อย่ากลัวการเป็นเด็กบ้านนอก : ซานต้า ไก่ เฉลิมเกียรติ ลมลอย




อย่ากลัวการเป็นเด็กบ้านนอก อย่ากลัวการเป็นเด็กยากจน ใครบอกว่าเรายากจน ใครบอกว่าเราลำบาก ใครบอกว่าเราทุกข์ยาก เราต้องดิ้นรนให้มันพ้นสิ่งนี้ ทำยังไงล่ะ ตอนนี้พวกหนูมีหน้าที่อะไร มีหน้าที่เป็นเด็กดีนะ ตั้งใจเรียน เชื่อฟังคุณพ่อคุณแม่

พอดีว่าช่วงที่ผมเรียนอยู่ที่สกลนครช่วงป.3 เนี่ย ผมสอบได้ที่ 39นะ มีเพื่อนอยู่ 42 คน แล้วก็คุณครูท่านก็บอกว่าหรือเธอย้ายไปอยู่โรงเรียนที่อยู่พิษณุโลกตอนป.4 คุณครูก็บอกไปอยู่นู้นนะตั้งใจเรียน เป็นเด็กดี เชื่อฟังพ่อแม่ด้วย ผมย้ายมาอยู่พิษณุโลก ได้มาอยู่ในโรงเรียนจ่าการบุญ อยู่ห้องสุดท้ายของระดับชั้นป.4 ผมสอบได้ที่ 1 เพราะคาถาคุณครู เราก็เลยอาตัวนี้มาสอนเด็กด้วย



แนวคิดที่ทำให้เราเริ่มแจกของให้แก่เด็กๆ
เริ่มมีแนวคิดตั้งแต่ปี 2543 แล้ว คือตอนนั้นที่เราเป็นเด็กพ่อแม่ยากจนมาก ไม่มีเงินให้ไปโรงเรียนเพราะฉะนั้นทำยังไงเด็กยากจนคนหนึ่งจะมีกิน
สมัยก่อนเขาต้องตามหลวงตา เช้ามาลงรถ 6 โมงเช้าเพื่อที่จะไปรอหลวงตาแล้วก็หิ้วปิ่นโตหลวงตาเข้าวัด ถึงเวลาก็หยิบขนมไปกินโรงเรียน หิ้วไปเป็นถุงเลย หลวงตาหยิบใส่ให้เป็นถุงเลยแล้วก็ไปแจกเพื่อนที่โรงเรียน ดินสอแท่งหนึ่งใช้กันจนเหลาหัวเหลาท้าย สมัยก่อนโรงเรียนมันจะเป็นอาคารไม้ พื้นห้องมันก็จะเป็นรูไม้กระดาน ดินสอร่วงบ้าง ยางลบร่วงบ้าง สตางค์ร่วงบ้าง ตกเย็นเราก็รอให้เพื่อนๆ กลับหมดแล้วก็มุดเก็บดินสอ เก็บยางลบ บางครั้งก็ได้สตางค์ด้วย เด็กๆ รองเท้าไม่มีจะใส่ เสื้อผ้าก็บริจาคล้วนๆ เข็มขัดก็มีแต่เชือกปอ
เราคิดว่า วันหนึ่งที่เราทำงานแล้ว มีรายได้แล้วเราก็เอาสิ่งนี้ไปให้เขาบ้าง ช่วงนั้นปี 2543 ผมมีภรรยาเป็นอาจารย์อยู่โรงเรียนบ้านนอกเหมือนกัน ก็มีโอกาสได้เห็นเด็กบ้านนอกมาโรงเรียนทุกวัน ผมก็เลยมองว่า ทำไมเด็กบ้านนอกสมัยนี้มันลำบากกว่าเมื่อก่อน แต่งตัวก็มอมแมม เสื้อผ้าก็ไม่มีจะใส่ ทำไมเหมือนเราเลย อะไรแบบนี้ สิ่งที่เห็นมันทำให้นึกถึงอดีตแล้วก็มองว่าเราจะช่วยเด็กพวกนี้ได้ยังไง ในขณะที่เรามองว่า เอ๊ะ เราก็ไม่ใช่คนมีนะ แล้วเราก็กำลังอยู่ช่วงสร้างเนื้อสร้างตัว แต่ข้อดีอย่างคือเรา 2 คนกับภรรยาก็เป็นข้าราชการ เพราะฉะนั้นก็เลยคิดว่า เอ เราทำยังไงถึงจะช่วยเด็กพวกนี้ได้ ก็เริ่มต้นจากการมอบขนม นม น้ำในช่วงเทศกาลก่อน คือเมื่อก่อนเรามีน้อยเราก็ทำน้อย ทำปีหนึ่งไม่บ่อย แต่เมื่ออายุมากขึ้น อายุงานมากขึ้น เงินเดือนมากขึ้น รายได้มากขึ้น ความพร้อมมากขึ้น ก็พยายามที่จะทำมากขึ้น



แจกอะไรบ้าง ?
ในลังนี้ก็จะเป็นเป้จำนวน 20 ใบ ในนี้ก็จะมีขนม พัดลมนี่ก็ใช่ นอกจากนั้นก็จะมีพวกตุ๊กตา สมุด ดินสอ ที่เด็กๆ จำเป็น เสื่อผ้า ถุงเท้า มีจานข้าวด้วยเพราะว่าเด็กๆ บ้านนอกเมื่อก่อนจะมีถาดหลุมนะ แต่สมัยนี้ไม่มีแล้วเพราะว่ามันแพงก็จะใช้จานพวกนี้เอาไปแจกเด็กๆ แล้วก็จะมีกางเกงในเด็กนี่เราก็แจก มีพวกอุปกรณ์กีฬา ไม้แบดมินตัน ชุดกีฬา ก็คือบางครั้งมีอะไรก็เอาไปแต่อย่างน้อยก็มีขนมเป็นพื้นฐาน

ซื้อของจากเงินส่วนตัวของเรา ?
ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเงินส่วนตัว ก่อนจะเดินทางก็ค่อยๆ รวบรวมก่อนว่าเท่าไหร่แล้วก็ต้องเช็คยอดเด็กในโรงเรียนที่เราจะไป ระยะทาง


ผมจะเก็บให้เด็กพวกนี้วันละร้อย บอกได้เลยว่าเดือนนี้ต้องมีสามพัน ก็คือกันเงินไว้เลยสามพันสำหรับกิจกรรมที่ตัวเองทำ นอกจากนั้นก็ยังมีเงินในกระปุก ใบหนึ่งก็ประมาณพันบาท

ไปมากี่โรงเรียนแล้ว ?
ถ้าเป็นโรงเรียนที่ผมนับในช่วงหลังๆ เมื่อประมาณปี 2557-2558 เพิ่งเริ่มมีการบันทึก เมื่อก่อนผมไม่ได้บันทึกนะ ถ้าที่นับได้ช่วงหลังคือประมาณ 200 กว่าโรงเรียนแล้วก็มากกว่า 500 กิจกรรม 500 กิจกรรมคืออะไร คือผมไปกับรถโรงเรียนบางครั้งไปอย่างน้อย 3 ครั้ง คือ ครั้งที่ 1 เป็นสัมผัสแรก ก็จะไปแจกพวกขนม นม น้ำ อุปกรณ์การเรียน อุปกรณ์กีฬา ตุ๊กตา ซึ่งเด็กๆ บ้านนอกจะชอบ ครั้งที่ 2 ก็จะไปเลี้ยงอาหาร แต่ของผมไม่ได้เน้นเรื่องอิ่มมากขึ้นผมเน้นเรื่องเติมฝัน เด็กบ้านนอกนี่มีฝันอะไร มีเคเอฟซี มีพิซซ่า มีสปาเกตตี้ ครั้งที่ 3 ก็คือเป็นมอบทุนการศึกษา


เดินทางไปแจกของยังไง ?
มอเตอร์ไซค์นี่แหละ คันนี้เป็นคันที่ 3 แล้ว คือปกติใช้มอเตอร์ไซค์ในการไปตระเวนตามโรงเรียนต่างๆ ตามชนบท ตามภูเขา หนึ่งแสนกิโลก็จะเปลี่ยนหนึ่งคัน คันนี้ก็สองหมื่นกว่ากิโลแล้ว


ฉายาซานต้าคลอสมาจากไหน ?
เอาจริงๆ คำว่าซานต้าคลอสผมก็ไม่ได้เรียกตัวเอง เคยแต่งซานต้าคลอสแค่ครั้งเดียวหรือสองครั้งเมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว ก็เลยมีคนเห็นว่าตัวอ้วนๆ แล้วเป็นคนชอบสีแดง สังเกตว่ามีรถสีแดง มีหมอนสีแดง ชีวิตคือสีแดงเลย เพราะฉะนั้นเขาเห็นตัวอ้วนๆ ใส่เสื้อก็สีแดง ผมซื้อมอเตอร์ไซค์สีแดงทุกคัน คือสีแดงมันดูแล้วสดใสเลยชอบสีแดงมาก แล้วก็พอไปแจกของบ่อยๆ เมื่อก่อนไปช่วงเทศกาล เช่น วันคริสต์มาส วันปีใหม่ วันเด็ก มันจะติดๆ กันใช่ไหม เพราะงั้นก็อยู่ในช่วงเทศกาลก็สามารถที่จะแต่งชุดเป็นซานต้าคลอสได้ บางครั้งก็แต่งเต็มชุด บางครั้งใส่หมวกอย่างเดียวมันก็เลยติดตาเด็กๆ ไปไหนทุกคนก็บอกว่ามาแล้วซานต้าคลอส ขี่กวางเรนเดียร์เป็นมอเตอร์ไซค์สีแดง พอรู้ก็ อ้าว ตกลงผมกลายเป็นซานต้าคลอสไปแล้วใช่ไหม ตั้งแต่นั้นมาก็เลยมีคนเรียกลุงไก่ซานต้าคลอสมาตลอด

ตอนนี้หน้าที่การงานเป็นอย่างไร ?
ตอนนี้ผมรับราชการอยู่พุทธชินราช ตำแหน่งวิทยาศาสตร์การแพทย์ชำนาญงาน ทำงานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2531
งานที่นี่จะมีโดยเฉลี่ยประมาณ 3 เซคชั่น เซคชั่นที่ 1 ก็คือเป็นห้องคัดกรองแล้วก็เจาะเก็บโลหิต เซคชั่นที่ 2 ก็เป็นการเตรียมส่วนประกอบของเลือด ก็จะเอาเลือดที่เจาะจากห้องนี้ไปปั่นแยกผลิตภัณฑ์เสร็จแล้วก็เก็บเข้าตู้ เซคชั่นที่ 3 ก็คืองานที่เตรียมเลือดสำหรับแจกจ่ายให้ผู้ป่วยที่ขอมา ก็จะมี 3 เซคชั่นหลักๆ ทำงานจะสลับกันเป็นอาทิตย์ อาทิตย์นี้จะอยู่ห้องคัดกรองและเจาะเก็บทั้งอาทิตย์เลย ส่วนอาทิตย์หน้าก็จะอยู่ห้องเตรียมเลือดทั้งอาทิตย์เลย พี่บรรจุที่นี่ตั้งแต่ 1 ก.ค.2531 น่าจะ 30 ปีแล้ว อยู่ในแผนกนี้มาตลอดเลย วันนี้เข้าเวรเที่ยงคืนก็จะลงเวรตอน 4 โมงเย็น แล้วทุกวันก็จะมีภารกิจไปเลี้ยงขนมเด็กๆ แล้วก็กลับมาอีกตอน 5 ทุ่มครึ่งมาเข้าเวร

เรามีวิธีจัดการเรื่องเงินยังไง ?
จริงๆ ผมเป็นคนที่ใช้เงินค่อนข้างจะแบ่งเป็นก้อนๆ แล้วไม่ใช่เป็นคนไม่มีหนี้สินนะ มีหนี้สินเพียงแต่ว่าอยู่ในระบบเพราะงั้นจึงไม่ได้กังวลอะไร ก็เลยมีความรู้สึกว่า คนเราจนแค่ไหนบาตรก็ต้องใส่ ทานก็ต้องทำเพราะว่าคนเรามันหวังชาติหน้าเกิดมาจะได้สบาย ถ้ารอให้มี รอให้รวย รอให้เจ็บป่วยก็ไม่ได้ทำ เพราะงั้นถ้าคิดจะทำอะไรก็ทำเลย ไม่ต้องสนใจใคร  ผมเป็นคนไม่เอากลับมาคิด แล้วก็จ่ายแล้วตัวเองไม่เดือดร้อน ครอบครัวต้องไม่ทุกข์ร้อน แล้วภาระก็ต้องไม่เดือดร้อนตัวเองเช่นกัน ก็แค่นั้นเอง ซึ่งเราก็ไม่ได้คิดอะไร 
การหารายได้ของเรา 1 คือมีเงินเดือนประจำ 2 คือการทำล่วงเวลา การที่ต้องขึ้นเวรเยอะๆ ก็คือเป้าหมายที่จะได้เงิน ได้ปัจจัยตรงนี้เอาไปช่วยเด็กๆ แต่ก็ไม่ถึงว่าต้องไปหักโหม มันกลายเป็นความเคยชินมากกว่าแล้วก็มีรายได้มารองรับตรงนี้ แต่ถามว่ามันต้องฝืนทำไหม มันไม่เรียกวาฝืนหรอก คือถ้าทำด้วยใจมันไม่มีคำว่าฝืนหรอก


 เข้าเวร 16 ชั่วโมง ?
ของพี่ไก่ก็ประมาณ 15 เวร ถ้าเข้าเวรดึกก็ประมาณเที่ยงคืนถึง 8 โมงเช้าแต่ว่าต้องต่อเวรเช้าด้วยนะ พูดง่ายๆ ก็คือทำงานตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึง 4 โมงเย็น วันละ 16 ชั่วโมง โดยรวม 15 วัน คือเวลาส่วนตัวพี่ไก่จะน้อย วันๆหนึ่งทำนู้นทำนี้จนบางครั้งวันหมดวันแล้ว เวลาส่วนตัวไม่ค่อยมี ไหนจะแม่ ไหนจะภรรยา ไหนจะลูก ไหนจะเด็กๆ ไหนจะงาน

 รายได้ที่ทำแบบนี้เยอะไหม ?
เดือนหนึ่งก็มีประมาณ 8,000-10,000 บาท ใช้ค้อนข้างเยอะไม่ใช่น้อย เพราะว่าเมื่อก่อนเราคิดว่ามีขนมชิ้นหนึ่งไปแจกเด็กก็ดีใจแล้วแต่ตอนหลังถ้าจะให้เขาดีใจมากกว่านั้นเราต้องให้เขามากกว่านั้นแต่ต้องอยู่ในวงที่เราไม่เดือดร้อนแล้วก็มีความสุขกับการทำ ไม่มีความทุกข์ใจอะไรกลับมา

ครั้งนี้เตรียมของจะไปที่ไหน ?
เตรียมไปโรงเรียนบ้านป่ามะกรูด อยู่บนเขา ห่างจากที่บ้านนี่เข้าไปประมาณ 80 กิโลเมตร ก็เป็นโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ป่าสุดท้ายในย่านนั้น เด็กๆ มีไม่เยอะก็ประสานกับคุณครูไว้ว่าเด็กของคุณครูต้องการอะไรบ้าง บางครั้งคุณครูก็สังเกตว่าเด็กคนนี้ชอบอะไร เด็กคนนี้ไม่เคยทานอะไร โดยการให้เด็กวาดรูปสร้างจินตนาการคือดึงจินตนาการเขาออกมาว่าโลกของหนูมันมีอะไรบ้าง สิ่งที่หนูคิด สิ่งที่หนูฝัน
ก็จะสำรวจว่าแต่ละที่เป็นยังไง ต้องการอะไร อย่างโรงเรียนนี้ เด็กทั้งโรงเรียนไม่มีกระเป๋าก็เตรียมเป้ไปให้เด็กทั้งโรงเรียนเลย 20 ใบ เป้นี่ก็ไปติดต่อซื้อไปขอความอนุเคราะห์ว่า ขอซื้อเป้ในราคาต้นทุน ปรากฏเถ้าแก่บอกว่าผมทำบุญด้วย ผมไม่เอาตังเลย แล้วก็มีขนมเป็นกิ๊ฟเซ็ท มีนม มีน้ำแล้วก็มีสมุด ดินสอ ยางลบ ทุกอย่างก็อยู่เป็นแพ็ค เพราะงั้นเด็กแต่ละคนรับเขาก็จะดีใจมาก แล้วก็จะมีของใช้ ถุงเท้า รองเท้า บางคนก็อยากได้แก้วน้ำใหม่เพราะว่าเด็กบ้านนอกเนี่ยแก้วน้ำสำคัญ เขาใช้แปรงฟัน ใช้ดื่มน้ำ บางคนก็อยากได้ชุดนักเรียน

ได้ครบทุกคนไหม ?
ไม่ครบทุกคน ก็คือดูว่าคนไหนที่มีความต้องการ จำเป็นที่สุด จำเป็นที่สุดก็คือบางคนมีเสื้อหนึ่งตัวใช้ทั้งเทอมเลย ใส่ทุกวัน ใส่ไม่ซัก ไปซักทีเสาร์อาทิตย์แล้วส่วนใหญ่เป็นเสื้อผ้าที่รับบริจาคมา เป็นเสื้อผ้ามือสองเพราะว่าพ่อแม่ไม่มีเงินที่จะซื้อ แล้วอีกอย่างเสื้อเด็กพวกนี้เมื่อพ่อแม่ไม่มีเงินซื้อก็ไม่ได้ปักชื่อ เพราะงั้นก็จะไม่มีชื่ออยู่บนหน้าอกเสื้อ ชื่อโรงเรียนก็ไม่มี แล้วสภาพก็ฟ้องเลยว่ามันเป็นเสื้อเก่าก็เลยมีเด็กอยู่สองคนที่สำรวจแล้วว่าจำเป็น

มีข้อจำกัดเรื่องอะไรบ้าง ?
จริงๆ เวลาผมจะไปโรงเรียนไหนคือมีข้อจำกัด ข้อที่หนึ่งก็คือเรื่องงบประมาณ ข้อที่สองก็คือเรื่องของการขนส่ง คือผมใช้เดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ ก็เมื่อก่อนผมเริ่มจากโรงเรียนขนาดเล็กแต่พอตอนหลังรู้ศักยภาพตัวเองว่าสามารถขนส่งได้ประมาณเด็ก 200 คน เพราะฉะนั้นก็อยู่ในวงที่จำนวนเด็กไม่เกิด 200 คน หลังจากนั้นผมก็จะสำรวจทางอินเทอร์เน็ตว่าโรงเรียนในพื้นที่ ในจังหวัดรอบๆ ในจังหวัดสุโขทัย อุตรดิตถ์ พิจิต เพชรบูรณ์ ที่อยู่รอบๆ ข้างมีโรงเรียนไหนบ้างที่เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก เสร็จแล้วก็ประสานงานขออนุญาตท่าน ส่วนหนึ่งได้จากอินเทอร์เน็ต อีกส่วนหนึ่งได้จากเพื่อนที่เป็นครูที่แนะนำมาว่า เคยอยู่โรงเรียนนู้นนะ เคยเรียนอยู่โรงเรียนนี่นะ โรงเรียนนั้นมีเด็กเดือดร้อนก็ประสานมาเราก็สำรวจหาข้อมูล มีเด็กเท่าไหร่

มีการวางแผนในการแจกของยังไง ?
ผมก็จะแพลนว่าปีหนึ่งก่อนเปิดเทอมผมจะเตรียมชุดนักเรียน ถุงเท้า รองเท้า ไปแจกเด็ก ช่วงคริสต์มาส ปีใหม่ วันเด็กก็อีกอย่างหนึ่ง


 เคยไปไกลสุดกี่กิโล ?
ผมก็เดินทางไปไกลสุดก็เกือบ 400 กิโล  เป็นคนที่ชอบขี่มอเตอร์ไซค์ การเอามอเตอร์ไซค์ไปแจกของมันมีที่มาของคำว่าอัตภาพพอเพียง คือบางครั้งเอารถยนต์ไปแจกของคนก็มองขับรถยนต์มาทั้งทีมีมาแค่นี้ แต่ในขณะที่ขับมอเตอร์ไซค์มาแค่ของขนาดนี้ รถคันแค่นี้ขนมาได้ยังไง มันคนละความรู้สึกเลย ความหมายเปลี่ยนเลยนะ พูดอย่างนี้มันยิ่งกลายเป็นความตั้งใจ แล้วหนึ่ง นอกจากเราภูมิใจแล้วเรายังได้ทำอะไรที่ไม่เกินตัว เป็นความสะดวกด้วย ใช้น้ำมันก็น้อย

ไปคนเดียวตลอด ?
           ส่วนใหญ่จะไปคนเดียวเพราะว่าไม่ใช่ไม่อยากให้ใครไปนะแต่เป็นวันราชการ ทุกคนก็ทำงานแล้วถ้าไปวันหยุดก็ไม่เจอเด็ก เด็กบ้านนอกเสาร์อาทิตย์ไม่ใช่วันว่างของเขา อยู่ในสวนในไร่ หักข้าวโพด เสียบมัน ฟันอ้อยเสาร์อาทิตย์เขาไม่มีรายได้ วันจันทร์เขาไม่มาโรงเรียนนะ เพื่อนๆ ชอบมาว่า ขับรถไปไกลๆ อย่างนี้ลำบากนะ ยางรั่วยางแตกจะทำยังไง มืดค่ำมีโจรจะทำยังไง ก็บอกว่ามันต้องตรงนี้เลย (ชี้ที่ใจ) ถ้าไม่มีตรงนี้ไปไม่ได้


แจกไม่ครบทำยังไง ?
บางครั้งเราไปให้ไม่ครบเราต้องบอกเลยนะ บอกลุงไก่มาเท่าที่มีนะลูก แล้วก็มีเท่าที่มาไม่ได้มีมากกว่านี้ ลุงไก่ไม่ใช่คนรวย แต่ลุงไก่แบ่งปันทุกวันนี้เพราะลุงไก่เคยไม่มี วันนี้ก็เอามาแบ่งปันให้ อาจจะเป็นความสุขที่ไม่ได้เต็มที่ทุกคน อาจจะโชคดีเป็นบางคน แต่ให้ทุกคนมองว่า ลุงไก่รักหมดทุกคนเพียงแต่ว่าลุงไก่ไม่สามารถตอบสนองได้ทุกคนด้วยเรื่องปัจจัย บอกว่าวันนี้จะมีแต่ผู้โชคดีนะ 
ถามว่าแล้วคนที่เหลือทำยังไง บอกว่า เพราะวันนี้คนเหล่านี้ เป็นเด็กดี ตั้งใจเรียน เชื่อฟังคุณครู มีจิตอาสา ช่วยงานโรงเรียน ช่วยงานคุณครู ทุกคนต้องแสดงความยินดีกับเพื่อน มุทิตาจิตกับเพื่อน อยากได้อย่างเพื่อนอิจฉาได้แต่อย่าริษยาเพื่อน ทำดีให้ได้อย่างเพื่อน วันหน้าก็เป็นของเรา


 บางครั้งเพื่อนๆ บอก ยังมีหนี้อยู่นะ แล้วทำไม มีหนี้แล้วเป็นยังไง ก็เอาเงินไปใช้หนี้ดีกว่า ให้มันหมดหนี้จะได้มีความสุข เอาไปทำกิจกรรมอย่างนี้เป็นกิจกรรมตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ช่วยโลกก็ไม่ได้ ถ้าคิดอย่างนั้นนะ ก็ไม่ใช่แล้ว คือพระเจ้าสอนเรามาอยู่แล้วว่าเกิดมาต้องมีสังคม ต้องช่วยเหลือกัน ถ้าเราคิดแค่จะเอาตัวรอดคนเดียวนะเราก็ไม่ใช่สัตว์สังคมแล้ว คนเราจะจนแค่ไหน บาตรยังต้องใส่ ทานยังต้องทำ

อย่างที่บอก ไปกลับมาก็มี 2 อย่าง รอยยิ้มกับคำขอบคุณ ส่วนผมก็คือความสุขในใจ สิ่งที่เราได้รับมันไม่ใช่สิ่งตอบแทนแต่มันคือความสุขใจ ทำแล้วสุข ทำแล้วไม่เครียด ทำแล้วไม่เป็นภาระ ทำแล้วไม่ได้เอามาคิดว่าต้องอย่างนู้นอย่างนี้ มีแต่จะเดินหน้าว่าพรุ่งนี้จะไปไหน พรุ่งนี้จะทำอะไร พรุ่งนี้จะให้อะไรเขา คิดแค่นั้น เราอาจจะยิ่งใหญ่ในความรู้สึกตัวเองแต่ไม่จำเป็นต้องยิ่งใหญ่ในสายตาใครก็ได้

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

THAI NAVY SEAL กว่าจะเป็น มนุษย์กบ

ตัวเล็กลง เมื่อรู้ว่าโลกกว้างขึ้น : ป้า แบ็คแพ็ค

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย