เล่ามาจากภาคสนาม : ช้างด่านลอย



            “ช้างมันเรียนรู้เป็น มันเลยเลียนแบบรุ่นพี่ที่ทำให้มันเห็น”

            เป็นคำพูดของพี่เจิ้ง หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน เมื่อครั้งที่ผมเดินทางไปเฝ้าติดตามอาการลูกช้างบาดเจ็บที่นั่น มันเป็นประโยคที่ทำให้ผมสนใจใคร่รู้โดยส่วนตัวว่า กระบวนการคิดและเรียนรู้มันเป็นอย่างไร จะเป็นเหมือนคนอย่างเราหรือเปล่า
            หนึ่งสัปดาห์ต่อมาผมจึงเอาเรื่องนี้ไปพูดคุยกับพี่เช็ค สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ ในฐานะเจ้านายของผมที่ทีวีบูรพา เพื่อจะขออนุญาตติดตามศึกษาเรื่องนี้ต่อพร้อมกับถ่ายทำเป็นภาพยนตร์สารคดีไปด้วย และในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ผมจึงได้เดินทางกลับไปที่นั่นอีกครั้ง เพื่อไขปริศนาพฤติกรรมเลียนแบบของบรรดา “ช้างด่านลอย” บนถนนหมายเลข 3259 ช่วงที่ตัดผ่านป่าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน


            “ตอนแรกมันก็มีแต่เจ้าด้วนนะ ที่ออกมาตั้งด่านลอย จนเขาเรียกมันว่า ด้วน ด่านลอย เพราะพฤติกรรมที่ชอบโบกรถบรรทุกอ้อยให้จอด เพื่อที่มันจะได้ดึงอ้อยบนรถลงมากิน” พี่อำนวย เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของเขตฯ เล่าให้ผมฟังถึงเรื่องของเจ้าด้วน ด่านลอย ที่เป็นที่รู้จักในสังคมทั่วไป เพราะก่อนหน้านั้นเจ้าด้วนปรากฏอยู่บนสื่อทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์แทบจะต่อเนื่องปานข่าวดาราคนดัง
            “สอง-สามปีมานี้ ไม่ใช่จะมีแค่เจ้าด้วนแล้วนะซี” หัวหน้าเขตเริ่มเรื่อง ผมมองหน้าเขาอย่างสนใจ “มันมีช้างอีก สี่-ห้าตัวที่ออกมาทำแบบเดียวกันกับเจ้าด้วน เห็นเจ้าหน้าที่บอกว่า มันมีพี่จ่ายาว มีด้วนสอง มีด้วนสาม มีอ้วนเตี้ย ตัวนี้มีขนหางเป็นพลวง และก็มีเจ้าแหลม เป็นช้างพรายที่มีงา”


            “ที่เห็นมากับตาเลยก็พี่จ่ายาว สอนเจ้าด้วนหมายเลขสองนะ” พี่อำนวยเสริมขึ้น “ตอนแรกเจ้าด้วนสองก็ไม่กล้าจะออกมาหรอก เห็นมันผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในแนวต้นไม้ข้างถนนนั่นแหละ แต่พอพี่จ่ายาวทำให้มันดู มันก็ออกมาเลย แต่ก็ยังเก้ๆ กังๆ อยู่ แต่เมื่อมันทำได้เท่านั้นแหละ ก็อย่างที่เห็น นี่ก็เกือบสามปีแล้วที่เจ้าด้วนสองมันสนุกกับการตั้งด่านลอยบนถนน”
            หากผมไม่ได้คิดไปเอง เรื่องนี้ก็ไม่น่าจะใช่เหตุบังเอิญแต่ประการใด ที่ช้างป่าจะเรียนรู้และหาทางเอาตัวรอดจากปัจจัยแวดล้อมหลายอย่างที่พวกมันกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ป่าที่ลดลง แหล่งน้ำแหล่งอาหารในป่าที่ขาดแคลน จึงทำให้พวกมันกล้าที่จะปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น เช่นเดียวกันกับที่ช้างป่าจำนวนมากไม่ได้อยู่ในป่าเหมือนในอดีต เพราะการรุกคืบของพื้นที่เกษตรกรรม การพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน การเพิ่มถนนหนทาง หรือแม้แต่การขยายตัวของชุมชนและเมือง ก็บีบครั้นจนทำให้พวกมันไม่สามารถจะถอยหนีไปทางไหนได้ ทางเดียวที่เผ่าพันธุ์ของพวกมันจะคงอยู่ต่อไปได้ คือหันหน้าทวงคืนพื้นที่ที่มันเคยอยู่อาศัยมาก่อน และแน่นอนปัญหาความบาดหมางระหว่างคนกับช้างป่าก็จะตามมา


ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไน มีถนนตัดผ่านผืนป่าอนุรักษ์ เป็นเส้นทางคมนาคมระหว่างจังหวัด เป็นเส้นทางลำเลียงผลผลิตทางการเกษตรเพื่อป้อนเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก โดยเฉพาะอ้อยที่เดินทางจากจังหวัดสระแก้วไปเป็นวัตถุดิบผลิตน้ำตาลที่โรงงานในจังหวัดชลบุรีประมาณ 1 ล้านตันต่อปี ซึ่งใช้ถนนสายนี้ขนส่งมันไป นอกจากนั้นมันสำปะหลัง และพืชผลอื่นๆ อีกก็ใช่ว่าจะน้อยๆ เพราะสิ่งที่ว่ามามันคืออาหารอันโอชาของช้างป่า หากเมื่อมันได้ลองลิ้มรส เมื่อนั้นก็ไม่อาจจะหลบหลีกไปไหนได้
“มาพักหลังๆ รถเล็กๆ มันก็ตรวจนะ เจออะไรมันก็เอา ข้าวสาร ขนมเด็ก อะไรก็ตามที่มันคิดว่ามันจะกินได้มันเอาหมด” นักประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลเพิ่มเติม


ถึงแม้ช้างห้า-หกตัวไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับผลผลิตที่ว่ามากเท่าไรนัก แต่อีกด้านหนึ่งความแปลกประหลาดที่ช้างป่ากำลังเรียนรู้เพื่อความอยู่รอดอย่างนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องดีเอาเสียเลย
ความเสี่ยงกลับไปตกอยู่กับคนใช้รถใช้ถนนรายอื่นๆ ที่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเมื่อช้างป่าพวกนี้มันเข้ามาใกล้หรือเบียดเสียดกับตัวรถ บ้างก็กล้าๆ กลัวๆ ขยับเข้าขยับออก จนบ่อยครั้งที่ทำให้ช้างป่าบนถนนรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ เล่นงานรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ไปก็หลายต่อหลายคัน เพราะนี่คือเอ็ฟเฟ็คจากการพัฒนาที่ไม่ได้คำนึงผลในระยะยาว ซึ่งยังไม่นับรวมถึงตัวช้างป่าที่ถูกรถชนด้วยนะ มันคงจะเจ็บปวดหน้าดู

ช้างด่านลอย บนถนนหลวงแผ่นดินหมายเลข 3259 เส้นทางระหว่าง จังหวัดฉะเชิงเทรา-อำเภอวังน้ำเย็น นับเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่อาจจะเพิกเฉยได้ เพราะสิ่งที่ตามมาอีกอย่างหนึ่งก็คือ การให้อาหารสัตว์ป่าตามท้องถนนของบรรดาผู้ที่มีจิตใจเมตตาต่อสัตว์ แต่ใครจะนึกบ้างละว่าอาหารที่นำไปโยนไว้บนถนนคือปัจจัยที่จะทำให้สัตว์ป่ามีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากธรรมชาติที่พวกมันเคยเป็นอยู่ จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมบนท้องถนนที่เป็นข่าวเป็นคราวอยู่ในทุกเมื่อเชื่อวัน
“เราก็พยายามประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนมีความระมัดระวัง เมื่อขับผ่านผืนป่าแห่งนี้ แต่นั่นก็ยังเป็นปลายเหตุเกินไป ตอนนี้เราพยายามที่จะดึงสัตว์ป่ากลับเข้าป่า โดยเฉพาะช้างพวกนี้ ด้วยการทำแปลงอาหารและแหล่งน้ำให้พวกมันกลางป่า แต่คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่ามันจะเป็นผล หรืออาจจะไม่เป็นผลเลย หากบนถนนสายนี้ยังคงมีอาหารที่เย้ายวนกว่า” พี่เจิ้ง หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤๅไนพูดจบ ยกมือข้างหนึ่งขึ้นเกาคางเหมือนครุ่นคิด ผมมองลึกเข้าไปในแววตาที่มุ่งมั่นคู่นั้น สัมผัสได้ถึงความอ่อนล้าประดามีของเขา
อย่างไรก็ตาม ก็ยังไม่รู้ว่าช้างป่ารุ่นใหม่ๆ จะเรียนรู้และเลียนแบบได้รวดเร็วสักปานใด ประชากรของพวกมันจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงสักเท่าไร แต่ที่แน่ๆ สาม-สี่ปีมานี้ ช้างด่านลอยบนถนนสายนี้เริ่มจะเดินเบียดเสียดกันเสียแล้ว... 
         
เรื่องโดย ตาล วรรณกูล / ครีเอทีพสารคดีสัตว์ป่า

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย

THAI NAVY SEAL กว่าจะเป็น มนุษย์กบ

ผู้ชายก็เป็น “มะเร็งเต้านม”