ความสุขของการ "ให้" ของหมอผ่าตัดสมอง


"อัตตานัง อุปมา กเร คือเอาใจเขามาใส่ใจเรา"

เราเริ่มบทสนทนา การทำงานช่วงเช้าของคุณหมอ แพทย์หญิงนันทกา เทพอมรเดช ประสาทศัลยแพทย์ (หมอผ่าตัดสมอง) เพียงคนเดียวของโรงพยาบาลยะลา ท่ามกลางคนไข้ รอการตรวจอยู่ภายในห้องผู้ป่วย ของโรงพยาบาล


คนไข้ในตรงนี้เป็นคนไข้ที่คุณหมอผ่าตัด ?
“ใช่ มีทั้งผ่าและไม่ผ่า ผ่าสมอง ผ่าหลัง ผ่าคอ หรือว่าเส้นเลือดแตกในสมองที่ไม่ต้องผ่า ส่วนใหญ่จะเป็นความดันกับอุบัติเหตุ ถัดมาจะเป็นเนื้องอกในสมอง กระดูกคอเสื่อมทับเส้นประสาท กระดูกเอวเสื่อมทับเส้นประสาท”

สาเหตุส่วนใหญ่มาจากอะไร?
“ถ้าเรื่องความดันก็เรื่องใช้ชีวิตไม่ถูกวิธี อาหาร ไม่ออกกำลังกาย ส่วนอุบัติเหตุก็มอเตอร์ไซต์มี ทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ราย มากสุด 4-5 ราย”




ตอนเลือกเรียนหมอ ทำไม? ถึงอยากเป็นหมอ

“ไม่ได้ตั้งใจว่าจะต้องเป็นหมอแน่ๆ ตอนเด็กๆที่บ้านพ่อจะขายยา คุณแม่เย็บเสื้อผ้า ตัดผม ตั้งใจว่าอยากจะเรียน หรือทำงานอะไรที่ไม่ต้องลุกไปขายของ  บางทีเรานั่งกินข้าวหรือว่าเรานั่งเล่น นั่งอ่านหนังสือพอลุกไป รู้สึกว่าเสียสมาธิ
เดิมตั้งใจว่าจะเรียนเป็นอายุรแพทย์ คือหมอที่รักษาโดยการใช้ยา รู้สึกว่าถนัดในการวินิจฉัยโรค ส่วนเรื่องผ่าตัด ตอนเป็นนักศึกษาแพทย์ก็ชอบที่จะผ่าตัด นิดๆ แต่ด้วยความที่ตัวเล็ก เวลาช่วยอาจารย์ผ่าตัดก็จะมองไม่เห็น ก็เลยคิดว่าคงไม่เป็นหมอผ่าตัดแน่ๆ”


 “แต่ปรากฏว่าพอมาอยู่ที่ยะลา ก็มีคุณหมอประชา ที่เป็นประสาทศัลยแพทย์ที่นี่ คุณหมอประชาก็ชวนมาผ่าตัด ชวนมาดูคนไข้ค่ะ หมอประชาก็ให้เริ่มทำเคสที่ง่ายๆบ้าง เราก็ทำได้ แล้วก็ระบบประสาทก็รู้สึกว่าอ่านแล้วก็เข้าใจ มันดูไม่ยุ่งยากมาก ก็เลยตัดสินใจขอทุนที่ยะลาไปเรียน”
             ตอนแรกตั้งใจว่าจะใช้ทุนที่นี่ 3 ปี คือตอนที่เรียนที่รามาธิบดี อาจารย์ก็ชวนเป็นอาจารย์ที่รามาต่อ คนที่เปลี่ยนมุมมองการเป็นหมอ ก็คือคุณหมอประชา คุณหมอประชาก็อยู่คนเดียวตอนนั้นก็เลยตั้งใจว่า ขอมาช่วยก่อนสัก 3 ปี แล้วก็กลับไปเป็นอาจารย์  อาจารย์ที่รามาก็บอกว่าได้ๆ 3 ปีค่อยกลับมาเป็นอาจารย์ได้... ปีนี้ก็ 16 ปี แล้ว”

16 ปีที่ผ่านมา รู้สึกอย่างไร?
 “ก็จะมีช่วงจังหวะที่เปลี่ยน 3 ปีที่คิดว่าจะเปลี่ยนกลับไปเป็นอาจารย์หรือว่ากลับไปอยู่ตรัง ตอนนั้นอาจารย์ก็ทวงถามมา ก็ไปเป็นอาจารย์อยู่ที่รามาได้ประมาณสัก 2-3 อาทิตย์ ทางที่นี่คุณหมอประชาก็อยู่คนเดียว หมอก็ เอ..คิดถูกคิดผิดหรือเปล่า อยู่คนเดียวก็น่าจะเหนื่อย เพราะตอนที่อยู่สองคนก็ยุ่งพอสมควร
แล้วก็ช่วงนั้นเริ่มจะมีเหตุการณ์ความไม่สงบ ปี 2547 จริงๆแล้วตอนนั้นก็จะมีน้องหมออีกคนเขาขอย้ายพอดี เนื่องจากด้วยเหตุการณ์ความไม่สงบ ก็จะเหลือคุณหมอประชาคนเดียว แล้วก็มีคนไข้ที่หมอดูแล เขาโทรไปถามว่า หมอไปไหน ก็เลยนึกๆว่าถ้าเราอยู่ เรากลับมาที่นี่กับเราอยู่ที่รามา ที่รามาน่าจะหาอาจารย์ได้ง่ายกว่าที่ยะลาจะหาหมอมาแทนหมอ เราอยู่ที่นี่น่าจะทำประโยชน์ได้มากกว่าก็เลยตัดสินใจกลับมาอยู่ที่นี่”


กลับมาอยู่ที่นี่แล้ว เป็นอย่างไรบ้าง?

             “มันก็จะมี 2 เรื่อง คือระเบิดกับยิง หมอคิดว่าเขาคงไม่มาทำอะไรเรา เพราะเรายังไม่ใช่เป้าหมาย ส่วนระเบิดก็ถ้ามีอะไรที่จะเกิดอะไรแถวนั้นก็หลบ ก็ไม่ไป ก็กลัวทุกคนแหละหมอว่า อยู่พื้นที่อื่นก็ไม่ต้องกลัว เดินได้สบายใจ มาที่นี่พอจะออกไปข้างนอกเที่ยวป่า เขา เราก็กลัว แต่ตอนนั้นก็คิดว่า มันก็เป็นความภูมิใจลึกๆของคนทุกคนถ้ารู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่ากับใครก็จะอยากอยู่”

คุณหมอทำงานทั้งวัน มีเวลาพักผ่อนทานข้าวบ้างไหม?
 “ผ่าตัดเสร็จเมื่อไหร่ ก็กินตอนนั้น แต่บางทีก็มีเคสที่ต่อกัน ส่วนใหญ่ก็ทำจนเสร็จ 3-4โมง บางทีถ้า 5-6 โมง นานที่สุดประมาณ 10 กว่าชั่วโมง บางทีก็ไม่ไหวก็แวบออกมาแปปนึง แต่โดยส่วนใหญ่ก็พยายามทำให้เสร็จให้หมด ตอนเช้าเราก็กินมาเต็มที่ มื้อเช้าเราต้องกินแน่นอนเพราะเราไม่รู้ว่าจะได้กินอีกทีเมื่อไหร่”


รู้สึกอย่างไรกับการทำงานหนักขนาดนี้ มีท้อ เหนื่อยบ้างไหม?
“แฮปปี้นะ  หมอว่างานทุกอย่างมันก็เหนื่อย แต่ว่าถ้าเราได้ทำงานที่ชอบ เพื่อนร่วมงานเราดี ทีมงานเราดีแล้วก็ผลของงานเวลาเราทำมันได้ดั่งใจเราเราก็มีความสุข เหนื่อยแต่มีความสุข เวลามีคนไข้หายกลับมาเราก็หายเหนื่อย”
ถ้ารวมผ่าตัดเฉลี่ยเดือนหนึ่งก็ประมาณ 30-40 ราย ปีหนึ่งก็ 1,000-1,200 ได้ คือโดยปกติเหมือนมาตรฐานที่ยะลาควรจะมีประสาทศัลยแพทย์ 5 คน ในโรงพยาบาลต่างจังหวัดส่วนใหญ่หมอว่าก็มีไม่ครบ
มีคุณหมอทหารมาช่วย ก็ยังไม่เพียงพอ ประเทศไทยก็ถือว่ายังคลาดแคลนอยู่  การกระจายตัวของหมอก็ไม่พอดี เช่นอาจจะไปอยู่กรุงเทพฯ ปริมณฑลเยอะ ต่างจังหวัดก็น้อย มีบางจังหวัดไม่มีประสาทศัลยแพทย์ด้วยซ้ำ
ถามว่าทุกคนต้องการเงินไหมก็ต้องการ แต่เงินที่ได้ตอนนี้สำหรับหมอ หมอว่าก็อยู่ได้ไม่ลำบาก ทำงานแล้วก็แฮปปี้หมอรู้สึกว่าความสุขมันมีค่ามากกว่า เทียบกับคนอื่นๆในสังคม หมอว่าเงินสำหรับอาชีพหมอก็ยังไม่น้อย คือถ้าไปคิดเงินเปรียบเทียบกับคนอื่นเท่าไหร่ก็ไม่พอ”

กิจวัตรหลังเลิกงานของคุณหมอคืออะไร?
“เลิกงานก็กลับบ้าน พักแปปหนึ่งแล้วเดี๋ยวไปที่คลินิก”
คุณหมอเปิดคลินิกมานานหรือยัง?
“ย้ายมาจากที่เก่า เพราะตอนนั้นมีระเบิดหน้าคลินิก ที่นี่ก็ 3 ปีกว่าแล้วค่ะ แต่ที่เก่ารวมๆก็ 10 ได้แล้ว”
คลินิกนี้เปิดมาเพื่ออะไร?
“รู้สึกว่าคนไข้ที่โรงพยาบาลเยอะ ก็เลยอยากจะให้คนไข้ที่ ต้องรอที่โรงพยาบาลมีที่ตรวจ แล้วช่วงนั้นมีหมออยู่ 4 คน ที่โรงพยาบาล เลยรู้สึกว่างๆก็เลยมาเปิด ที่นี้พออยู่คนเดียวเปิดแล้วปิดไม่ลงก็เลยยังต้องเปิดอยู่ ชาวบ้านในพื้นที่ที่นี่ยังลำบากกันเยอะ  เขาลำบากอยู่แล้ว มาป่วยอีกไม่รู้จะคิดได้ยังไง ก็ไม่มีตังก็ไม่รู้จะเก็บยังไง”


ครอบครัวเคยบอกเราไหมว่า ย้ายเถอะหรืออย่างตอนที่มีสถานการณ์รุนแรงเขาก็คงเป็นห่วง เคยคุยกันเรื่องนี้ไหม?
“ก็เคย คุยหลายรอบแล้ว จนแม่น่าจะชิน คือแม่อยู่ที่ตรังไม่ได้อยู่ที่นี่แม่เขาก็จะมาหา เพราะหมอไม่ได้กลับบ้าน พอมาก็จะเห็นเรายุ่ง เห็นทั้งโรงพยาบาลทั้งคลินิก มีคนไข้มาหา แกก็เริ่มเข้าใจแล้วว่า อ๋อ อยู่นี่ก็ได้ มาหลายรอบแม่เจอระเบิด ช่วงที่แม่อยู่หลายรอบแม่ก็เริ่มชินแล้วค่ะ”


ก็มีช่วงที่หมอต้องอยู่เวรทุกวันก็อยู่ 2-3 เดือน ตอนนั้นก็คิดว่าคิดผิดหรือเปล่าเพราะว่าโดนตามเกือบทุกวัน คนที่ย้ายไปเขาก็สบายเรา คิดผิดไหมก็ ตอนนั้นก็เป็นช่วงที่คิดหนักอยู่ เวลาโดนตามกลางคืนก็จะค่อนข้างซึมๆ เอ..ถ้าเป็นอาจารย์ก็น่าจะสบายนี้ตอนนั้นคิดไป
ตอนนั้นก็ยังคิดว่าถ้าคนไข้ผ่าสมอง เลือดออกในสมองหรือโรคอะไรก็แล้วแต่ การช่วยเขาช้าเพราะถ้าหมอไม่อยู่แน่นอนเขาต้องถูกส่งไปนราธิวาส ปัตตานีหรือหาดใหญ่ ซึ่งด้วยความช้าในการส่งไป การหายมันจะต่างกันเยอะ ระหว่างรอดชีวิตกับพิการอย่างนี้ คือหมอว่าช่วยคนให้กลับมาทำงานได้แทนที่จะเป็นเจ้าหญิงเจ้าชายนิทราก็คุ้มค่ามากแล้ว ก็เลยรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าที่ยังอยากอยู่และยังทำอะไรได้อยู่”

              หมอรู้สึกว่าเวลาที่หมอได้ผ่าตัด เราก็ได้ทำงานที่เราชอบ เราก็ได้ทำงาน เหมือนฝีมือเราก็ดีขึ้น คล่องขึ้น หมอก็ยังรู้สึกขอบคุณคนไข้ทุกคนที่มาหาหมอ แล้วถ้าคนไหนที่มาด้วยผ่าตัดยากๆแล้วให้เราผ่า หมอจะรู้สึกว่าต้องขอบคุณที่เขาไว้ใจให้เราทำ หมอว่าก็คือเราช่วยเขา เขาก็ช่วยเรา ก็อยู่ด้วยกันได้ทั้งสองฝ่าย ก็ไม่เข้าใจ 

               ตอนที่เรียนมหิดลก็จะสอนว่า อัตตานัง อุปมา กเร คือเอาใจเขามาใส่ใจเรา ตอนที่เราเรียนนักศึกษาแพทย์ก็จำได้แต่ก็ไม่เข้าใจ จนออกมาทำงานถึงเข้าใจว่า จริงๆแล้วมันก็เป็นโดยอัตโนมัติว่า ความสุขที่เราได้มาหรือว่าการที่เราได้ช่วยเขาแล้วเรามีความสุขทำให้เราอยากจะดูแลเขา อยากจะเอาใจเขามาใส่ใจเรา อยากจะช่วยคนจริงๆ โดยที่ไม่ต้องท่องมันมาเอง

แพทย์หญิงนันทกา เทพอมรเดช 
ประสาทศัลยแพทย์ (หมอผ่าตัดสมอง) โรงพยาบาลยะลา 

........................................................................................

ภาพนี้ถ่ายตอนสัมภาษณ์เสร็จ บอกให้ช่างภาพช่วยถ่ายให้
ขอภาพแบบร่วมเฟรมกับ "คนต้นเรื่อง" ของรายการนิดนึง
และมีพวกเราทีมงานเป็นฉากหลังขอแบบเบลอๆ 



"หมอนันทกา" ผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่กระฉับกระเฉงมากๆ 
หมอออกวิ่งทุกเช้า ส่วนหนึ่งคือเพื่อสุขภาพของตัวเอง 
แต่อีกเหตุผลคือ เพื่อให้ร่างกายได้ทำงานผ่าตัดได้นานๆ 
เพราะแต่ละวันคนไข้ที่ต้องเข้าผ่าตัดสมองนั้นมากมาย
บางรายใช้เวลาผ่านานหลายชั่วโมง 
อาหารมื้อเช้าจะเห็นว่าหมอกินเยอะ 
ด้วยเหตุผลว่า กินไว้ก่อน 
เพราะไม่รู้ว่า จะได้กินมื้อต่อไปตอนกี่โมง 

นี่คือเรื่องราวของหมอผ่าตัดสมองคนเดียวใน รพ.ยะลา 
เมื่อได้เห็นการทำงานของคนที่มีพลัง
ทำงานเพื่อคนอื่น เวลาเกือบทั้งหมดของชีวิต เพื่อคนป่วย
เรื่องของหมอ จึงเป็นเหมือนของขวัญวันปีใหม่อย่างดีทีเดียว
เป็นเรื่องราวของคนที่เป็น "หนึ่งในล้าน"
ที่เป็นเหมือนของขวัญให้คนดูนะคะ รับพลังและส่งต่อกันค่ะ
ทีมงาน คนค้นฅน

คนค้นคน ตอน หมอนันทกา


รายการ คนค้นฅน
ทุกวันศุกร์ เวลา 21.00 น. 
ทางช่อง 9 Mcot HD หมายเลข 30 
#คนค้นฅน
#ทีวีบูรพา
#McotHD

ติดตามรับชมรายการย้อนหลังได้ที่
youtube.com/tvburabha



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

THAI NAVY SEAL กว่าจะเป็น มนุษย์กบ

ตัวเล็กลง เมื่อรู้ว่าโลกกว้างขึ้น : ป้า แบ็คแพ็ค

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย