ตีสนิทกับความตาย : ตอนที่1





สองสามปีมาแล้วที่ผมเริ่มทอดไมตรี ทำตัวสนิทกับความตาย 
โดยที่ระลึกอยู่เสมอว่า ตัวเองนั้นเป็นคนใกล้ตาย (เข้าไปทุกที) เพราะถ้าหากเอาเกิดเป็นต้น เอาตายเป็นปลาย แล้วพิจารณาว่าขณะนี้ชีวิตอยู่ใกล้ฝั่งไหนมากกว่ากัน ผมคิดว่าผมน่าจะอยู่ใกล้ฝั่งตายมากกว่าฝั่งเกิด ยิ่งความตายเป็นเรื่องไม่แน่นอน จะตายที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร เพราะอะไร ไม่มีทางกะเกณฑ์ได้ ผมยิ่งชัวร์ว่ายังไง(ชาตินี้)ผมก็เป็นคนใกล้ตายมากกว่าใกล้เกิดแน่ๆ

ผมไม่คิดว่าการพูดแบบนี้ คิดแบบนี้เป็นเรื่องอัปมงคล เป็นลางไม่ดี 
แต่ผมคิดว่า เรื่องของการเตรียมตัวตายเป็นหน้าที่ ทุกคนต้องตาย ถ้าอยากตายดีก็ต้องเตรียมให้ดี ไม่ต่างจากการเตรียมเดินป่า เตรียมวิ่งมาราธอน หรือการเข้าโรงเรียน เรียนรู้พัฒนาตน ฝึกฝนความรู้ ทักษะชีวิต ความชำนาญเพื่อดำรงอาชีพการงานหล่อเลี้ยงชีวิต

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เคยกล่าวไว้ว่า "คนเราสมัยนี้ ใช้ชีวิตเหมือนลืมตาย ตอนตายจึงหลงตาย" ผมคงไม่ต้องอธิบายความหมาย ให้ท่านได้ครุ่นคิดเอาเอง น่าจะดีกว่า เพราะผมเองเมื่อสำรวจเข้าจริงๆ ก็มีโมเมนต์ที่เป็นอย่างนั้นอยู่ไม่น้อย 
การใช้ชีวิตแบบลืมตาย กระทั่งหลงตายนี้ เป็นการหลงชีวิตที่ส่งผลให้เราไม่สามารถมีจิตสุดท้ายได้ตามประสงค์ การสามารถตายไปด้วยจิตสุดท้ายที่ดี เป็นเรื่องที่คนยังสนใจกันน้อย หรือจำนวนมากแทบไม่สนใจเลย ทั้งๆ ที่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ชาติหนึ่งทุกคนมีโอกาสครั้งเดียว ไม่มีสิทธิ์แก้ตัวใหม่  สอบตก อกหัก รักคุดยังมีโอกาสใหม่ได้ แต่การตาย ตายแล้วตายเลย(ปกติ) ไม่อนุญาตให้ใครฟื้นขึ้นมาแก้ตัว ในกิจกรรมการอบรมเกี่ยวกับมรณานุสติครั้งหนึ่ง ตอนหนึ่งพระอาจารย์ฯถามผู้เข้าร่วมกิจกรรมว่า มีใครพร้อมที่จะตายในขณะที่อบรมนี้บ้าง ปรากฏว่ามีผู้ยกมือไม่น้อย แต่ละคนให้เหตุผลที่น่าฟังต่างๆนานากัน

ผมคิดเล่นๆ ว่าถ้าผมทำรายการเรียลลิตี้โชว์ ผมจะเซอไพรส์โดยการส่งกองโจรพร้อมอาวุธเข้าไปจับเป็นตัวประกัน เพื่อดูว่าคนที่บอกว่าพร้อมตายจะมีปฏิกิริยาอย่างไร น่าจะสนุกดี

แต่นั่นเป็นการคิดเล่นๆ ที่ผมคิดจริงๆก็คือ ถ้าหากผมเป็นคนที่ต้องตอบคำถามนั้นล่ะ ผมจะตอบว่ายังไง ที่สำคัญ ผมจะได้ความจริงจากตัวเองอย่างไร ว่าพร้อมจะตายหรือว่ายังไม่พร้อม หากตอบว่าพร้อม เอาเข้าจริง หากต้องตายจริงๆ ผมจะยังพร้อมตายเหมือนกับตอนที่บอกว่าพร้อมตายมั้ย 
จริงๆ แล้วผมไม่แน่ใจหรอกครับว่าพร้อมตายรึไม่ แต่ที่พอจะอ้อมแอ้มตอบได้ก็คือ ถ้าต้องตายก็น่าจะไม่มีอะไรต้องเสียใจหรือเสียดายมากนัก คือจะบอกว่า ถ้าจะต้องตอบว่าพร้อมตายมั้ย ก็อยากตอบว่าตายก็ได้ ไม่ตายก็ดีนั่นเอง (เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งตายเลย 555 )

ไม่เพียงผมไม่อยากหลงตายและจะไม่ยอมใช้ชีวิตแบบลืมตายตลอดไปเท่านั้น แต่ที่บอกว่าถ้าต้องตายก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจ มาจากการที่ผมมีสิ่งที่ค้างคาอยู่ไม่มาก เพราะว่าที่ผ่านมา ผมได้เตรียมตายโดยการทำหน้าที่ของตนที่ควรมีต่อห่วงที่จะฉุดดึงให้ไม่ได้ตายดีมานานพอสมควร  
ห่วงใหญ่ๆ ที่แน่นหนาในชีวิตของผมพอจะมีดังนี้

ห่วงที่ 
1 คือ พ่อ แม่ ในข้อนี้ผมคิดว่า ผมและพี่น้องช่วยกันดูแลพ่อแม่ให้มีความสุข มีความสบายกาย สบายใจ ไม่เดือดร้อน ทั้งปัจจัย และความคาดหวังที่มีในด้านอื่นๆ อย่างเสมอต้นเสมอปลาย รวมทั้งไม่เคยสร้างภาระ นำความเดือดร้อน ใดๆ มาให้ท่าน ถึงผมตายไปคนที่เหลือก็สามารถทำหน้าที่ได้โดยไม่มีผลกระทบใดๆ จนกว่าท่านจะจากโลกนี้ไป

ห่วงที่ 
2 ลูก เมีย ผมคิดว่าถ้าไม่มีผม แม่ของลูกกับลูกผมสองคนคงมีความสามารถรับผิดชอบดูแลชีวิตตัวเองได้ การปลูกฝัง บ่มเพาะที่ผ่านมา ทั้งจากครอบครัว โรงเรียน รวมทั้งวิชาชีวิต ผมคิดว่าลูกสามารถเรียนรู้ มีภูมิชีวิต รับผิดชอบ พึ่งตนและเผชิญโลกนี้ได้ และรู้ว่าจะบริหารชีวิตอย่างไรให้ดี มีคุณค่า ไม่เดือดร้อนตนเองและผู้อื่น ขาดผมไปครอบครัวอาจจะขาดความอุ่นใจไปบ้าง แต่ไม่น่าจะมีปัญหา

ห่วงที่ 
3 ทรัพย์สมบัติ ข้อนี้สบายมาก ผมแทบจะไม่มีและไม่สนใจการครอบครองทรัพย์สมบัติใดๆ อยู่แล้ว ผมเป็นคนขี้เกียจยุ่ง ขี้เกียจมีภาระรุงรัง รกรำคาญ ที่มีก็มีแค่พอกิน พออยู่ พอใช้ ไม่เดือดร้อนใคร และไม่ได้มีมากมาย พอหักลบกลบหนี้กับหนี้สิน พี่ น้อง ลูก เต้า ก็คงไม่มีใครแย่งชิงตบตีแตกแยกกันเรื่องทรัพย์สมบัติ ที่ห่วงมากหน่อยก็น่าจะเป็นกิจการที่เลี้ยงดูครอบครัวและลูกน้องอยู่ แต่ตอนนี้น้องๆ ที่เป็นผู้บริหารรุ่นใหม่ก็เก่งกว่าผมเยอะ ผมคิดว่า พวกเขารู้ดีว่าจะช่วยกันนำพาไปอย่างไร

ห่วงที่ 
4
ความอยาก ใคร่ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หรือสิ่งเสพย์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะทางตา หู จมูก ลิ้น หรือกาย ปัจจุบันข้อนี้มีผลต่อชีวิตผมน้อยมาก จะว่าแทบไม่มีเลยก็ว่าได้

ห่วงที่ 
5 ความรู้สึกผิดติดค้างในใจ ข้อนี้สำคัญที่สุด ถึงปัจจุบันผมแทบไม่มีเรื่องติดค้างภายในกับใคร แต่การกระทำผิดล่วงละเมิดผู้อื่นทั้งกายวาจาใจทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนาในอดีตนั้นมีมาก นับครั้งไม่ถ้วน ผู้ที่ผมควรรับผิดชอบ ขอโทษและขออภัย ผมไม่แน่ใจว่าผมหลงลืมใครไปบ้าง ที่สำคัญคือ ไม่แน่ใจว่าบางคนจะให้อภัยผมรึเปล่า

แต่ไม่ว่าจะตายเมื่อไหร่ ผมตั้งใจว่าจะพยายามเตรียมให้ตัวเองตายดีที่สุด ไม่ว่าผลสุดท้ายผลจะเป็นอย่างไร นั่นเป็นสิ่งที่ผมกำหนดไม่ได้ สิ่งที่ผมทำได้คือทำหน้าที่เตรียมให้ดีที่สุด ผมพยายามวางแผน จัดการทุกห่วงของชีวิต ให้ไม่ต้องห่วง ส่วนเรื่องภายในนั้น ผมยังอยู่ในขั้นเรียนรู้ ฝึกหัดที่จะละและปล่อยวาง ผมจะไม่ถอยหลัง ผมหวังว่าผมจะทำมันได้ดีขึ้นเรื่อยๆ 


แต่ถ้าหากผมไม่ได้ตายดี เกิดต้องนอนเป็นผักเป็นปลา ผมจะเขียนพินัยกรรมจะสั่งเสียไว้ ไม่ให้ใครมาเจาะ มาใส่ท่อ ยื้อลมหายใจไว้ให้เสียเวลา  
เรื่องนี้ค่อยว่ากันตอนต่อไป



โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย

THAI NAVY SEAL กว่าจะเป็น มนุษย์กบ