“ออซั่มจูเนียร์” ตัวเล็กหัวใจใหญ่



“ออซั่มจูเนียร์”  ชื่อทีมนี้มาตั้งแต่รุ่นพี่แล้ว อันนี้เป็นเจนที่สอง เจนแรกก็จะโตกันหมดแล้วเราก็เลยต้องพลัดรุ่นมาเหมือนเริ่มใหม่ ก็คือรุ่นเด็กขึ้นมา
ออซั่มจูเนียร์ หมายถึง เด็กที่สุดยอด 5 คนนี้ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดในเวลานั้นที่เราเลือก แต่เรามองเห็นในตัวตนเขาว่าเด็กคนนี้มีสิ่งที่เรามองเห็นว่าเราจะสามารถปลุกปั้นเขาขึ้นมาได้

วันแรกที่เริ่มเป็นยังไง ?
วันแรกนี่ยอมรับเลยว่าปวดหัวมาก 2- 3เดือน เด็กก็เริ่มเรียนรู้เรื่อยๆ เหมือนเรียนหนังสือก็คือเริ่มตั้งแต่ ก-ฮ ก็เหมือนกัน ตรงนี้ก็เริ่มตั้งแต่การใช้ร่างกาย ขาซ้าย ขาขวา แขนซ้าย แขนขวา หน้าอก หัวไหล่ หัวเข่า ทุกอย่างบนร่างกายต้องเรียนรู้

ซ้อมหนักไหม ?
ซ้อมหนักมาก วันเสาร์อาทิตย์ถ้าโรงเรียนไม่ปิดเทอมก็ตั้งแต่ 8 โมงเช้า ถึง 2 ทุ่มครึ่ง ถ้าวันไหนใกล้แข่งก็จะดึกหน่อยประมาณ 4 ทุ่มครึ่ง
ความมุ่งมั่น ความตั้งใจ ความเอาจริงเอาจัง ไม่เคยงอแง ไม่เคยบ่นในเรื่องของการที่จะต้องมาเรียนรู้ทุกวัน อีกอย่างหนึ่งก็คือ ไม่มีคำว่าทำไม่ได้สำหรับพวกเขา เขารู้ว่าบางอย่างเขาอาจจะทำได้ไม่ดีแต่เขาก็ยอมที่จะแลก ยอมที่จะสู้ อย่างเช่น การตีลังกา หลายๆ อย่างที่มันเป็นท่าที่เสี่ยงอันตราย ตอนแรกในใจตัวผมเองก็หวั่นว่ามันจะได้ไหม เรากดดันเด็กมากไปไหม แต่การเรียนการสอนไม่ใช่ว่าต้องสบายอย่างเดียวมันต้องมีการกดดัน มีการปลุกระดมสร้างกำลังใจหรือว่าว่าทำให้เด็กมั่นใจมากขึ้น หลังจากนั้นผ่านมาได้ ด้วยความมุ่งมั่นของเขา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราให้เขาทำเขาก็สามารถทำได้หมดทุกอย่าง




เหนื่อยบ้างไหม ?

น้องบูม : ก็เหนื่อยเป็นบางครั้ง

 อะไรที่ทำให้เราไม่หยุดเต้น ?
น้องบูม : เพราะว่าเรารักการเต้นเราก็ต้องสู้ตลอด

ถ้าเรารักการเต้นแล้วเราไม่ซ้อมจะเป็นยังไง ?
น้องอาเจียง : เราจะไม่พัฒนาขึ้น

คิดว่าทีมเราเก่งหรือยัง ?
น้องอาเจียง : ยังครับ
ทีมงาน : ทำไมล่ะ ได้แชมป์โลกมาเลยนะ
น้องอาเจียง : เราต้องพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ ครับ
ทีมงาน : เอสโซ่ล่ะ คิดว่าทีมเราเก่งหรือยัง
น้องเอสโซ่ : ยังไม่เท่าไหร่ ก็ต้องพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ ครับ

อะไรจะบอกว่าเราเก่งหรือไม่เก่ง
น้องแบงค์ : มันขึ้นอยู่กับตัวเอง เราต้องพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ

ขนาดไหนถึงจะเรียกว่าเก่ง
น้องแพท : ก็ต้องขยันก่อนแล้วค่อยเก่ง เพราะว่าทีมอื่นก็น่าจะซ้อมหนักพอสมควร

ทำไมถึงมุ่งมั่นขนาดนี้ ?
เหมือนกับว่าเราปลูกพืช เหมือนชาวนาปลูกข้าวเขาก็ต้องการที่จะได้ข้าว ได้ผลกำไร เหมือนเราเหมือนกัน ถ้าอยากจะทำเด็กกลุ่มไหนแล้วเหมือนเราทำปูพื้นฐานที่ดีที่สุด 
จะปลูกฝังให้เขาว่าเราจะทำให้พวกนี้ไปได้ไกลขนาดไหนถ้าเรามีจุดยืนให้สำหรับทีมเรา เรามีเป้าหมายแล้วเราก็จะไปถึงเป้าหมายได้ ผลที่ได้ทุกวันนี้ก็คือสิ่งที่ทำให้ประเทศชาติมีชื่อเสียง แล้วก็ให้อำเภอเล็กๆ เป็นที่รู้จักในหลายๆ พื้นที่




เคยคิดว่าจะได้เป็นแชมป์โลกไหม ?
ไม่เคยคาดหวังเลยว่าจะได้แชมป์ เวทีนี้ใหญ่ระดับประเทศก็คือต้องคัด 54 ประเทศทั่วโลก มันก็คือการแข่งขันโอลิมปิก ตั้งแต่บล็อกเวทีก็มีวามหวังว่า อืม...เราก็อยากได้เหรียญสักเหรียญหนึ่งกลับบ้านนะ ซึ่งตอนเซมิไฟนอลเราก็ได้เหรียญทองแดงแล้ว พอหลังจากนั้นมาเราได้ที่ 1 ของโลก
วันนั้นเป็นวันที่กลับมาถามตัวเองจนถึงปัจจุบันนี้ว่า มันเป็นความฝันหรือมันเป็นเรื่องจริง แต่มันคือเรื่องจริงที่เราไม่คาดคิดมาก่อนว่าเด็กไทยตัวน้อยๆ จะเป็นวีรบุรุษให้เก่ตัวแทนนักเต้นไทยให้มันสร้างชื่อแก่ประเทศไทยได้ เด็กๆ อยู่บนเวทีก็ร้องเพลงชาติแล้วก็ร้องไห้ไปด้วย เราเห็นแล้วก็ทุกคนก็ตื้นตัน
หลังจากนั้นมาน้องๆ ก็มีโอกาสได้ไปแข่งชิงแชมป์เอเชียที่เกาหลี หลังจากได้ไปแข่งมาน้องๆก็ได้รับชนะเลิศกลับมา ก็คือเหมือนตอกย้ำชัยชนะ กลับมาก็เป็นเวทีระดับประเทศ ตอนนี้เด็กๆ ก็ได้ทั้งแชมป์ประเทศไทย แชมป์เอเชียแล้วก็แชมป์โลก



ครูเห็นอะไรในตัวเด็ก 5 คนนี้บ้าง ?
            เห็นความชัดเจนและเห็นความเป็นตัวเองในแต่ละบุคคล ที่เราสามารถเห็นได้ว่าเราจำเขาได้ ออซั่มจูเนียร์เป็นทีมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จะเป็นโชว์ที่สนุกแล้วอีกอย่างหนึ่งเด็กแข็งแรง มีทั้งสกิล มีทั้งเพอร์ฟอร์มทำให้คนดูน่าติดตาม น่าค้นหาเรื่อยๆ

เคยคิดไหมว่าเด็ก 5 คนนี้จะมาถึงจุดนี้ ?
            ตั้งแต่วันแรกมาที่เห็น เราก็แค่ทำตามหน้าที่ก็คือส่งลูกศิษย์ในแต่ละรุ่นให้ประสบผลสำเร็จ ไม่ว่าจะมากหรือน้อยแต่ว่าในการที่เราจะลงมือทำครั้งนี้ มันจะทำให้เราเห็นว่ามันจะพัฒนาได้ถึงไหน ก้าวกระโดดได้ถึงไหน เราไม่ได้หวังแค่ประสบการณ์แต่เราหวังมากกว่าประสบการณ์ ก็คือการที่เขามีชัยชนะหรือการที่เขามีผลที่ได้ในการที่เราลงมือทำไปแล้วได้อะไรมาบ้าง เพราะว่าถ้าเราไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจนมันก็เกิดอาการคลุมเครือ พอเวลาเรามานึกดูดีๆ แล้วเราจะไปถึงจุดๆ นั้นได้ยังไงเพราะเราไม่ได้ตั้งเป้าหมาย แต่ถ้าเราตั้งเป้าหมายไว้ว่าเราจะเป็นแชมป์โลกหรือว่าจะเป็นแชมป์เอเชีย เราก็คิดสองอย่างว่าเราจะเป็นแชมป์เอเชียและแชมป์โลก แชมป์ประเทศ เราได้มาหมดแล้วนั่นแหละคือสิ่งที่เราเรียกว่า เป้าหมายมีไว้พุ่งชน ถ้าไม่ตั้งเป้าหมายหรือไม่ออกมานอกกรอบเราจะรู้ได้ไงว่าเราออกไปโลกภายนอกแล้วเราจะได้เจอสิ่งที่ยิ่งใหญ่หรือเปล่า



ไม่กลัวว่าเด็กๆ คิดจะเอาชนะอย่างเดียวเหรอ ?
            สิ่งๆ นี้จะเป็นดาบสองคมเหมือนกัน การที่เราสอนให้โฟกัส พุ่งชน มันเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้วมันจะมีความทะเยอทะยาน มีพลังที่จะขับเคลื่อนตัวเอง แต่อีกอย่างหนึ่งถ้าไม่ได้ก็ถือว่าเราทำดีที่สุดแล้ว เราก็ต้องมาพิจารณาตัวเองว่าเพราะอะไร แต่การที่เรากลับมามองตัวเอง ณ จุดๆ นั้นไม่ได้หมายความว่าเราไม่เก่ง หรืออย่าไปคิดให้เป็นผลลบทั้งสิ้น เพราะว่าเราอาจจะผิดพลาดในบางประการ ไม่อยากให้คิดเสียใจแต่ให้เอาสิ่งที่เป็นบทเรียนตรงนั้นมาปรับปรุงให้เราดีขึ้น
หนึ่งจะบอกเด็กเสมอว่าที่เราได้แชมป์ครั้งนี้ไม่ใช่ว่าเราเก่งกว่าประเทศอื่นหรือเก่งที่สุดในโลก มันอาจจะเป็นเพราะว่าวันนั้นเราทำหน้าที่ของเราได้อย่างเต็มที่ นั่นแหละ ครูถึงบอกเด็กๆ ว่าเราทำอะไรเต็มที่ก็แล้วแต่ ผลจะออกมายังไงก็แล้วแต่ ไม่ต้องไปเสียใจ ดีกว่าเราทำไม่เต็มที่แล้วเราบอกว่า ทำไมเราถึงพลาดตรงนั้น แสดงว่าเรายังไม่เต็มที่พอ และอีกอย่างหนึ่งก็คือจะสอนเด็กเสมอว่าการที่เราเป็นแชมป์โลกไม่ใช่ว่าเราเก่งที่สุด ให้กลับมามองตัวเองว่าให้กลับมาพัฒนาให้มันดีขึ้นไปกว่าเดิมดีกว่า ในการแข่งขันครั้งหน้าก็คือเขารู้แล้วว่าออซั่มจูเนียร์ไทยแลนด์มาเป็นแบบนี้ เราต้องปรับกลยุทธ์ของเราให้มากขึ้น ให้ดูเก่งขึ้นและพัฒนาไปเรื่อยๆ
มันไม่ได้เกี่ยวกับว่าคุณจะเด็กหรือไม่เด็ก ผมว่าการเปิดรับมากกว่า สภาพจิตใจของคุณว่าคุณพร้อม คุณกล้า คุณคิดที่จะเสี่ยงกับสิ่งที่จะทำหรือเปล่า

หลังจากการแข่งขันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไหม ?
คนในประเทศไทยยอมรับเรื่องของการเต้นมากขึ้น แล้วก็มีคนรู้จักน้องๆ มากขึ้น เป็นสิ่งที่ดีว่าขนาดคนที่เขาไม่ได้มาคลุกคลีกับเรามากมายแต่เขาก็ยังเห็นความเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ด้านการเต้น การใช้ชีวิตของเราแต่ถือว่ามันก็ดีขึ้นกว่าเดิมระดับหนึ่ง แต่ว่าทุกวนนี้ก็ยังพึ่งตัวเองในเรื่องของการที่เราจะต้องหาเงิน ส่วนมาก 90 เปอร์เซ็นต์เรายังพึ่งตัวเอง 10 เปอร์เซ็นต์ก็อาจจะเป็นผู้ใหญ่ใจดีในงานอีเว้นท์ต่างๆ ที่เห็นความสามารถของเด็ก แต่ว่าในเรื่องของการสนับสนุนของผู้ใหญ่ หนึ่งต้องขอบคุณอย่างยิ่งว่าไม่ใช่เป็นการหยิบยื่นเงินให้เลย คือต้องใช้สิ่งที่เขามี ทาเล้นท์ที่เขามีหรือสิ่งเขาทำดีที่สุดแล้วเขาไปได้แชมป์โลกมาหรือว่ามีชื่อเสียงมาตรงนี้ทำให้ต่อยอดในการหาเงินได้ ไม่ใช่มีคนเอามาให้ 100 เปอร์เซ็นต์เต็มแล้วเราไม่ได้ทำอะไรเลย หนึ่งมองว่ามันดูง่ายไป มันต้องใช้สิ่งที่เราเคยมีตั้งแต่ตอนแรก ก็คือความมุ่งมานะ เหมือนเดิมเราอย่าทิ้งตรงนี้เพราะว่าตรงนี้ปัจจัยสำคัญในการใช้ชีวิตของทุกคนเลย เป็นพื้นฐานที่ดีที่สุด
ตอนนี้เรามีหลายเวทีที่เราจะต้องเดินทางไปต่อ ก็อย่างที่บอกว่าเราไม่มีทุนทรัพย์แต่เราก็ต้องใช้วิธีการดำเนินงานของเราปกติ ก็คือการเปิดหมวกหรือว่าเป็นการแข่งขันต่างๆ เพื่อให้เรายังได้ดำเนินการของเราได้อยู่



เป้าหมายของเราคืออะไร ?
เป้าหมายของเราก็คือการหาเงินเพื่อการป้องกันแชมป์ครั้งต่อไปในปี 2019 เรื่องซัพพอร์ตคือเรื่องตั๋วเครื่องบินของเด็กๆ ที่จะต้องไปแข่ง เรื่องการใช้ชีวิตประจำวัน ในเรื่องของการเดินทางไปหลายๆ รายการที่เรากำลังประสบปัญหาอยู่ตอนนี้แต่ว่าเราก็ไม่ได้ถือว่าเป็นปัญหา ตอนนี้เราไม่ได้มองที่ว่าสมบูรณ์แบบหรือไม่สมบูรณ์แบบแต่เรามองแค่ว่าเราจะต่อยอดยังไง เหมือนเราหาทางออกไม่ได้แต่สักวันหนึ่งเราต้องหาทางออกให้กับตัวเองได้ มนุษย์เกิดมาไม่ได้เจอแต่ความสุขแล้วก็ไม่ได้เจอแต่ความทุกข์ ทุกสิ่งทุกอย่างสุขกับทุกข์เป็นของคู่กันเพราะฉะนั้นเราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งสองอย่างนี้ เราถือว่าเป็นประสบการณ์และถือว่าเป็นบททดสอบจากพระเจ้าแล้วกัน

น้อยใจบ้างไหมที่ไม่ได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร ?
ถามว่าน้อยใจไหม ตอนนี้มันก็มีความน้อยใจแต่ความน้อยใจตรงนั้นมันไม่ได้ทำให้เราหดหู่ สอนตลอดว่า ในเมื่อสิ่งที่เราเลือกแล้วมันเป็นแบบนี้เราอย่าไปหวังพึ่งพาคนอื่น เราต้องพึ่งพาตนเองให้ได้ ต้องอยู่ด้วยตัวเองให้ได้ คนที่แข็งแกร่งจริงๆ ต้องอยู่ด้วยตัวเองให้ได้แล้วรู้จักผิดชอบชั่วดี รู้จักการใช้ชีวิต รู้จักสิ่งที่ตัวเองมุ่งอยู่ตอนนี้และไปให้ถึงเป้าหมายที่ตัวเองทำ





เต้นกลางตลาดกับเวทีที่เราแข่งระดับโลกมันต่างกันไหม ?
น้องแบงค์ : เราต้องเต้นเต็มที่เหมือนที่เราทำบนเวที
น้องแพท : เวลาแข่งก็จะมีคนนั่งดูเยอะๆ อันนี้ก็เหมือนกันครับ เวลาเต้นก็มีคนยืนล้อมเยอะๆ
น้องอาเจียง : ต่างกันนิดเดียวครับ ตรงนี้มันเป็นหินแต่ตรงนั้นมันเป็นเวทีครับ
เด็กจัดเต็มอยู่แล้วทุกเวที มันคือสิ่งที่มีเกียรติสำหรับเรา เราเคารพในสิ่งที่เราทำมันคือกำลังใจอย่างหนึ่งที่ทำให้เด็กๆ ขับเคลื่อนต่อไป ยิ่งคนดูเยอะเด็กๆ ยิ่งแสดงความสามารถออกมาได้เต็มที่อยู่แล้ว ทุกเวทีมีพลัง ส่งเสริมให้เด็กได้แสดงออก ได้กล้าคิด ได้กล้าทำในสิ่งที่ตัวเองรัก

เห็นคนดูให้เงินบริจาคแล้วเรารู้สึกยังไง ?
น้องอาเจียง : ดีใจแล้วก็ภูมิใจครับ
น้องแพท : ดีใจแล้วก็มีความสุขที่เขาได้ยิ้มไปตามพวกเรา

เคยถามแม่ไหมว่าทำไมไม่มีใครมาส่งเสริมพวกเราเลย ?
น้องแพท : ก็เคยครับ แม่บอกว่าเขาน่าจะมองไม่เห็นพวกเรา
แล้วเรารู้สึกยังไง ?
น้องแพท : ก็เสียใจนิดนึงแต่สู้ต่อ
สมมติว่าเงินไม่พอที่จะไปป้องกันแชมป์ ?
น้องแพท : ก็ต้องพยายาม ไม่เคยคิดว่าจะไม่ถึง
ไม่เหนื่อยเหรอ ?
น้องแพท : เหนื่อยอยู่ครับแต่ว่าต้องสู้ เพราะว่าพวกเรารักในการเต้น
น้องแบงค์ : พวกผมทำชื่อเสียงให้กับประเทศไทยก็ทำเต็มที่ที่สุด ทำด้วยความภูมิใจของตัวเอง

สมมติว่ามีคนมาสนับสนุนแล้วยังจะมาเปิดหมวกอีกไหม ?
น้องอาเจียง : เปิดอีกครับเพราะว่าจะได้หาตังไปสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นอีก



เด็กๆ เคยบ่นบ้างไหมที่ต้องพยายามขนาดนี้ ?
ถามว่าบ่นไหม ไม่เคยได้ยินคำนี้เพราะสิ่งที่เขาทำทุกวันนี้มันทำให้เขาเห็นแล้วว่าไม่ต้องไปพึ่งพาคนอื่นเราก็ไปต่อได้ เราก็มีจุดยืนของเราได้แต่ไม่ได้หมายความว่าเราหยิ่งทะนง แต่ในเมื่อเราเลือกไม่ได้โอกาสมันมีมาแค่นี้เราจะทำให้มันล้ำ สิ่งที่เราคิดไว้มันเป็นไปไม่ได้เราต้องทำในสิ่งปัจจุบันให้มันเป็นรูปธรรมที่แท้จริงที่สุดแล้วเขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแกร่ง ถ้าไม่มีเหงื่อก็ไม่มีเงิน ถ้าไม่มีเหงื่อก็ไม่รู้จักความย่อท้อ ความเหนื่อย ความลำบาก การที่เด็กๆ ได้ทำงานแบบนี้มันจะส่งผลให้เขาเห็นใจผู้ปกครองว่าการที่ผู้ปกครองส่งเสียเขาในเรื่องการเรียนแล้ว ในเรื่องกิจกรรมที่เขาชอบที่เขารักผู้ปกครองก็ใช้หยาดเหงื่อแรงงานเหมือนกันในการหาเงินจุนเจือครอบครัว และในการขับเคลื่อนให้ลูกได้ไปต่อในสิ่งที่ตัวเองรัก


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

THAI NAVY SEAL กว่าจะเป็น มนุษย์กบ

ตัวเล็กลง เมื่อรู้ว่าโลกกว้างขึ้น : ป้า แบ็คแพ็ค

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย