ดร.ฐิระ ทองเหลือ ผู้ต้องการที่จะเปลี่ยนพื้นที่ชายหาดริมทะเลให้เป็นพื้นที่สีเขียว : มาตรฐานเกษตรอินทรีย์




ดร.ฐิระ ทองเหลือ ผู้ต้องการที่จะเปลี่ยนพื้นที่ชายหาดริมทะเล ให้เป็นพื้นที่สีเขียว เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและหาคำตอบให้กับสังคม   
อาจารย์มหาวิทยาลัยและเกษตรกรที่ชอบความท้าทายและเป็นนักทดลอง เขาเลือกที่จะปลูกในสิ่งที่คนคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ให้มันเป็นไปได้ เจ้าของศูนย์การเรียนรู้เกษตรยั่งยืน  อินทนิลออร์แกนิคฟาร์ม อ.ละแม จ.ชุมพร  

จุดเริ่มต้นมาจากอะไร ?

            จริงๆ วิถีดั้งเดิมของผมเป็นลูกชาวนา พ่อแม่เป็นชาวนา นาสมัยก่อนไม่ใช้ปุ๋ยเคมี มีปลามีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติแล้วหลังจากนั้นพอวิถีมันเปลี่ยนไป สิ่งต่างๆ เหล่านี้มันเปลี่ยนไป เพราะฉะนั้นความทรงจำในอดีตตั้งแต่เด็กยังมีความทรงจำเดิมๆ อยู่ในเรื่องของเกษตรที่เป็นวิถีแบบดั้งเดิมเพราะฉะนั้นไปอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ผมก็พยายามจะปลูกผัก ทำอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับเกษตร ไปเรียนก็เรียนเกษตร จบปริญญาตรีก็ไปเรียนเกษตรอีก หลังจากนั้นสิ่งเหล่านี้ก็ค่อยๆ หล่อหลอม เมื่อมีความรู้มากขึ้นจากที่เราเรียนมาหลังจากนั้นก็ค่อยๆ กลับมาฟื้นในเรื่องของเกษตรอีก แล้วเรามองว่าในเรื่องของเกษตรอินทรีย์คือทางรอด ทางรอดในเรื่องของสุขภาพ ทางรอดในเรื่องของสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญทางรอดในเรื่องของรายได้


            จริงๆ เริ่มต้นมาพักที่นี่มันเป็นรีสอร์ทเก่า มาเปิดเป็นร้านอาหารก่อน เปิดเป็นรีสอร์ทก่อนแต่ว่าพอเปิดเป็นรีสอร์ทพอถึงจุดหนึ่งความเข้าใจของเรา ความรู้สึกของเราว่า เอ๊ะ เราได้ประโยชน์ ครอบครัวเราได้ประโยชน์แต่ว่าคนอื่นได้ประโยชน์น้อยมากก็เลยค่อนๆ ปรับความคิด คนก็ค่อยๆ เข้ามา มาดูผัก ดูผลไม้อะไรต่างๆ ที่เราปลูก เขาเริ่มเข้ามามันก็เลยต้องปรับ พอคนเข้ามาเรื่อยๆ ก็มาถามปัญหา เราเริ่มออกไป ก็เลยจำเป็นต้องเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้
            ขั้นตอนต่อมาหลังจากนั้นก็คือเราเริ่มจากการสนใจอะไรบ้างที่มันเกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรีย์ อย่างเช่นเรื่องผักเราลองปลูกผักชนิดต่างๆ ลองทำปุ๋ยสูตรต่างๆ ไปเจอไส้เดือนก็สนใจเรื่องของไส้เดือนว่ามันเป็นต้นทางในเรื่องของการกำจัดขยะ การผลิตปุ๋ย การแก้ในเรื่องแมลงและเชื้อราต่างๆ ก็ค่อยๆ เรียนรู้ ค่อยๆ เพิ่มประสบการณ์ ทดลองและวิจัยมาเรื่อยๆ จนเกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ๆ แล้วเอาไปใช้ในการเกษตรแล้วก็ได้ผล พอได้ผลก็นำไปเผยแพร่แก่ชาวบ้านและชุมชนที่เขาเข้ามาเรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ

มีพื้นที่เท่าไหร่ ?
            พื้นที่ตรงนี้มีอยู่ 4 ไร่เศษ ทำให้เห็นว่าพื้นที่เล็กๆ มันสามารถที่จะบริหารจัดการ วางระบบต่างๆ ให้สามารถผลิตอาหารให้ครอบครัวเราทานได้ ทีนี้ 4 ไร่เราทำอะไรบ้าง ก็จะเห็นว่ามีฟาร์มไส้เดือน มีโรงปุ๋ย มีแปลงเมล่อน มีแปลงเมล่อน มีเสาวรส มีผักสลัดแล้วก็มีแปลงผักอื่นๆ ที่เกิดขึ้นติดชายหาด ตรงนั้นก็เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าพื้นที่ที่เป็นทรายล้วนๆ เรายังสามารถทำอะไรได้อีกเยอะเลย




เป้าหมายที่ทำให้เรารู้สึกมีกำลัง
            เป้าหมายมีอย่างเดียวก็คือเรื่องของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 นั่นก็คือสิ่งที่อยู่ในใจมาตลอดว่าเราเกิดมาครั้งหนึ่งมีอะไรที่เราจะทำอะไรให้พระองค์ท่านได้บ้าง อันนั้นคือที่มันอยู่ข้างในลึกๆ จริงๆ ซึ่งเราก็ไม่ได้ประกาศว่าเราต้องทำเพื่อพระองค์ท่านแต่อย่างน้อยเรารู้อยู่แก่ใจว่าการทำอย่างนี้มันคือการเอาศาสตร์พระราชามาใช้ เพราะฉะนั้นในการทำเรื่องศาสตร์พระราขา หรือการเกษตรที่ยึดหลักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มันก็ต้องทำให้เห็นจริง พอเกิดแรงบันดาลใจอย่างนี้มันทำให้เรารู้สึกมีกำลังที่จะทำ พอมีกำลังที่จะทำก็เอาใหญ่เลยก็ทำมาเรื่อยๆ

แนวคิดในการทำเกษตรอินทรีย์ ?
แนวคิดของที่นี่ก็คือเริ่มเอาจากสิ่งที่ง่ายที่สุดก่อน ก็คือสิ่งใกล้ตัวที่เราทานเข้าไป อย่างเช่น ผัก เราทำยังไงให้ผักที่เราทานปลอดภัย ผลไม้ สมุนไพรต่างๆ ที่มีอยู่ทั้งหมดเราทำยังไงให้สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเราปลอดภัยก่อน หลังจากนั้นเมื่อมีคนมาศึกษาเราคิดว่ามันไม่น่าจะพอแล้ว มันจำเป็นที่ต้องมีบางอย่างที่ต้องดึงคนเข้ามาอย่างเช่นเมล่อน มะเขือเทศหวาน องุ่น สิ่งเหล่านี้จะดึงคนให้เข้ามาเรียนรู้ แต่เนื้อในจริงๆ ที่ซ่อนอยู่ก็คือเรื่องของปุ๋ย เรื่องของวิถี เรื่องของการพึ่งตนเอง การไม่ใช้สารเคมี ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี อันนั้นคือเจตนาที่อยากให้เขารู้จริงๆ
อย่างเช่นถ้าพูดเมล่อนอินทรีย์คนก็ตกใจว่ามันทำได้เหรอ กระทั่งสมัยก่อนที่ผมทำใหม่ๆ เมื่อ 3 ปีที่แล้วเมล่อนมันปลูกภาคใต้ได้ด้วยเหรอ คนไม่เข้าใจคิดว่าเมล่อนเป็นพืชเมืองหนาว แต่จริงๆ เมล่อนมันชอบอากาศร้อน ยิ่งอากาศร้อนก็ยิ่งโตดี เราต้องเข้าใจต้องมีความรู้เหล่านี้ ค่อยๆ หาความรู้ก่อน พอเราเริ่มเข้าใจเราค่อยแก้ปัญหา เมื่อแก้ปัญหามันจะแก้ได้ที่ละเรื่องๆ

เริ่มจากการลองผิดลองถูก ?
ใช่ อย่างเช่นเรื่องเมล่อน บางทีเราต้องต้องรื้อทิ้งทั้งโรงเลยเพราะมันง่ายต่อการเป็นโรคโคนเน่ามาก หรือไวรัสลงแล้วมันไปทั้งโรงเลย การทำอินทรีย์มันยากตรงนี้ ฉะนั้นความล้มเหลวมันมีบ่อยมาก บ่อยจนถ้าคนที่ไม่มุ่งมั่นจริงๆ อาจจะถอยได้ แต่ถ้าเรามุ่งมั่นจริงๆ ล้มเหลวไม่เป็นไรเพราะคนเรากว่าจะสำเร็จได้บางทีอาจจะล้มเหลวเป็นครั้งที่ร้อยหรือ 99 ครั้งเผลอๆ ครั้งที่ 100 อาจจะสำเร็จก็ได้ เพราะงั้นความล้มเหลวมันคือประสบการณ์ คือองค์ความรู้


ทำไมถึงเริ่มปลูกเมล่อน ?
มีคนบอกผมว่าเมล่อนมันเป็นพืชปราบเซียนแล้วมันมีเสน่ห์ของมัน คือมันมีรูปทรง มันมีลาย มีความสวยงามแล้วเวลาแขวนผมเห็นในภาพแล้วมันมีเสน่ห์ในตัวเอง สองพอดูราคาแล้วมันน่าตกใจแต่ว่าที่ปลูกไม่ใช่เรื่องของราคาแต่สนใจ รูปลักษณ์ รูปทรงมันดูดี รูปทรงเหล่านี้มันจูงใจให้เราอยากลอง พอศึกษาจริงๆ พบว่ามันจะการใช้สารเคมีค่อนข้างเยอะ พอเยอะมันก็เป็นความท้าทายที่อยากจะทำ

เอาพันธุ์เมล่อนมาจากที่ไหน ?
            อันนี้เป็นสายพันธุ์ญี่ปุ่น เรียกว่า คามิ เพราะว่าสายพันธุ์ญี่ปุ่นสามารถปลูกในเมืองไทยได้ แล้วความหวานเมื่อทดสอบกับระบบของอินทรีย์มันตอบสนองเรื่องของปุ๋ยอินทรีย์ได้ดีมากเราก็เลยลองปลูก


สุดท้ายในวันที่เมล่อนออกผลผลิตมามันคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปไหม ?
            ตอนนี้เริ่มคุ้มเพราะว่าการสูญเสียมันน้อยลง อย่างโรงที่เห็นเป็นต้นเล็กๆ มันสูญเสียน้อยมากโรคโคนเน่าไม่เจอเลยแม้แต่ต้นเดียว ไม่เจอเรื่องของเพลี้ย ไม่เจอเรื่องไวรัส ที่เหลือก็คอยประคับประคองให้มันโต ให้มันหวานมีรสชาติอร่อย ตรงนี้แหละสำคัญ

เราเป็นเมล่อนเจ้าเดียวในภาคใต้ที่เป็นอินทรีย์
            ใช่ครับ เป็นเจ้าเดียวที่มีมาตรฐานออร์แกนิคของกรมวิชาการเกษตร อันนี้ได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรว่าเป็นรายเดียวของภาคใต้ที่ทำเมล่อนอินทรีย์
ตอนแรกที่ผมทำเกษตรอินทรีย์ก็คืออินทรีย์แบบที่ผมเข้าใจ ก็คือไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้สารเคมีนั่นคืออินทรีย์ แต่ทีนี้พอเราบอกว่าอินทรีย์แล้วใครจะเชื่อเรามันเลยต้องมีเครื่องหมายการันตี ก็ไปเจอว่ามาตรฐานออร์แกนิคไทยแลนด์มันเป็นมาตรฐานของประเทศเราที่ดูแลโดยกรมวิชาการเกษตร แล้วเป็นมาตรฐานที่สำคัญมากเลยก็คือไม่จ่ายตังแม้แต่บาทเดียว อันนี้สำคัญ ฟรี

หลังจากทำเมล่อนแล้วเราทำอะไรอีก ?
พอเมล่อนมันได้คำตอบแล้วว่าเราทำได้ ทีนี้มันยังมีอะไรที่ยังท้าทายต่อไปก็เริ่มมาจับองุ่น ซึ่งมันเป็นความรู้ใหม่ที่เราต้องมาศึกษาหาความรู้อีก ต้องเริ่มอ่าน เริ่มดู เริ่มหาวิธีการต่างๆ เริ่มทดลองปลูก ปรากฏว่าองุ่นมันยากกว่าเมล่อนอีก เพราะว่าโรคมันเยอะมาก ทำไมต้ององุ่นเพราะว่าองุ่นที่ศึกษามามันค่อนข้างอ่อนแอ แล้วก็มีการใช้สารเคมีเยอะพอสมควร ฉะนั้นพอเป็นอย่างนี้มันก็เป็นเรื่องใหม่ที่น่าท้าทาย

มีการทดลองปลูกผักสลัด ?
            ชายทะเลหลายคนไม่เชื่อว่ามันปลูกสิ่งเหล่านี้ได้ แต่จริงๆ ผักสลัดด้วยตัวมันเองมันมีการสร้างสารบางตัวแล้วมันมีการป้องกันโรค ป้องกันแมลงด้วยตัวของมันเอง ทีนี้พอเราได้ความรู้จากเรื่องเมล่อนเราก็เอามาใช้กับสลัดต่อ สลัดปัญหาก็เหมือนเดิมคือโคนเน่า รากเน่า พืชพวกนี้เป็นพืชอวบน้ำซึ่งส่วนใหญ่เชื้อราจะเข้าทำลายได้ง่าย เราก็ใช้วิธีการเดิมเอาน้ำไส้เดือนพ่นมันก็แก้ได้ ฉะนั้นที่นี่น้ำไส้เดือนจะเป็นพระเอก นอกจากช่วยเรื่องใบสวยงามแล้ว ยังไล่แมลง แก้เรื่องเชื้อรา โรคโคนเน่าก็แก้ปัญหาได้ดี
มีคนเคยทำแบบนี้มาก่อนไหม ?
ไม่แน่ใจว่าที่อื่นมีไหม แต่ในแถบนี้ที่ผมศึกษามาก็ยังไม่เห็น ส่วนใหญ่สลัดเขาปลูกแล้วจะดูแลอย่างดีแต่นี่เราจะดูแลแบบแย่ๆ นิดหนึ่งด้วยพื้นที่ของเราเป็นชายหาด เราอยู่กับธรรมชาติแบบนี้ไม่ได้ต้องการที่จะชนะธรรมชาติแต่เรากำลังปรับตัวให้อยู่กับธรรมชาติที่มันเป็นอยู่ เพราะฉะนั้นชาดหาดที่มันมีแต่ทรายซึ่งมันเป็นสีขาว ถ้าเราลองมาเปลี่ยนชายหาดให้เป็นสีเขียวเป็นสีที่เราทานได้ เป็นสีที่เราดูแล้วเย็นตามันก็จะสร้างความแปลกใหม่ ที่สำคัญเราก็จะมีกินด้วย


ยากไหม ? ในการทำอินทรีย์
ถามว่ามันยากไหม ยากมาก ละเอียดมากแล้วมันต้องหาความรู้เยอะมาก แต่พอเยอะมากอย่างน้อยที่สุดเรามีเป้าหมาย เรามีทิศทางที่ชัดเจน พอชัดเจนเราก็ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว เป้าหมายของเกษตรอินทรีย์จริงๆ ไม่ได้ทำเพื่อรวย เพราะฉะนั้นคนที่มุ่งมาทำเกษตรอินทรีย์แล้วหวังรวยส่วนใหญ่จะล้ม ล้มเพราะวางเป้าหมายผิด แต่ถามว่าเกษตรอินทรีย์มีรายได้ไหม ถ้าทำดีๆ หาความรู้ดีๆ มันสามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืนด้วยซ้ำไปแล้วผลตอบแทนถ้าเรามีความรู้มันก็คุ้มกับการลงทุนถ้าจะมองผลตอบแทนทางเศรษฐกิจนะ แต่ถ้ามองในแง่ของความสุขใจมันได้แน่ตั้งแต่วันแรกที่เราทำเลย เพราะเรารู้ว่าข้างในเราทำอะไร ทำเพื่ออะไร คือคนเราพอเริ่มคิดอยากจะทำให้คนอื่นได้ดีอันนั้นความสุขมันเกิดแล้วยังไม่ทันได้ทำเลย ทีนี้พอลงมือทำ คนเริ่มเห็น เริ่มเข้ามาให้ความสำคัญมันก็จะเป็นกำลังใจ
ผมมองว่าเรื่องของกระแสอินทรีย์เป็นกระแสที่แรง แล้วมันตอบโจทย์ในเรื่องของสุขภาพดีมาก ต้องยอมรับความจริงว่าเดี๋ยวนี้คนจะทานอะไรก็แล้วแต่ไม่เหมือนเมื่อก่อน จะคิดนิดหนึ่ง ปลอดภัยไหม คนกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น คนรักสุขภาพเพิ่มขึ้น คนดูแลตัวเองมากขึ้น ฉะนั้นพอกระแสเหล่านี้มันเกิด เขาเริ่มรู้ เริ่มเข้าใจว่า การจะดูแลสุขภาพมันต้องเริ่มที่ต้นทางนั่นก็คืออาหารที่ปลอดภัยก่อน อันนั้นคือเป้าหมายเรา ให้เขาสนใจให้มากขึ้น ให้เขาทำให้เยอะขึ้น เขามาดูสิบเรื่องเขาอาจจะทำแค่เรื่องเดียวก็ได้ เขามาดูร้อยคนเขาอาจจะกลับไปคนเดียวก็ได้อย่างนั้นเราถือว่าคุ้มแล้ว อย่างน้อยที่สุดในสิ่งที่เราตั้งใจมันถูกถ่ายทอดจาดคนๆ หนึ่งไปสู่อีกคนๆ หนึ่ง
ถึงแม้ว่าเส้นทางนี้มันต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ให้เขาเห็นว่าความจริงมันคืออะไร ทั้งจากครอบครัว คนรอบข้าง ทั้งจากอะไรก็แล้วแต่ที่จะไม่เข้าใจในทิศทาง ถามว่ามีท้อไหมมันมีเหนื่อยแต่เมื่อเรานึกถึงเป้าหมายปลายทาง เรารู้ว่ากำลังทำอะไร เรารู้ว่าสุดท้ายชีวิตเกิดมาหนึ่งครั้งเราได้ทำอะไรบ้าง ได้ตอบแทนอะไรบ้างให้กับแผ่นดิน โดยที่เราไม่ต้องไปประกาศว่าเป็นแบบนั้น แบบนี้แต่เราทำเลย



#คนค้นฅน
ทุกวันอาทิตย์ เวลา 13.00 น. 

ทางช่อง9 Mcot HD
#เกษตรกร
#เกษตรอินทรีย์
#มาตรฐานเกษตรอินทรีย์



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

THAI NAVY SEAL กว่าจะเป็น มนุษย์กบ

ตัวเล็กลง เมื่อรู้ว่าโลกกว้างขึ้น : ป้า แบ็คแพ็ค

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย