้แต่ภาพใหญ่ของป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ถึงแม้ว่าการติดปลอกคอจะมุ่งเน้นช้างที่ออกนอกพื้นที่ป่าแต่ช้างที่อาศัยอยู่ที่ป่าธรรมชาติแท้ๆ ก็สำคัญมากกับการที่เราจะต้องเรียนรู้และศึกษา


ทีมงานเป็นใครบ้าง ?
ทีมงานมี 3 องค์ประกอบใหญ่ๆ หรือ 3 ทีมหลัก จะมีทีมสัตวแพทย์ซึ่งมีหน้าที่ในการจับควบคุมช้างให้อยู่ในสภาวะปกติรวมถึงการตรวจสอบสุขภาพ 
ทีมวิจัยเป็นทีมดำเนินการในเรื่องของการติดปลอกคอ การทำอัตลักษณ์ช้าง การวัดขนาดต่างๆ ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลเกี่ยวกับช้างตัวนั้นๆ 
ทีมที่ 3 เป็นทีมของเจ้าหน้าที่ชุดเฝ้าระวัง เนื่องจากทีมพวกนี้จะมีองค์ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับช้างค่อนข้างมาก รวมไปถึงการรู้ว่าช้างอยู่ที่ไหน เคลื่อนที่ยังไง และจะเป็นชุดที่คอยป้องกัน คอยเฝ้าระวังในขณะที่เราดำเนินการติดปลอกคอให้กับช้าง ก็จะเป็นองค์ประกอบของทีมที่ติดปลอกคอช้างหลักๆ


ตามแผนที่วางไว้ ติดเป็นช้างสีดอเพศผู้ ขนาด 4 ตัน อายุราวๆ 30-35 ปี ส่วนกระบวนการติดก็ไม่ได้ซับซ้อนเนื่องจากว่าพอจับบังคับช้างให้อยู่นิ่งๆ ได้แล้วก็จะเห็นว่าเราสามารถติดปลอกคอเสร็จเรียบร้อยดีแล้ว ขนาดเขาค่อนข้างใหญ่ น่าจะเป็นขนาดใหญ่ที่สุดที่เราเคยจับมา ปกติเราจะเลือกช้างไม่ใหญ่มากเนื่องจากมีผลในเรื่องระยะเวลาการจับบังคับเขา แต่เผอิญว่าเคสนี้เราพบว่าช้างมีอาการบาดเจ็บก็ถือโอกาสในการรักษาแผลเขาด้วยซึ่งสัตวแพทย์กำลังดำเนินการอยู่
ทีมงานตัดสินใจว่าในขณะที่เราต้องการรักษาเขาแล้ว เราก็อยากติดตามอาการเขาด้วยจึงมีเรื่องของการติดปลอกคอสัญญาณดาวเทียมเพื่อให้เราสามารถติดตามการเคลื่อนที่ของเขาแล้วก็รู้ได้ว่าเขาไปที่ไหน ถ้าหากกรณีช้างในลักษณะนี้ที่มีความจำเป็นที่จะต้องติดตามและรักษาอย่างต่อเนื่อง การติดตามโดยใช้ปลอกคอสัญญาณดาวเทียมจึงเป็นสิ่งจำเป็นมากที่จะทำให้เราสามารถเข้าถึงตัวช้างได้ และสามารถสังเกตอาการ ดูแลเขาได้อย่างต่อเนื่อง



เคยรู้สึกกลัวไหม ?
ผมไม่กลัวครับ เนื่องจากทีมเคยทำงานเกี่ยวกับการติดปลอกคอช้างมาหลายตัวแล้ว ฉะนั้นการไว้ใจทีมงานเป็นสิ่งสำคัญมาก เราไม่อยู่ในภาวะที่จะกังวลได้ว่าช้างจะเคลื่อนทีหรือเปล่า ช้างจะขยับตัวไหม 
เนื่องจากว่าเรามีทีมสัตวแพทย์ในการสังเกตอาการโดยรวม มีการเช็คสุขภาพ เช็คการตื่นตัวของช้างอยู่ตลอดเวลา หน้างานเราพยายามที่จะทำให้มันเสร็จโดยเร็วที่สุดเพื่อให้ช้างไม่เครียดและเขาก็สามารถที่จะกลับไปอยู่สภาพธรรมชาติได้ตามปกติ ฉะนั้นแต่ละคนไม่ว่าจะเป็นภารกิจของงานติดปลอกคอ งานทำอัตลักษณ์ช้างหรืองานเก็บDNA จะไมมีคำถามและจะไม่ค่อยสงสัยว่าใครทำอะไรอยู่ จะพยามทำหน้างานตัวเองให้เสร็จโดยเร็ว เนื่องจากว่าแต่ละคนก็จะมีภารกิจที่เกี่ยวข้องกับตัวช้างอยู่แล้ว

เสี่ยงแต่ก็ยังทำต่อ ?
ทำงานกับสัตว์ขนากใหญ่ไม่ง่ายและมีความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา ในขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการชี้เป้า การล็อกตัวช้างที่เราจะติดปลอกคอ การติดตามภายหลังจากการให้ยาก็จะมีความเสี่ยงมากขึ้นเนื่องจากว่าช้าเขาจะมีความระมัดระวัง เรื่องของการติดปลอกคอก็ต้องทำให้สังคมไม่มีคำถาม ไม่ว่าจะเรื่องของปลอกคอรัดแน่นเกินไปไหม รวมไปถึงการติดตามภายหลังจากเราให้ช้างกลับคืนสู่ป่าแล้ว
ในปลายทางเราไม่ได้ติดว่าช้างจะต้องอยู่นอกพื้นที่ป่าตลอด งานแก้ไขปัญหาช้างก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีการผลักดันตลอดเวลา ปลายทางคือนำช้างกลับคืนสู่บ้านของเขาที่เป็นป่าจริงๆ แต่อย่างที่บอกว่าการจัดการตัวช้างหรือถิ่นอาศัยมันไม่ง่าย เราจัดการหรือคิดเอาเองไม่ได้ เราใช้จินตนาการในการคิดแทนช้างไม่ได้ ฉะนั้นสิ่งที่ยากที่สุดคือได้ข้อเท็จจริงจากช้าง ซึ่งการใช้ปลอกคอก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เราเข้าใจว่าช้างเขาต้องการอะไร และเขามีทิศทางหรือมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิตของเขายังไง ตรงนี้สำคัญมากในการจัดการและการอนุรักษ์ช้างของประเทศไทยในระยะยาว

เข้าถึงข้อมูลได้ง่าย ?
ตอนนี้เนื่องจากว่าปลอกคอทำงานด้วยระบบสัญญาณดาวเทียมมีการรับส่งข้อมูลเป็นลักษณะของอินเทอร์เน็ตเบส ฉะนั้นเวลาเราเข้าถึงข้อมูลก็สามารถที่จะเข้าถึงข้อมูลได้ตลอดเวลาผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ที่นี้ข้อมูลที่เห็นชัดเจนมากที่สุดก็ในเรื่องของตำแหน่งที่ช้างเดิน ตำแหน่งที่ช้างอยู่ในปัจจุบัน ณ เวลานั้นๆ ก็สามารถที่จะบอกได้ว่าปัจจุบันเขาอยู่ในตำแหน่งไหน กำลังทำอะไรอยู่ มีการพักนอนหรือเปล่าหรือมีการเคลื่อนที่

ปลอกคอสามารถอยู่ได้กี่ปี ?
ปกติในทางเทคนิคอยู่ในระดับที่ไม่ต่ำกว่า 5 ปีแต่นี่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราควบคุมให้ปลอกคอส่งสัญญาณความถี่และมีการรายงานผลละเอียดขนาดไหน กรณีที่ถ้าเกิดว่าเราควบคุมให้เขาส่งสัญญาณกับข้อมูลให้เราทุกๆ หนึ่งชั่วโมง ก็จะมีอายุการใช้งานที่ตามบริษัทผู้ผลิตเขาการันตีไว้ไม่ต่ำกว่า 5 ปี

จากปลอกคอเราได้ข้อมูลอะไรบ้าง ?
ที่นี่ตัวหลักๆ ของหน้าจอที่เห็นได้ชัดที่สุดจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ข้อมูลที่เป็นรายละเอียดเชิงลึกมากๆ ไม่ว่าจะเป็นเขาอยู่ที่ไหน เวลาเท่าไหร่ มีอุณหภูมิในร่างกายแค่ไหน อัตราการเต้นของหัวใจเป็นอย่างไร อยู่ในพื้นที่ที่มีระดับความสูง ความลาดชัน หรือแม้แต่ว่ามีความเร็วของการเคลื่อนที่ในแต่ละช่วงเวลายังไง ตรงนี้จะเป็นข้อมูลData Setที่ถูกนำผ่าน และถูกส่งมาให้ผู้รับก็คือพวกเราได้เข้าใจ พวกนี้มันเหนือชั้นกว่าจินตนาการไปแล้ว มันเป็นข้อเท็จจริงที่เราสามารถพูดได้เต็มปากว่านี่คือข้อมูลที่เราไม่เคยรับรู้มาก่อนว่าข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับตัวช้างมีอีกเยอะมากที่เราไม่เคยรู้และตอนนี้เราค่อยๆ เรียนรู้เขา
ข้อมูลพวกนี้ผู้ใช้รายอื่นๆ หรือผู้บริหารก็สามารถที่จะเข้าถึงได้ ก็จะมีข้อมูลอยู่ 2 ก้อน ใหญ่ๆ เป็นข้อมูลในเชิงลึกที่เกี่ยวกับตัวช้างและก็ข้อมูลที่แสดงเป็นคล้ายๆ กับแผนที่เบื้องต้นให้สามารถที่จะเข้าถึงตัวข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว

 ปีที่ผ่านมาเราทำภายใต้ข้อจำกัดที่เรามีอยู่มากเต็มไปหมด ไม่ว่าจะคนไม่มี อุปกรณ์ก็ไม่มี แต่เรายังสามารถทำงานในพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่ง ในปีนี้เรามีบุคลากรเพิ่มมากขึ้น มีหน่วยงานสนับสนุน มีอุปกรณ์มากขึ้น ผมเชื่อว่าเราสามารถที่จะทำงานสเกลกว้างขึ้นได้ ดังนั้น มันเหมือนกับว่าเราทำอะไรที่ก้าวเกินกว่าสิ่งที่เราเคยทำมาในอดีตไปเรื่อยๆ ผมเชื่อว่ามันจะพัฒนาทั้งหัวใจของคนและพัฒนาเรื่องของงานด้วย สถานการณ์ของสัตว์ป่ามันไม่ค่อยดี ไม่ว่าในระดับประเทศหรือในระดับนานาชาติ ดังนั้น การอนุรักษ์แต่เดิมในความรู้สึกผมมันอาจจะไม่ใช่แล้ว 
เราอนุรักษ์เพราะเราอยากให้เขาอยู่ เพราะเขาไม่ได้เป็นแค่ความงามตามธรรมชาติอย่างเดียว แต่การอนุรักษ์ในวันนี้มันเป็นอนาคตของคนรุ่นหลัง ปฏิเสธไม่ได้ว่าทรัพยากรเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นป่าไม้หรือสัตว์ป่ามีประโยชน์มาก


การติดตามเสือโคร่ง
ในส่วนของการติดตามเสือโคร่งและสัตว์ขนาดใหญ่ปีนี้เราเริ่มต้นจากพื้นที่ที่เป็น core area ก่อนก็คืออุทยานแห่งชาติทับลานกับอุทยานแห่งชาติปางสีดาและจะขยายพื้นที่ไปในพื้นที่อื่นไม่ว่าจะเป็นอุทยานแห่งชาติตาพระยา เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่และอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ซึ่งเรากำลังจะเปิดพื้นที่ใหม่

มีการวางแผนในการติดตั้งกล้องยังไงบ้าง ?
ภารกิจการติดตั้งกล้องปกติก็จะมีการแบ่งทีมในการเข้าแต่ละโซนเพื่อที่จะสามารถทำงานวางกล้องให้เป็นระบบและอยู่ภายใต้ระยะเวลาที่เราควบคุมไว้ โดยการวางกล้องก็จะวางไว้ราวๆ 45 วัน ตามข้อมูลในอดีตที่เราประเมินแล้วว่าควรจะวางกล้องโดยใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ในแต่ละหนึ่งจุดก็จะเป็นภารกิจหลักที่เราดำเนินการ
            เริ่มต้นวางกล้องได้เลยจากจุดที่เราเริ่มเดิน เนื่องจากว่าเสือโคร่งแต่ละตัวเขามีอาณาเขตของเขาค่อนข้างชัดเจนแต่การเข้าไปวางกล้อง ณ จุดใดๆ ตามแผนก็ต้องไปประเมินหน้างานอีกทีว่าเป็นจุดที่เหมาะสมหรือเปล่า 
           โดยเราสังเกตจากรอยเท้าหรือรอยสเปรย์ซึ่งเป็นการทำอาณาเขตของเสือโคร่ง ปีๆ หนึ่งในพื้นที่ป่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงด่านของสัตว์ มีการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิประเทศ ฉะนั้น จุดเดิมที่เราเคยถ่ายเสือโคร่งได้อาจจะไม่ใช่จุดที่ดีในปีนี้ แผนงานทั้งหมดของการวางกล้องผมจะเป็นคนออกแบบเอง แต่โดยหลักแล้วเราจะเข้าไปในจุดเดิมเพื่อที่จะสืบค้นและเสาะหาทางหรือพื้นที่ที่เราพบรองรอยของเสือโคร่งแล้วถึงจะเลือกใช้แล้วก็วางตั้งกล้องถือว่าเป็นจุดที่เหมาะสม 
             เพราะว่าการวางกล้องหนึ่งครั้งเป็นการลงทุน เราเสียทั้งงบประมาณ เวลาและบุคลากร การวางกล้องหนึ่งจุดจะต้องได้ผลและเราคาดหวังผลว่าจุดที่เราวางจะต้องถ่ายภาพหรือตรวจจับเสือโคร่งได้ และมันเป็นความคาดหวังของโครงการฟื้นฟูประชากรสัตว์ป่าหายากใกล้สูญพันธุ์ในดงพญาเย็น เขาใหญ่ เป็นหนึ่งวัตถุประสงค์ที่จะทำให้เสือโคร่งมีการกระจายตัวและกลับเข้าไปสามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ในอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่นับตั้งแต่ที่พ.ศ.2547 ที่เราไม่เคยเจอเสือโคร่งเลย


หลังจาดติดตั้งเสร็จแล้วทำอะไรต่อ ?
พอหลังจากที่เราวางกล้องครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดแล้วซึ่งกะว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 6 เดือน เสร็จแล้วก็จะนำข้อมูลพวกนี้กลับมาลงสู่ฐานข้อมูลและมีการตรวจสอบ อย่างแรกที่สุดเลยเรื่องของการตรวจนับประชากรเสือโคร่ง เรามีฐานข้อมูลเสือโคร่งเมื่อปีที่แล้วว่าเขามีจำนวนเท่าไหร่ กระจายอยู่ที่ไหน ปีนี้ก็จะเหมือนกันเนื่องจากว่าเสือโคร่ง 18 ตัวหรือไม่เกิน 20 ตัวเป็นประชากรที่น้อยมาก ฉะนั้น การเปลี่ยนแปลงประชากรของเขา 1-2 ตัว มีผลกระทบต่อการฟื้นฟูประชากรเสือโคร่งมาก จึงจำเป็นที่จะต้องสำรวจและติดตามเขาทุกๆ ปี

จริงๆ สิ่งมีชีวิตหลายชีวิตก็จะมีหน้าที่ของเขาเพียงแต่ว่าเราไม่สามารถติดตามสิ่งมีชีวิตทุกชนิดได้ในคราวเดียวกัน ฉะนั้น สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่ใช้ทรัพยากรมากๆ และมีห่วงโซ่ในระบบนิเวศไม่ว่าจะเป็นช้างหรือเสือโคร่งก็จะเป็นสิ่งมีชีวิตแรกๆ ที่ถูกจัดไว้หรือที่เราเลือกนำมาใช้เป็นตัวชี้วัดความสมบูรณ์หรือการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ 
เนื่องจากว่าเสือโคร่งเขาเป็นสัตว์ผู้ล่า ฉะนั้น การที่จะรักษาเสือโคร่งให้อยู่ได้ก็ต้องรักษาสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ ที่เป็นเหยื่อของเขาพูดง่ายๆ ซึ่งเหยื่อของเขาก็จะเป็นสัตว์กีบขนาดใหญ่ที่จะต้องใช้ปริมาณอาหารไม่ว่าจะเป็นพืชพรรณต่างๆ ในปริมาณมาก ฉะนั้น การที่จะรักษาสัตว์กีบพวกนี้ได้คุณก็ต้องรักษาป่า ป่าก็คือบ้านของเขา 
ผมถามกลับคำถามเดียวว่ามนุษย์เราถ้าไม่มีบ้านอยู่ได้ไหม ก็เหมือนกันสัตว์ป่าไม่มีป่าเขาก็อยู่ไม่ได้ ย้อนกระบวนการกลับไปถ้าคุณรักษาป่าไม่ได้ คุณก็รักษาสิ่งมีชีวิตที่เขาใช้พืชพรรณอาหารไม่ได้ ถ้าคุณรักษาพวกนี้ไม่ได้เสือโคร่งก็อยู่ไม่ได้ มันเป็นวงจรเป็นลูกโซ่ ฉะนั้นเขาถึงใช้เสือโคร่งเป็นดัชนีในการชี้วัดระบบนิเวศหรือความสมบูรณ์ของพื้นที่ป่า การรักษาเสือโคร่งได้ก็คือการรักษาผืนป่าให้อยู่ได้ ช้างก็เช่นเดียวกัน


เราทำงานที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่าเราหนีไม่พ้นเรื่องความเหนื่อยแต่เราท้อไม่ได้ บางครั้งผมมีความรู้สึกว่ามันเกินกว่าสิ่งที่มันเป็นหน้าที่ คือเราทำเหมือนเราหลงใหลในงาน หลงใหลในสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่เรากำลังสนใจอยู่ ผมชอบที่จะทำงานลักษณะนี้ งานเกี่ยวกับทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่าแต่พอทำงานระยะหนึ่งผมเห็นว่าจริงๆ แล้วสัตว์ป่าที่สำคัญที่ชี้วัดระบบนิเวศมันมีความสำคัญมากเกินกว่าความชอบ มันเป็นความรู้สึกอยากให้เขาอยู่ เราต้องทำให้เขาอยู่ 

สิ่งมีชีวิตบางอย่างหรือแม้แต่ต้นไม้บางครั้งเขาใช้เวลายาวนานมากกว่าจะโตเต็มวัย อาจจะใช้เวลาเกินกว่าหนึ่งช่วงชีวิตของคนด้วยซ้ำ ฉะนั้นถ้าเขาหายไปมันจะมีผลกระทบเป็นลูกโซ่แน่นอน มีผลต่อระบบนิเวศที่ซับซ้อนซึ่งเราไม่เคยรู้ กว่าเขาจะโตขึ้นมาได้ กว่าจะอยู่รอดได้ ปัจจุบันถ้าเราทำให้เขาหายไปหรือทำให้เสื่อมสภาพไป การที่จะทำให้เขาฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติหรือสมบูรณ์แบบเดิมจะต้องใช้เวลาหลายสิบปีหรือหลายร้อยปี 
ฉะนั้นในปัจจุบันการทำงานด้วยความรักก็เป็นส่วนหนึ่งแต่ผมเชื่อว่ามีความรู้สึกหวงแหนอยากให้เขาอยู่ อยู่กับประเทศไทยและกับคนรุ่นหลังให้เขาได้เห็นถึงทรัพยากรพวกนี้ก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่เกิดขึ้น เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นควบคู่กับภารกิจของการทำงานของผมด้วย

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

THAI NAVY SEAL กว่าจะเป็น มนุษย์กบ

ตัวเล็กลง เมื่อรู้ว่าโลกกว้างขึ้น : ป้า แบ็คแพ็ค

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย