เทพ โพธิ์งาม ชายผู้เรียนรู้จากความผิดพลาด






"ไม่ต้องมาจำหรอกเดี๋ยวมันก็หมดแล้ว ทุกอย่างเดี๋ยวมันก็หมด พอหมดแล้วมันก็จบ 
เหมือนอย่างป๋าต๊อกตายแรกๆ ก็ฮือฮา คนมากันเยอะแยะแล้วมีใครพูดถึงไหมตอนนี้ 
มันเป็นอย่างนี้ไง มันจะหมดไปเอง มันจะจางไปเอง"


เชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จักเขาคนนี้ เทพ โพธิ์งาม  หรือชื่อจริงว่า สุเทพ โพธิ์งาม นักแสดงตลกชื่อดังในยุคแรกๆ ของเมืองไทยที่สร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้กับผู้คนมามากมาย จากวงการตลกคาเฟ่ก็เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิง ได้แสดงละครและภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่อง และยังเคยเป็นผู้กำกับและเขียนบทภาพยนตร์อีกด้วย แม้แต่งานพิธีกรโทรทัศน์อีกหลายรายการก็มีชื่อเขาอยู่ในนั้น คร่ำหวอดอยู่ในวงการบันเทิงมานานกว่า 40 ปี จนคนในวงการเรียกขานว่า “ป๋าเทพ” นั่นคือหนึ่งในบทบาทที่ผู้คนจนจำภาพของผู้ชายคนนี้ได้อย่างแม่นยำ


เริ่มทำขนมเปี๊ยะได้ยังไง ?
ขนมเปี๊ยะก็เริ่มตั้งแต่ตอนที่เราเจ๊งหมูทะกะมา หมูกระทะมันไม่เหลืออะไรเลยแล้วก็มาหาที่ 50 ตารางวา มาทำกันตรงโน้นไม่ได้เริ่มที่บ้านหลังนี้ แล้วก็ขายกาแฟอะไรพวกนี้ มันมีที่กวนแป้งมาหน่อยนึงแล้วก็ที่อบเก่าๆ เราก็เลยมาลองทำดู ขายกาแฟแล้วก็ขายปาท่องโก๋บ้าง แล้วก็ขนมเปี๊ยะ เผื่อให้คนเขากินกับชา กาแฟ พอทำไปทำมาขนมเปี๊ยะมันขายดีกว่าอย่างอื่นหน่อย มันเริ่มขายได้ เราไม่มีทุนก็ยืมเขามา คนละพัน สองพัน ห้าพัน

เริ่มต้นมีใครช่วยบ้าง ?
            เราทำเองแล้วก็มีเด็กช่วย 2-3 คน พอเริ่มต้นมาสักพักก็เริ่มขายดี พอขายดีก็เริ่มมาเช่าอีกหลังหนึ่งแต่มีปัญหาเรื่องรถไปจอดหน้าบ้านคนเขา ก็จอดรถยาวเลย ไปปิดบ้านเขาหมด เขาก็ไม่พอใจเราก็ออกมาแล้วก็มาหาเช่าตรงนี้


 หลักการทำธุรกิจของป๋าคืออะไร ?
            ก็คือให้เราอยู่ได้แค่นั้นเอง แต่ว่าอนาคตถ้าเกิดเรามีกำลังจริงๆ ก็อาจจะทำอะไรที่มันกว้างกว่านี้ โปรโมทให้มันกว้างกว่านี้ ตอนนี้เราไม่มีอะไรเราก็ทำแค่พอกินไปก่อน นอกจากมันมีจังหวะดีๆ เมื่อไหร่เราถึงจะค่อยขยับขยาย

ถือว่าเป็นธุรกิจได้หรือยัง ?
            ยังไม่ถึงเป็นธุรกิจเพียงแค่ว่าประคับประคองพอใช้กันไป แล้วระหว่างนี้เราก็คิดค้นไปเรื่อย อนาคตเราก็คงจะต้องมีทำอย่างอื่นอีก คงไม่ได้ทำอย่างเดียว อย่างเดียวมันไม่ได้เราอยู่เรารู้ ถ้าเกิดเอาเป็นอาชีพมั่นคงเลยมันไม่ใช่อันนี้เพียงแต่ทำพอกินไปเฉยๆ เราจะหยุดเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ทำก็ได้ก็แล้วแต่ถ้าเกิดมันมีอะไรดีกว่านี้ แต่ทีนี้เราคิดกันมาเอง เราทำกันมาเองเราก็เก็บเอาไว้เป็นของลูกหลานต่อไป


ที่ผ่านมาเสียดายไหม ?
โอ๊ย มันไม่มีอะไรอยู่ในสมองป๋าหรอกเรื่องเก่าๆ เรื่องอดีตมันพ้นไปแล้วไม่เคยคิดเสียดายอะไรทั้งนั้น แม้กระทั่งวงการก็เหมือนกันไม่เคยนึกเสียดาย มันพอแล้วเราก็ต้องพอ

วันนี้ไปขายที่ชลบุรีเอาของไปขายเยอะไหม ?
ไม่เยอะตลาดอย่างนี้เรารู้อยู่แล้วว่าขายได้ไม่เยอะ สมมติดีที่สุดก็คือ 10,000 กว่าบาท ถ้ามันไม่ดีก็ประมาณ 6,000-7,000 บาท บางทีดีไม่ดี 2,000-3,000 ยังมีเลย มันแล้วแต่ตลาด แล้วแต่ที่ที่เราไปลง บางทีมันก็เป็นตลาดที่ไม่ค่อยมีคนบ้างอะไรอย่างนี้

เวลาเดินทางเคยคิดเป็นเรื่องต้นทุนไหม ?
            ไม่ต้องไปคิดหรอก ป๋าไม่ใช่คนแบบนั้น เรื่องนิดๆ หน่อยๆ มันไม่ใช่ ไปเห็นตอนนั้นเราจะใช้อะไรเติมน้ำมันเท่าไหร่ เรากินเท่าไหร่เราก็แค่จดเท่านั้นเอง มันไม่ถึงขนาดว่าอันนี้ต้องใช้เท่านี้ มันคาดการณ์ไม่ได้เพราะว่าไปนี่เราไม่รู้ว่าต้องใช้อะไรอีก มันมีเหตุที่นอกความคิดเราได้ ไม่คิดดีกว่า เอาเก็บไว้ไปคิดว่าข้างหน้าว่าเดี๋ยวเราออกไปเราจะต้องขับรถให้ระวัง เกิดมีความไม่ประมาทขึ้น อายุก็ส่วนหนึ่งที่ทำให้เราไม่ประมาท เมื่อก่อนฉุนเฉียวง่านเดี๋ยวนี้ต้องเบาๆ ลง
            การวางแผนป๋าว่ามันคือการคาดคะเนไปเฉยๆ แล้วก็มันเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน ไม่ยั่งยืน สิ่งที่มันเป็นจริงก็คือเราเจอกันเดี๋ยวนั้น นั้นแหละคือเรื่องที่เราต้องแก้ไข เราเชื่อในวิธีที่ทุกวันนี้เราเป็นอยู่ เดี๋ยวมีอะไรข้างหน้าให้เรามีความรู้สึกว่า ข้างหน้าเราก็ต้องเตรียมตัวรับกับมันเพราะว่าสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นในเส้นทางของเรา แน่นอนว่ามันก็ต้องมีสะดุดบ้าง เป็นแผลบ้าง ชีวิตเราต้องเจออะไรแบบนี้เป็นธรรมดา

แสดงว่าที่เราออกไปขายนี่เราไม่ได้คาดหวังอะไร ?
มันคาดหวังไม่ได้เพราะที่ผ่านมาเรารู้แล้วไงว่าคาดหวังไม่ได้ อย่างวันนี้เรากะเอา 30,000 มันจะได้หรือเปล่า เมื่อก่อนนี้ขายจริงๆ ได้ 40,000-50,000 แต่มันก็มีความคาดหวังเหมือนกันพอเริ่มขายดีๆ มันก็น่าจะดีอะไรอย่างนี้ แต่สุดท้ายนั่นแหละ มันก็ต้องกลับมามันไปไม่ได้ วันนี้มันจะเป็นอะไรเดี๋ยวมันก็บอกเองแล้วเราก็แก้ไขตรงที่มันเกิดเหตุแค่นั้นเอง ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก


เบื่อไหม ?
            มันก็เบื่อเหมือนกัน จำเจ เพราะป๋าไม่ชอบจำเจ มันอยู่ตรงที่ว่าเบื่อแล้วมันจะไปไหนล่ะ ติดปลักโคลนอยู่ไปไหนก็ไม่ได้ มันคล้ายๆ ว่าทุกอย่างเราไปคิดอะไรมากไม่ได้ เอาเท่าที่เห็นวันๆ ว่าเราจะแก้ไขยังไง
            ยอมรับกับสิ่งที่มันเป็นอยู่ตรงหน้า มันเป็นเรื่องจริง ทุกอย่างที่เราทำมานี่ก็คือเราสร้างมาทั้งนั้นเราจำเป็นที่จะต้องจัดการกับมันให้ได้ ไม่ได้ว่าเหมือนกับเราเครียด บางคนบอกไม่มีบ้านอยู่มาเช่าไม่เครียดบ้างเหรอ ป๋าถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดามันเป็นเรื่องของวาสนา วาสนาเราได้แค่นี้เราจะไปคิดอะไร คนอื่นเขาบางทียิ่งกว่าเราอีกก็มี 

ที่ผ่านมาถือว่าเป็นความผิดพลาดไหม ?
            มันไม่ได้ผิดพลาดหรอก มนุษย์เรามันเป็นเหมือนกันหมด มันเกี่ยวกับจังหวะชีวิตมันไม่เหมือนกัน ฐานะทุกอย่างมันไม่เหมือนกัน ไม่ใช่ว่าเรามีกำลังเท่านี้แล้วเราจะไปทำที่มันใหญ่กว่ากำลังเราก็คงไม่ได้ ชีวิตป๋าคนมันเยอะ สัตว์มันเยอะที่เราจะต้องดูแล 
            ไม่ได้คิดหรอกว่าเป็นภาระแต่มันเป็นความพอใจที่เราทำให้เขา เราไม่ได้ลงทุนเยอะอะไรก็เท่าที่มีพอจะต่อไปมันไม่ได้แค่นั้นเองมันก็เลยหยุด การผิดพลาดมันไม่ได้ผิดมันเป็นบทเรียนทั้งนั้น ผิดพลาดยังไงชีวิตมันก็เดินต่อไปได้ตลอด มันไม่ใช่ว่าพลาดแล้วเราต้องมาหยุด 

เคยท้อไหม ?
ท้อมันก็อดไง คนเราไม่มีใครท้อหรอกลองถามให้ดี มันเหมือนจะท้อแต่มันไม่ท้อ เรื่องเก่าจะคิดทำไม ถ้าเรื่องเก่าไม่ออกไปไหนมันก็ไม่มีเรื่องใหม่เข้ามา เราเก็บเอาไว้ มาชอกช้ำ มาเสียใจมันไม่มีประโยชน์


ถ้ามีคนพาดหัวข่าวว่าเราตกอับคิดยังไง ?
            ไม่แปลกอะไร ก็ไม่เป็นไร ใครจะว่าอะไรก็เรื่องของเขาไม่ต้องไปฟัง ถ้าเราไปฟังเขาเราจะทำอะไรไม่ได้ ไม่มีใครรู้ดีเท่าตัวของเราเอง ถึงเราไม่ได้หวังว่าต้องได้อะไรมากเพียงแต่ว่าเอาแค่พอได้กินกันไปป๋าก็ถือว่าโอเคแล้ว

คิดเรื่องอะไรบ้าง ?
            เราคิดแค่ว่าพรุ่งนี้เราจะทำอะไรกิน พรุ่งนี้จะขายได้ไหม พรุ่งนี้ต้องไปดูขนม ทุกวันเราอยู่กับตรงนี้ จดจ่ออยู่กับตรงนี้ ไหนๆ เราทำมาแล้วเราอยากจะตั้งใจ
สมมติเราจะทำอะไรสักอย่างมันต้องใช้เงิน ที่เราผิดพลาดเพราะว่ามีเงินอยู่ก้อนหนึ่งก็เอาไปทำ อยากจะทำก็ทำ เสร็จแล้วเราก็เอาเงินนั้นมาลงจนหมดเลย เวลามันขาดมันขาดเลยแล้วก็ไม่มีอะไรที่จะส่งต่อได้ ตรงนี่แหละที่ผิดพลาด

เห็นข่าวนักธุรกิจล้มเหลวแล้วฆ่าตัวตายรู้สึกยังไง ?
            มันไม่ใช่หรอก ถ้าจะฆ่าตัวตายป๋าฆ่าไปนานแล้ว อุปสรรคมันยิ่งกว่านี้อีกคิดดูตั้งแต่นู้นมาจนป่านนี้ ใช้หนี้เขาไม่หมด มันเป็นกรรมด้วย เราก็ถือว่าวาสนาเราไปเทียบใครไม่ได้ วาสนาเรามันได้แค่นี้เราก็ต้องยอมรับว่ามันได้แค่นี้ เราอาจจะไปทำในสิ่งที่ไม่ดี ไม่ถูกต้องเมื่อชาติปางก่อนหรือเปล่าเราก็ยังไม่รู้แต่ว่าเราก็ต้องทำต่อไป เรื่องตายไม่ต้องคิดแล้วคิดแค่ว่าเออ...ตื่นอีกวันแล้ว วันนี้เอายังไงดี มันได้ยังไงก็คิดอยู่แค่นี้มันไม่มีอะไรจะมองมากกว่านี้แล้ว เราอยู่ตรงนี้เราก็ต้องมองอยู่แค่นี้ก่อน เราคงไปมองอะไรมากไม่ได้ อย่างที่ว่ามองไปก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว ต้องรอจนกว่ามันจะมีโอกาสมาหนุนให้เราไปได้อีก
            ต้องทำไปเรื่อยๆ ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง มันก็ต้องเสี่ยงไป มาหมุนแต่ละวันให้เด็กได้กิน ให้ค่าแรงเด็ก เรื่องกำไรไม่ต้องไปคิดหรอก ขาดทุนทุกเดือน บางทีต้องค้างไว้มีอะไรมาบ้างก็ค่อยให้เขา

ที่ดินที่ราชบุรี ?
            ซื้อไว้ 30 กว่าปีแล้ว เมื่อก่อนมันเป็นท้องนาแล้วเราก็มาขุดเป็นร่อง ปลูกต้นไม้ กะว่าปลูกต้นไม้ ปลูกบ้านไว้อยู่เวลาเราแก่ตัว ตอนนี้เอาไปจำนำอยู่ เราต้องลงทุนอยู่ตลอด ทำขนมต้องซื้อของ จ่ายค่าแรงเด็กทุกวัน เราจะขายดีไม่ดีไม่รู้แต่ทางนี้เขาต้องมีกิน

ภาระที่เยอะมาก ทำไมถึงไม่ปล่อยไป
มันไม่ใช่เป็นคนแบบนั้นไง ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ก็คงไม่เป็นอย่างนี้หรอก ก็เพราะความเป็นห่วง ความสงสารที่เราปฏิเสธไม่ได้ เราเห็นหน้าเห็นตากัน มันอยู่แล้วมันก็มีความสุขของมัน 

ค่าใช้จ่ายตรงนี้เยอะไหม
            เยอะ เงินเดือนเด็กบ้างอะไรบ้าง ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ากิน บางทีก็ต้องช่วยกันเองบ้างมันก็ไปอย่างนี้ ที่เรากินเราใช้มันแน่นอนแต่รายได้เรามันไม่แน่นอน เราไม่รู้ว่าจะขายได้หรือเปล่า จะขายได้เท่าไหร่


บั้นปลายชีวิต
บั้นปลายเราไม่ได้คิดหรอก จบเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น เอาตามที่เราคิดไปเรื่อยๆ แต่ถ้ามันจะจบเมื่อไหร่มันก็เรื่องของเรา จบก็คือจบ ละครเรื่องของเราจบแล้ว

อยากให้คนจดจำ เทพ โพธิ์งาม ยังไง
            ไม่ต้องมาจำหรอกเดี๋ยวมันก็หมดแล้ว ทุกอย่างเดี๋ยวมันก็หมด พอหมดแล้วมันก็จบ เหมือนอย่างป๋าต๊อกตายแรกๆ ก็ฮือฮา คนมากันเยอะแยะแล้วมีใครพูดถึงไหมตอนนี้ มันเป็นอย่างนี้ไง มันจะหมดไปเอง มันจะจางไปเอง

คนค้นฅน : เทพ โพธิ์งาม 

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

THAI NAVY SEAL กว่าจะเป็น มนุษย์กบ

ตัวเล็กลง เมื่อรู้ว่าโลกกว้างขึ้น : ป้า แบ็คแพ็ค

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย