“ป้าเบส” ผักอินทรีย์ในดินแดนผลไม้ : มาตรฐานเกษตรอินทรีย์



“ศิวพร เอี่ยมจิตกุศล” หรือ “ป้าเบส” เจ้าของสวนผักป้าเบส  อ.เขาคิชฌกูฏ  จ.จันทบุรี 
ผู้เคยมีโรคภัยรุมเร้าจนสุขภาพย่ำแย่ จนต้องพลิกชีวิตสู่วิถีเกษตรอินทรีย์ ทั้งๆที่เธอไม่มีพื้นฐานความรู้การทำเกษตรใดๆเลย  เธอจึงเป็นคนแรกๆของ จ.จันทบุรี ที่จุดประกายแนวคิดการปลูกผักอินทรีย์ในดินแดนผลไม้

จุดเริ่มต้นมาจากอะไร ?

ตอนที่เรามาอยู่ใหม่ๆ ประมาณ 10 ปีก่อนที่เราจะมาอยู่ที่นี่ เราสุขภาพไม่ดีเหมือนกับเราอ่อนแอทั้งข้างในข้างนอก จิตใจเราก็ท้อแท้ หดหู่ มีภูมิแพ้ มีโรคนั้น โรคนี้ พอถึงจุดๆหนึ่งที่ครอบครัวเราเขาทำหน้าที่ตรงนั้นได้ครบถ้วนแล้ว ลูกก็เรียนจบแล้ว เขามีชีวิตของเขาเองแล้ว มันก็ถึงเวลาที่เราต้องถามตัวเองว่า แล้วเวลาที่เหลือเราอยากจะหาคำตอบกับชีวิตเราไหมว่า เกิดมาสักครั้งหนึ่งเราได้ทำในสิ่งที่เราชอบหรือเปล่า สุขภาพไม่ดีแล้วเราแก้ไขมันยังไง มันก็เป็นจุดเปลี่ยนที่ตัวให้เราเริ่มหักเหการใช้ชีวิต แทนที่จะอยู่ในเมืองตลอดก็จะมาอยู่ที่นี่เพื่อที่จะทบทวนสิ่งต่างๆ ที่มันรุมเร้าเรา สุขภาพ หาความหมายของการมีชีวิต

มีพื้นที่เท่าไหร่ ?
พื้นที่ทั้งหมด 30 ไร่ ตอนที่ซื้อใหม่ๆ ประมาณ 25 - 26ปี 5 ปีแรกเราก็จะปลูกเป็นแบบเคมีมันจะมีทุเรียนติดที่มาอยู่ส่วนหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เยอะ ตอนนั้นก็จะได้รายได้จากทุเรียนประมาณ 200 ต้น พอทำทุเรียนได้ 5 ปีใช้เคมีอย่างเข้มข้นมันก็จะเกิดปัญหาเรื่องโรค เราก็ต้องพยายามหาคำตอบว่าเราจะไปทางไหน มันก็มี 2 แนวทาง ถ้าเราจะยังทำแบบเคมีต่อไปเรารู้สึกว่ามันไม่ใช่ เราอ่านหนังสือสวนสมรมของป้าหลนที่ทางใต้ เขาพูดถึงการปลูกพืชร่วมกันหลายๆ อย่าง เราคิดว่าอันนี้มันเหมาะสำหรับทำเกษตรในแนวที่เราชอบ แล้วก็ปี 2540 เราได้รับฟังแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวงด้วยซึ่งอาจจะเป็นอิทธิพลอันหนึ่ง ทำให้เหมือนกับเรามีความมั่นใจว่า การทำเกษตรแบบเดิมๆ มันไม่ใช่อีกแล้ว มันมีการผสมผสานเอาตัวอื่นเช่นการปลูกไม้ป่า มีการเลี้ยงปศุสัตว์ผสม ซึ่งเกษตรทฤษฎีใหม่ตอบคำตอบพวกนี้หมดเลยทุกอย่าง




เริ่มเปลี่ยนมาเป็นแบบผสมผสานเริ่มยังไง ?
พยายามหาองค์ความรู้ ตอนนั้นก็ได้ไปฝึกงานทำปุ๋ย ทำเกษตรธรรมชาติคิวเซที่สระบุรี จะสอนเรื่องการปรับปรุงบำรุงดิน อันนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่เราเริ่มคิด แต่ยังไม่มีความมั่นใจนะเพราะมีความรู้สึกว่าเศษมูลสัตว์กับอินทรีย์วัตถุมาคลุกๆ กันแล้วมันจะใช้แทนปุ๋ยได้เหรอ ก็กลัวๆ กล้าๆ ไม่กล้าใช้ ในขณะที่มาทำแล้ว ในแนวทางของเกษตรกรที่เขาทำกันอยู่เขาก็ใช้ปุ๋ยมูลสัตว์โดยตรงใส่ถุงแล้วก็วางรอบๆ พอใช้ลักษณะนั้นสักระยะหนึ่งมันก็เกิดปัญหา ตอนที่เราเข้าไปปรึกษาทางสำนักวิจัย เราก็ได้องค์ความรู้มาใหม่ว่า การที่จะบำรุงดินมันควรที่จะหมักปุ๋ยให้เย็นตัวก่อนแล้วค่อยเอาไปใช้ มันจะลดการดึงไนโตรเจนจากต้นไม้ ไม่ทำให้ใบเหลืองแล้วก็พืชทำไปใช้ได้ดี อันนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เรามั่นใจว่ามันมีคำตอบ มีทางออกของการทำเกษตรโดยไม่พึ่งเคมี


     เนื่องจากว่าเราเป็นคนกรุงเทพฯ แล้วเราก็มีปัญหาสุขภาพเพราะฉะนั้นเราก็มุ่งมั่นว่าถ้าเราจะทำผักเพื่อตอบโจทย์สุขภาพหรือตอบปัญหาของเรา เราอยากจะทำ 7 ตัวอันตรายว่ามันปลูกจริงได้ไหม 7 ตัวอันตรายก็จะมี แตงกวา ผักบุ้ง กวางตุ้ง คะน้า พริกขี้หนู ผักชี ตอนนี้มีแถมกะเพราขึ้นมาอีกซึ่งเหตุปัจจัยที่ทำให้เขาต้องใช้เคมีเยอะก็เพราะว่ามันเสี่ยงต่อการเวลาเขาปลูกเชิงเดี่ยวแล้วมันถูกโจมตีได้ง่ายเพราะแหล่งมันรวมแมลงก็มาได้ง่าย เราได้รับคำแนะนำจากสวพ. ปลูกพืชแบบสลับแปลง เปลี่ยนชนิดปลูก เราก็เอามาใช้ในแปลงจริงๆ แล้วมันก็จะลดการโจมตีของศัตรูพืชถึงมันจะโจมตี มันก็ยังแข็งแรงพอจะสู้โรคและต้านทานพวกนี้ได้
คือเรามาในฐานะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอาหารเราอยากหาคำตอบ เราอยากหาทางเลือกของคนในสังคมของเรา คนในสังคมนี่หมายถึงลูกเราที่ออกไปนอกบ้านแล้วจะได้รับอาหารดีๆ นะคะ ถ้าไม่ช่วยกันเปลี่ยนแปลงมันก็จะไม่พ้นจากวังวนอันนี้

ยากไหมกว่าจะได้ป้ายออร์แกนิคไทยแลนด์ ?
            มันก็ค่อนข้างยากเพราะว่าไม่มีใครรู้คำตอบว่าทำอะไร ข้อจำกัดที่เขาห้ามทำไมมันยุ่งยาก ซับซ้อนขนาดนั้น ทำไมจะต้องมีแนวกับชน ทำไมต้องกันน้ำบ่า พาเคมีหรือยาฆ่าหญ้าเข้ามาปนเปื้อน มันถือว่ายาก แล้วหลายคนที่พยายามทำแล้วเงื่อนไขเขาไม่ตอบโจทย์ทำให้เขาไม่ผ่าน พอเขาไม่ผ่านก็จะบอกปากต่อปากกันว่าอินทรีย์ทำไม่ได้ แต่พอตอนหลังมันมีการสื่อสารที่เร็วขึ้น มีองค์ความรู้ที่เผยแพร่เราหาได้เองด้วย จากประสบการณ์บอกต่อด้วย มันก็ทำให้การทำงานง่ายขึ้นแล้วเราก็จะเข้าใจมากขึ้นว่าแต่ละข้อกำหนดมันมีเหตุผลอะไร มันทำไม แล้วเราทำได้ไหม
            เนื่องจากว่าเราไม่ได้มีพื้นฐานเป็นเกษตรกรเพราะฉะนั้นเราจะไม่มีภาพเดิมๆ ที่ฝังหัวว่าทำแพทเทิร์นนี้ตายตัว ห้ามทำนอกลู่นอกรอย เราไม่ได้มีบรรพบุรุษที่เป็นผู้ใหญ่ที่เขาคอยห้ามปรามเรา เราจะทำอะไรที่เราอยากจะเรียนรู้ก็มีอิสรเสรีภาพที่จะทำได้เต็มที่





ในหนึ่งวันส่งผักเยอะไหม ?
            ถ้าเทียบกับที่เขาทำเป็นอาชีพปลูกแปลงใหญ่มันก็จิ๊บจ๊อย แต่ถ้าเป็นออร์แกนิคแบบนี้มันเป็นงานโกลาหลวุ่นวายพอสมควร

เมื่อก่อนที่ซื้อผักกินเอง เราดูตรารองรับพวกนี้แล้วเชื่อถือไหม ?
            พูดยากนะคะเพราะเราไม่รู้จักคนปลูก เราก็เลยต้องมาปลูกเอง แต่พอเราเป็นคนทำเราก็คิดว่าหน่วยงานก็เป็นหน่วยงานที่ดีที่สุดที่จะมาเป็นคนสกรีนตรวจรับรองให้เรามั่นใจ เราต้องไว้วางใจเพราะว่าเขามีหน้าที่ตรงนี้โดยเฉพาะแล้วเขาก็มีองค์ความรู้ มีประสบการณ์ที่มองว่าทำอย่างนี้มันผ่านหรือไม่ผ่านแล้วรายละเอียดต่างๆ เขาก็จะรู้ดี

เมื่อก่อนจากคนที่เคยหาอาหารที่ปลอดภัยทานแต่วันนี้มาเป็นผู้ผลิตที่ส่งสิ่งดีๆ ให้คนอื่นเองรู้สึกยังไงบ้าง ?
            รู้สึกว่าเราก็ได้ทำหน้าที่บางอย่างในสังคมที่ตอบแทน อย่างเช่น เรามาอยู่ที่จันทบุรีแล้วสุขภาพดี เราก็รู้สึกว่าเราได้คืนสิ่งดีๆ ให้กับสังคมจันทบุรี ก็รู้สึกภูมิใจ มีความสุข

วิธีการหาตลาดของเราคือ ?
            ตอนนั้นเรายังไม่ได้คิดว่าจะทำเป็นอาชีพ เราก็ไปๆ กลับๆ กรุงเทพฯ-จันทบุรี มาจ่ายเงินเดือน มาดูผลผลิต เรามีความรู้สึกว่าเราไม่ได้เอามาเป็นรายได้เลี้ยงตัวเองเพราะฉะนั้นทำเท่าไหร่มันก็ไม่มีปัญหาก็แค่พอค่าเงินเดือน แต่พอไปสักระยะหนึ่งมันก็จะเริ่มมีคำถามจากครอบคัว จะทำต่อยังไง ไม่เกิดประโยชน์อะไร แล้วมันจะเลี้ยงตัวเองได้ไหมซึ่งอันนี้เป็นคำถามที่ทำให้เราต้องหาคำตอบ เราก็พยายามหาตลาดที่จะรองรับผลผลิตที่เป็นอินทรีย์ที่เราได้เริ่มขอใบรับรองจากกรมวิชาการแล้ว ก็มีคนแนะนำให้ไปหาคนที่เขาต้องการผลผลิตจริงๆ จังๆ โดยที่เขาเป็นคู่ค้าเรา แล้วเราก็พัฒนามาเป็นตลาดอื่นๆ

การได้การรับรองทำให้ผู้บิโภคสามารถมั่นใจได้ว่าปลอดภัยแน่นอน ?
            มันก็เป็นกระบวนการหนึ่ง แต่ทั้งหมดโดยรวมมันขึ้นอยู่กับเกษตรกรเองที่คุณจะซื่อสัตย์ มั่นคงแค่ไหนเพราะว่าไม่มีใครมาเฝ้าคุณตลอด 24 ชม. สิ่งที่คุณจะทำได้ก็คือถ้าคุณพยายามที่จะทำพืชอินทรีย์แล้วคุณก็ควรที่จะรักษาคุณภาพ การรักษาคุณภาพนี่แหละมันจะทำให้สินค้าของคุณเป็นที่ยอมรับต่อผู้บริโภค
ปัจจุบันเราได้รับการทาบทามจากทางสวพ. ให้ขยายผลและมีการอบรมการปลูกผักในพื้นที่ แล้วมีการตอบรับมากมาย เราตั้งเป้าไว้ที่ 20 คน แต่รู้สึกว่าใกล้ 35 แล้ว เราก็ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอาหารของเรา คนรุ่นใหม่มีความรู้สึกว่านี่เป็นทางรอดทางหนึ่ง ไม่จำเป็นจะต้องเคมี 100เปอร์เซ็นต์แค่นี้เราก็พอใจแล้ว เราอยากให้อาหารมันเปลี่ยนแปลง แล้วตอนนี้มันเห็นแววว่าทำได้จริง มันเกิดผลกระทบในวงกว้าง ทุกคนลุกขึ้นมาทำ



รู้สึกอย่างไรทีเรามีส่วนร่วมในการอบรม ?
รู้สึกเป็นประโยชน์ รู้สึกว่าการที่เรายอมหาคำตอบ ยอมเสี่ยงหลายๆอย่าง อย่างน้อยคำตอบนี้มันอาจจะใช่สำหรับใครบางคน ถ้าเอาไปใช้ได้ก็น่าจะพัฒนาให้มันตอบโจทย์ให้มากขึ้นกว่านี้เพราะองค์ความรู้ที่เราได้มันไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง มันเป็นการสะสม มันเป็นการแบ่งปันแล้วก็เป็นการพัฒนา
ทุกๆ คนมีส่วนร่วมในกระบวนการนี้หมด มันทำให้เราเข้าใจถึงสภาวะการเป็นองค์รวม เป็นการเกื้อกูลกันทั้งระบบ เราไม่ได้อยู่ได้ด้วยตัวคนเดียวเราอยู่ได้ด้วยการพึ่งพิง คนนั้นนิด คนนี้หน่อย แบ่งปันกันเราเห็นคุณค่าตรงนั้น


#คนค้นฅน
ทุกวันอาทิตย์ เวลา 13.00 น. 
ทางช่อง9 Mcot HD
#เกษตรกร
#เกษตรอินทรีย์
#มาตรฐานเกษตรอินทรีย์

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

THAI NAVY SEAL กว่าจะเป็น มนุษย์กบ

ตัวเล็กลง เมื่อรู้ว่าโลกกว้างขึ้น : ป้า แบ็คแพ็ค

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย