คนค้นฅน อวอร์ด ครั้งที่ 9 | วันที่ 11 พฤศจิกายน 2560

พระปฐมบทบรมราชโองการเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓
ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน
ในการครองรายชย์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
พระองค์ทรงทุ่มเทพระวรกายทรงใส่พระราชหฤทัย
ในการดูแลทุกข์สุขของพสกนิกรด้วยหลักทศพิศราชธรรม 
แผ่นดินไทยฉ่ำชื่นไปด้วยพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ของพระองค์
ที่แผ่ไพศาลไปทั่วทุกหัวระแหง ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน กินอิ่ม นอนอุ่น
เพราะพระองค์ทรงวางรากฐานจองชีวิตแนวทางอย่างชัดเจน เพื่อให้เราได้เดินตาม

แม้กระทั่งในวันนี้ วันที่พระองค์ทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย
แสงแห่งพระเมตตายังคงเปรียบเสมือยแสงดาวที่ส่องสว่างอยู่กลางฟ้าอันมืดหม่น
ถึงเวลาที่เราทุกคนต้องก้าวผ่านความอาดูร
แปรเปลี่ยนความรักที่เป็นเพียงถ้อยคำ ให้เป็นการกระทำอันทรงพลัง
เพื่อสานต่อรอยทางของพ่อให้ก้าวเดินต่อไป

คนค้นฅน อวอร์ด ครั้งที่ ๙
จึงน้อมนำหลักธรรมและสานต่อพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙
มาเป็นหลักชัยของชีวิต หลอมรวมพลังเล็กๆ ของผู้คนบนแผ่นดินไทย
ด้วยพลังแห่งความดี พลังแห่งความรัก ควมเสียสละ และความเมตตา
เพื่อนำพาให้สังคม บ้านเมือง ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างร่มเย็น
เพื่อตอกย้ำให้ทุกคนเชื่อมั่นและศรัทธาว่า เราทุกคนล้วนมีพลังความดีอยู่ในตัวทุกคน
เพราะทุกคน คือ พลังของแผ่นดิน

[ รางวัลเกียรติยศ ]
ศาสตราจารย์พิเศษ ทันตแพทย์หญิง ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช
ทันตแพทย์ประจำพระองค์ ผู้แปรพระราชดำรัสสู่การปฏิบัติ

‘หน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่พระราชทาน ที่ใหญ่ที่สุดในโลก รักษาคนไข้ได้มากถึงวันละ ๑,๕๐๐ คน
ราษฎรผู้ยากไร้ ในถิ่นทุรกันดาร และประชาชนทั่วไป ได้รับการดูแลรักษาโรคฟันต่างๆ ร่วม ๔ ล้านคน
ผู้สูงอายุ คนด้อยโอกาส เข้าถึงการรักษาด้วยฟันเทียมและรากฟันเทียมพระราชทาน กว่า ๖ แสนคน’ 

แม่ทัพคนสำคัญ ผู้เป็นกลจักรในการผลักดันและขับเคลื่อนพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไปสู่การ ‘ปฏิบัติ’ จนเกิดโครงการพระราชดำริต่างๆ มากมายบุคคลหนึ่งก็คือ ศาสตราจารย์พิเศษ ทันตแพทย์หญิง ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช ทันตแพทย์ประจำพระองค์ วัย ๘๕ ปี ผู้ถวายงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท มากว่า ๔๗ ปี

ท่านผู้หญิงเพ็ชราเป็นทั้ง ครู ทันตแพทย์ นักบริหาร ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีความวิริยะอุตสาหะ ซื่อสัตย์ มัธยัสถ์ และยึดถือประโยชน์ส่วนรวมและสังคมเป็นที่ตั้ง ท่านเปรียบเสมือน ‘อิฐก้อนแรก’ ที่ปูพื้นฐาน และ ‘บุกเบิก’ งานทันตกรรมด้านต่างๆ เพื่อยกระดับและพัฒนาศักยภาพวงการทันตแพทย์ไทยให้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับต่างประเทศ โดยขับเคลื่อนผ่านบทบาทของการเป็นอาจารย์แพทย์ประจำภาควิชา จนกระทั่งเป็นคณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กระทั่งเกษียณอายุราชการในปี ๒๕๓๖ นอกจากนี้ ท่านยังเป็นหัวเรือใหญ่ในการขับเคลื่อนและพัฒนาศักยภาพของ ‘หน่วยทันตกรรมพระราชทาน’ และ ‘มูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์’ จนถึงปัจจุบัน

ท่านผู้หญิงเพ็ชราให้ความสำคัญกับการ ‘สร้างบุคลากรทางทันตแพทย์’ โดยส่งเสริมและสนับสนุนด้านการศึกษา ระดับปริญญาโทและปริญญาเอกในต่างประเทศ ผ่าน ‘มูลนิธิอานันทมหิดล’ และ ‘โครงการพัฒนาคณาจารย์ สาขาทันตแพทย์’ และที่สำคัญท่านยังเป็นผู้ริเริ่มและผลักดันการก่อตั้ง ‘โรงพยาบาลคณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’ ในปี ๒๕๓๙ เพื่อให้บริการทางทันตกรรมแบบครบวงจรเป็นแห่งแรกในประเทศไทย รวมทั้งเป็นสถานที่ผลิตทันตแพทย์เฉพาะทางและอาจารย์ทันตแพทย์แหล่งสำคัญของประเทศไทย

นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้บุกเบิกและนำวิทยาการ ‘ฟันเทียมติดแน่น’ (Crown & Bridge) และการ ‘ครอบฟันพอร์ซเลน’(ครอบฟันด้วยวัสดุสีเหมือนฟัน) มาสู่ประเทศไทยเป็นคนแรกๆ จนเป็นที่นิยมแพร่หลายในปัจจุบัน รวมทั้งได้ผลักดันการศึกษาวิจัยและพัฒนาของมูลนิธิทันตนวัตกรรม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในการผลิตวัสดุอุปกรณ์ ยา และเวชภัณฑ์ต่างๆ ทางทันตกรรมขึ้นใช้เองภายในประเทศ จนเกิดนวัตกรรมคุณภาพต่างๆ ในราคาที่ถูกลงหลายเท่าตัวแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งนวัตกรรมต่างๆ ที่ถูกคิดค้นขึ้น ได้ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต ตลอดจนรักษาและบรรเทาความทุกข์ทรมาน ของผู้ที่มีปัญหาสุขภาพทางช่องปากในรูปแบบต่างๆ อาทิ ‘เจลลี่โภชนา’ อาหารสำหรับผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก, ‘น้ำลายเทียม’ ชนิดเจลสำหรับผู้มีภาวะปากแห้งน้ำลายน้อย ‘สารผนึกหลุมร่องฟันชนิดเรซิน’ เพื่อป้องกันฟันผุ, ‘ฟลูออไรด์วานิชป้องกันฟันผุ’ และ ‘รากเทียมสำหรับยึดติดอวัยวะเทียมบริเวณใบหน้า’ สำหรับช่วยเหลือฟื้นฟูแก้ไขความพิการบริเวณใบหน้าและกะโหลกศีรษะ  

ณ วันนี้ ในวัย ๘๕ ปี ท่านผู้หญิงเพ็ชรา ยังคงทำหน้าที่รับใช้เบื้องพระยุคลบาท อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ท่านยังคงเป็นกำลังหลักในการผลักดันและสานต่อพระราชประสงค์สุดท้ายของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงห่วงใยคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ จนเกิดเป็น ‘แผนงานทันตสุขภาพ สำหรับผู้สูงอายุประเทศไทย’ เพื่อส่งเสริมและดูแลสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุทั่วประเทศ เพื่อรองรับการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจุบันได้ผ่านความเห็นชอบของมติคณะรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยและกำลังดำเนินการเชิงรุกตามแผนงานที่วางไว้ 

กว่า ๕ ทศวรรษ ของการเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ในการผลักดันและขับเคลื่อนโครงการสำคัญๆ ระดับประเทศ ล้วนเป็นงานที่ยากและท้าทาย ต้องฟันฝ่าข้อจำกัดและอุปสรรคปัญหานานัปการ นั่นยิ่งเป็นการบ่งบอกถึง ความเสียสละอุทิศตน การใช้ความรู้ ความสามารถและพละกำลังมหาศาล ในการสร้างคุณูปการต่อสังคมและประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง ของ ‘สตรีผู้กล้าหาญ’ นามว่า ศาสตราจารย์พิเศษ ทันตแพทย์หญิง ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช ผู้เป็น ‘ปูชนียบุคคล’ ที่ล้ำค่าของแผ่นดิน

[ รางวัลคนไทยหัวใจสีเขียว ]
พระราชวิสุทธิมุนี (พระอาจารย์เยื้อน ขนฺติพโล) 

พระราชวิสุทธิมุนี หรือ พระอาจารย์เยื้อน ขนฺติพโล เข้าสู่เพศบรรพชิตตั้งแต่อายุ ๒๐ ปี ที่วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์ หลังจากนั้นจึงไปปฏิบัติธรรมอยู่กับหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ที่วัดป่าบ้านตาด ด้วยดวงจิตอันมุ่งมั่นที่จะศึกษาธรรมะเพื่อธำรงพระศาสนาต่อไป

ในปี ๒๕๑๘ เกิดเหตุการณ์รบพุ่งที่ตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดสุรินทร์ เขมรแดงเข่นฆ่าผู้คนล้มตายราวใบไม้ร่วง ทหารและชาวบ้านขาดที่ยึดเหนี่ยวทางใจ ค่ายสุรนารีจึงทูลขอพระภิกษุจากสมเด็จพระสังฆราชให้มาประจำค่ายทหารที่ชายแดน ในโครงการ ‘พระสงฆ์นำการทหารเพื่อความมั่นคง’ พระอาจารย์เยื้อนได้รับนิมนต์มายังสมรภูมิรบแห่งนี้

บนแผ่นดินอันร้อนระอุด้วยไฟสงคราม ภิกษุรูปนี้ใช้หลักเมตตาธรรม คำสอนแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนยามทุกข์ยาก ปี ๒๕๑๙ บริเวณแนวตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา เกิดการสู้รบอย่างหนัก พระอาจารย์เยื้อนจึงนำชาวบ้านถอยร่นออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย การออกจากพื้นที่เป็นเหตุให้ฝ่ายบ้านเมืองตั้งข้อสงสัยว่า ท่านฝักใฝ่ลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นสายข่าว ทำให้ต้องปลีกวิเวกรอนแรมไปตามป่าเขาลำเนาไพร เถื่อนถ้ำ และวัดต่างๆ เป็นเวลาหลายปี

จนกระทั่งปี ๒๕๓๒ พระอาจารย์ได้กลับมาที่บ้านจรัสอีกครั้ง และพบว่าที่นี่มีความอุดมสมบูรณ์ เงียบสงบ เหมาะกับการวิปัสนากรรมฐาน ในขณะนั้นก็มีชาวบ้านและนายทุนบางกลุ่มที่เข้ามาบุกรุกตัดไม้มีค่าหลายชนิด รวมไปถึงการล่าสัตว์ป่าที่มีอยู่มาก ทำให้พระอาจารย์เกิดความสังเวชใจ ต้องการที่จะให้ชาวบ้านเกรงกลัวต่อบาปและมีจิตสำนึกที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นกิจที่สงฆ์พึงปฏิบัติอย่างหนึ่ง อันเป็นการไม่เพิกเฉยละเลยต่อธรรมชาติและสังคมโลก ท่านจึงตัดสินใจพำนักอยู่ที่นี่ เพื่อทำหน้าที่รักษาธรรมะ-ธรรมชาติ ซึ่งเป็นหัวใจของ ‘พุทธะ’ และสร้างสถานปฏิบัติธรรมวัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโรขึ้น

บนพื้นที่ป่าเกือบ ๒ หมื่นไร่ที่ส่วนใหญ่ถูกตัดโค่น ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่พุทธอุทยาน ท่านได้เร่งซ่อมแซมปลูกป่าจนฟื้นคืนกลับอุดมสมบูรณ์ และใช้วิถีกุศโลบายแห่งธรรมป้องกันดูแลป่า ผนึกกำลังกับเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังรักษามรดกป่าของแผ่นดิน การทำหน้าที่ของท่านทำให้มีผู้สูญเสียผลประโยชน์ จึงเป็นเหตุให้ถูกใส่ร้ายทำลายชื่อเสียง กล่าวหาว่าท่านต้องการยึดผืนป่านี้ไว้เพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง จึงรวมตัวกันขับไล่ออกจากพื้นที่ ลอบยิง ทำร้ายหมายเอาชีวิต วางเพลิง วางยาพิษ สารพัดวิธี แต่ด้วยจิตที่แน่วแน่ในโลกธรรม ท่านจึงรอดพ้นจากหมู่มารทั้งปวง และยืนหยัดอยู่ในวัตรปฏิบัติปฏิปทาอันเคร่งครัด 

ตลอดระยะเวลา ๒๗ ปี เป็นประจักษ์พยานอันกระจ่างใส ในที่สุดท่านได้เปลี่ยนความเกลียดชังเป็นพลังศรัทธาอันบริสุทธิ์

ปัจจุบัน เมล็ดพันธุ์ศรัทธาที่ถูกหว่านลงเติมเต็มจุดแหว่งวิ่นของผืนป่า กำแพงธรรมเกือบ ๓๐ กิโลเมตร ที่เกิดขึ้นจากกำลังทรัพย์และพลังศรัทธาของชาวบ้านและญาติธรรมทั่วสารทิศ ใช้เป็นกุศโลบายกั้นขวางความโลภล้อมป่านี้ไว้ ผ่านความเพียรพยายามและการเสียสละของพระรูปหนึ่ง ที่เอาชีวิตภายใต้ร่มกาสาวพัสตร์เข้ารักษาผืนป่า รักษาแหล่งกำเนิดเกิดพระธรรม ‘ด้วยหัวใจ พลีให้ พระพุทธศาสนา กายา พลีให้ แผ่นดิน’

[ รางวัลผู้สร้างแรงบันดาลใจ ]
ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
"ผมได้เกิดแผ่นดินนี้ก็เป็นบุญแล้ว การทำความดีไม่ต้องตัดสินใจ จะทำดีไม่ต้องคิดเยอะ ผมทำเพราะผมอยากทำ ไม่ได้คิดว่าต้องทำเพื่อใคร ถ้าไม่อยากทำ ผมก็ไม่ทำ ก็แค่นั้นเอง บางทีก็เคยคิดว่าทำไมต้องทำงานถึงตีสองตีสาม แต่พอคิดว่าในเวลานี้ก็คงมีคนหลายๆคนทำงานอยู่ อย่างน้อยก็มีผู้ชายคนนึงที่ตอนนี้อยู่บนฟ้าเคยทำงานตีสองตีสามทุกวัน มาเจ็ดสิบปี"


เพราะเกิดและเติบโตในครอบครัวที่มีทั้งคุณตา คุณปู่ และคุณพ่อเป็นข้าราชการที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและทะเล ชีวิตในวัยเด็กของ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ จึงรักและผูกพันกับทะเล เพราะได้เดินทางไปทะเลเกือบทุกที่ในประเทศไทย ภาพความงดงามของท้องทะเลตั้งแต่เม็ดทรายจนถึงก้นบึ้งของทะเล จึงเป็นภาพความทรงจำอันงดงามของเด็กชายตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เขาบอกกับตัวเองว่า เขาเกิดมาเพื่อรักทะเล และจะเก็บทะเลที่แสนงดงามนี้ไว้ตราบนานเท่านาน
   
หลังจากที่เรียนจบปริญญาเอกด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลจากประเทศออสเตรเลีย ดร.ธรณ์ เดินทางกลับมาประเทศไทยรับราชการเป็นอาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์บางเขน การกลับมาครั้งนี้ ดร.ธรณ์ พบว่าท้องทะเลอันงดงามและสมบูรณ์อย่างที่เคยเห็นได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทุกอย่างกำลังเดินดุ่มสู่จุดวิกฤติ

เพื่อนำทะเลในความทรงจำกลับคืนมา ดร.ธรณ์ เริ่มทำงานเชิงรุก ทั้งเรื่องของการรณรงค์ไม่ให้ร้านอาหารขายปลานกแก้ว ปลาหายาก ผลักดันให้มีการขึ้นทะเบียนวาฬบรูด้าเป็นสัตว์สงวนเป็นผลสำเร็จ หลังการต่อสู้อย่างยาวนานหลายสิบปี รวมถึงการผลักดันให้สัตว์หายากอีกหลายชนิดได้รอขึ้นทะเบียนเป็นสัตว์สงวนและสัตว์คุ้มครอง ไปจนกระทั่งถึงการดูแลจัดการขยะทะเล

สิ่งที่ทำให้คนไทยตระหนักและให้ความสำคัญต่อทะเลเป็นอย่างมาก และเป็นการสร้างปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศไทย นั่นก็คือ การจัดระบบการท่องเที่ยวของหมู่เกาะพีพี หรือที่เรียกกันว่า ‘พีพีโมเดล’ ดร. ธรณ์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยาน ผู้ประกอบการท่องเที่ยว รวมทั้งชาวบ้าน จัดรูปแบบการท่องเที่ยวขึ้นใหม่ เริ่มจากการปิดเกาะยูงเพื่อให้ปะการังฟื้นตัว รวมไปถึงการวางแนวทุ่นไข่ปลาบริเวณพื้นที่สงวน เพื่อไม่ให้เรือนักท่องเที่ยวเข้าไปทิ้งสมอทำลายแนวปะการัง การลงทะเบียนเรือท่องเที่ยวตามกฎหมาย จัดระบบการจอดเรืออย่างมีระเบียบ จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว และการเก็บค่าธรรมเนียม ซึ่งจากเดิมเก็บได้เพียง ๒๔ ล้านบาทต่อปี ปัจจุบันสามารถเก็บค่าธรรมเนียมได้กว่า ๔๐๐ ล้านบาท 
ต่อปี ซึ่งเงินจำนวนนี้สามารถนำกลับมาจัดสรรสวัสดิการให้กับนักท่องเที่ยวหลายด้าน เช่น จัดซื้อเรือตรวจการ จัดซื้อทุ่นจอดเรือสำหรับนักท่องเที่ยว จัดกำลังเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว เป็นต้น

ความสำเร็จของ ‘พีพีโมเดล’ ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในสังคมไทยมากขึ้น หลายคนตื่นตัวที่จะลุกขึ้นมาดูแลทะเลมากกว่าที่เคยเป็น การทำงานของเขาเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดกลุ่มเพื่อนธรณ์ ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มคนที่มีหัวใจเดียวกันคือรักและอยากเห็นท้องทะเลสวยงามเหมือนเดิม มาเป็นหูเป็นตาคอยช่วยดูแลสิ่งที่พวกเขารักให้ยังคงอยู่ เช่นเดียวกับ ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ชายที่เกิดมาเพื่อรักทะเล

[ รางวัลนักสู้ผู้ไม่แพ้ ]
กลุ่มชาวบ้าน นักสู้ลุ่มน้ำแม่ตาว อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
"ถ้าเราแพ้ คนในชาติก็แพ้ ประเทศชาติก็แพ้ นโยบายก็ยิ่งพ่ายแพ้ แล้วโลกก็พ่ายแพ้"
พระธาตุผาแดงองค์ใหม่ที่ถูกย้ายมาตั้งใหม่ บริเวณหมู่บ้านค้างภิบาล ตำบลพระธาตุผาแดง อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก คือประจักษ์พยานการล่มสลายของศูนย์รวมความศรัทธา วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตชาวบ้านลุ่มน้ำแม่ตาวให้จบสิ้นลง และเป็นประจักษ์พยานการมาถึงของสารปนเปื้อนที่ชื่อ ‘แคดเมียม’ พร้อมกับการลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องพื้นที่แหล่งผลิตอาหารหลักของคนลุ่มน้ำแม่ตาว

ลำห้วยแม่ตาว ไหลหล่อเลี้ยงชาวบ้านใน ๓ ตำบลของลุ่มน้ำ ได้แก่ ตำบลพระธาตุผาแดง ตำบลแม่ตาว และตำบลแม่กุ ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำเมยหรือแม่น้ำตองยิ่น เป็นแหล่งอาหาร เป็นสายน้ำคู่ชีวิตมาช้านาน

ปี ๒๕๔๗ สถาบันจัดการคุณภาพน้ำนานาชาติ (International Water Management Institute : IWMI) ร่วมกับกรมวิชาการเกษตร ได้เผยแพร่ข้อมูลงานวิจัย พบสารปนเปื้อนแคดเมียมสูงในพื้นที่ลุ่มน้ำห้วยแม่ตาว สร้างความตื่นตัว ความตระหนกให้กับคนทั้งประเทศ หันมาตระหนักด้านผลกระทบที่มีอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงทางอาหาร เพราะพื้นที่แห่งนี้เป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศและของโลกแห่งหนึ่ง

๑๐ ปีเต็ม ที่ชาวบ้านต้องต่อสู้กับภัยเงียบทั้งในด้านกฎหมาย เพื่อปกป้องเรียกร้องสิทธิชุมชน ‘ฅน’ ลุ่มน้ำแม่ตาว จากเหมืองแร่สังกะสีรายใหญ่ ระหว่างเส้นทางการต่อสู้พบกับการสูญเสียรายแล้วรายเล่า จากการได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สูญสิ้นแหล่งผลิตอาหารอันอุดมสมบูรณ์ และไม่สามารถรักษา ‘พื้นที่ความมั่นคงด้านอาหาร’ ไว้ได้ 

ปัจจุบัน กลุ่มชาวบ้านนักสู้จึงผันตัวเองเข้าศึกษาด้านงานวิจัยกับทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก อย่างจริงจัง มุ่งหวังฟื้นฟู เรียกคืนพื้นที่วิถีเกษตรกรรมธรรมชาติ ‘ปลูกข้าวหอมมะลิ’ และพืชอาหารอื่นๆ อย่างปลอดภัย คู่ขนานไปกับการเรียกร้องความเป็นธรรมด้านสุขภาพ 

ถึงแม้วันนี้ศาลปกครองจะมีคำสั่งให้มีการประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำแม่ตาว แต่ชาวบ้านก็ยังไม่ได้รับการเยียวยาฟื้นฟูในทางคดีแพ่ง และการต่อสู้ก็ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ความเงียบที่น่าสะพรึงกลัวของนโยบาย ‘เขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ’ ที่กำลังเข้ามาสร้างปัญหาทับซ้อนอีกระลอก 

“สิ่งที่พวกเราต้องการ คือ แผ่นดินอันอุดม น้ำได้กิน แผ่นดินได้อยู่ อย่างร่มเย็นเป็นสุขเหมือนในอดีต เราจะสู้ต่อไป เพื่อล้างพิษให้กับแผ่นดินของบรรพบุรุษ เพื่อส่งต่อผืนดินนี้ให้กับลูกหลานรุ่นต่อไป”

[ รางวัลผู้ปิดทองหลังพระ ]
ร.ต.ท.สุวิทย์ ช่วยเทวฤทธิ์
 “ผมไม่เคยคิดที่จะย้ายหนี ถ้าเราหนีแล้วใครจะอยู่ แม้ชีวิตพวกเราต้องเสี่ยง แต่เด็กๆ และชาวบ้านในพื้นที่เขาก็เสี่ยงและลำบากกว่าเรา ที่สำคัญคืองานของพระองค์ท่านฯ ใครจะทำ ใครจะสานต่อ เราจะปล่อยให้เทียนดับไม่ได้ แม้แสงสว่างจะริบหรี่ก็ยังดีกว่ามืดสนิท อย่างน้อยก็ช่วยให้ไม่หลงทางไปไกลนัก”

จากความทรงจำในวัยเด็กของ ‘ร.ต.ท. สุวิทย์ ช่วยเทวฤทธิ์’ หรือ ‘ครูวิทย์’ ครูใหญ่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านตืองอช่างกลปทุมวันอนุสรณ์ ๑๓ จังหวัดนราธิวาส ที่ทุกครั้งเมื่อได้ยินเสียงกระหึ่มของเฮลิคอปเตอร์เหนือท้องฟ้า ก็ได้แต่เฝ้าแหงนมองและวิ่งไล่ตาม ก่อนที่เฮลิคอปเตอร์จะบินลับทิวไม้
หายเข้าไปในป่าลึก ภาพนั้นกลายมาเป็นความฝัน ว่าสักวันหนึ่งตัวเองคงจะได้ใส่ชุดสีเขียวและได้นั่งอยู่บนนั้นบ้าง

ในวัยเด็กของครูวิทย์ต้องติดตามพ่อไปบุกเบิกที่ทำกินใหม่กลางป่าลึกของจังหวัดพัทลุง ซึ่งห่างไกลจากความเจริญมาก ที่นั่นไม่มีโรงเรียน ไม่มีไฟฟ้า มีเพียงถนนที่เป็นเส้นทางชักลากซุง ต่อมามีโรงเรียนตชด. มาเปิด ครูวิทย์และเพื่อนๆ ร่วม ๑๐ กว่าคน จึงได้มีโอกาสเรียนหนังสือจนจบชั้นประถม และเข้าเมืองไปเรียนต่อที่วิทยาลัยเกษตรกรรมพัทลุง แต่นั่นก็เป็นช่วงเวลาที่ครูวิทย์ได้นำพาชีวิตตัวเองเข้าสู่วงจรอบายมุขทุกรูปแบบ เฉียดคุกเฉียดตะรางอยู่ตลอดเวลาจนกระทั่งเรียนจบระดับ ปวส.

กระทั่งวันหนึ่งเมื่อรู้สึกว่าได้ทำคุณค่าของชีวิตหล่นหาย ครูวิทย์จึงตัดสินใจสอบบรรจุครูคุรุทายาท เพื่อต่อเติมความฝันครั้งวัยเยาว์ที่โรงเรียนตชด.ที่ตัวเองเคยเรียน และเลือกที่จะไปสอนหนังสือที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านละโอ ชุมชนกลางป่าลึกของเทือกเขาศรีบรรพตและเป็นพื้นที่สีแดงของจังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่มีใครอยากมาเสี่ยงชีวิต

“ถ้าเรารู้สึกกลัวๆ อยู่ เราก็คงไม่ได้ทำอะไรที่เรารัก เมื่อเรารักที่จะทำตรงนี้แล้วอย่าไปกลัว แต่ให้ทำให้ดีที่สุด ถามว่าอยู่ที่ไหน ชีวิตของเราก็ต้องดับสูญเหมือนกัน แต่ถ้าจะตายก็ขอให้มีสิ่งดีๆ ติดตัวไปบ้าง เกราะป้องกันตัวที่ดีที่สุดไม่ใช่อาวุธปืน แต่เป็นความรู้ความเข้าใจ และความรักต่อชุมชนต่างหาก”

กว่า ๒๐ ปีกับการเริ่มต้นทำหน้าที่ ครูตชด. ในพื้นที่ที่แทบไม่มีใครใช้ภาษาไทย และน้อยคนที่เห็นความสำคัญของการศึกษา ยังไม่สำคัญเท่ากับการเปลี่ยนความเชื่อเก่าๆ ของชาวบ้านและสร้างความเชื่อใหม่ๆ ให้พวกเขา ครูวิทย์ได้นำเอาหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในโรงเรียน และพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ครบวงจรสำหรับชุมชนและนอกพื้นที่ และคิดค้นวิธีใช้บัตรคำสอนภาษาไทยไปยังผู้ปกครองโดยผ่านเด็กๆ

มาวันนี้แสงเทียนเล่มน้อยที่ครูวิทย์ได้จุดส่องนำทางไว้นั้น นอกจากจะสามารถส่องสว่างเข้าไปในหัวใจของคนในชุมชนได้แล้ว ยังส่งต่อไปยังลูกชายทั้งสองคน ที่ละทิ้งความสะดวกสบายในสังคมเมืองมาปฏิบัติหน้าที่เป็นครูตชด. ในพื้นที่ที่ยังคงมีเสียงระเบิด และควันปืนเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน...เพราะมีแรงบันดาลใจที่สำคัญนั่นก็คือ...พ่อ ผู้เป็นครูต้นแบบของแผ่นดิน 

[ รางวัลคนเล็กหัวใจใหญ่ ]
สุกานดา สุริยะรังษี
คดีฆาตกรรมหญิงสาวผู้หนึ่งอย่างโหดเหี้ยมอำมหิตในป่า จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ ๓๐ กว่าปีก่อน ได้ทำลายชีวิตของเด็กผู้หญิงวัยเพียง ๑๐ ขวบคนหนึ่งไปตลอดชีวิต โดยที่เธอไม่ได้รับรู้และเกี่ยวข้องกับความบาดหมางระหว่างผู้เสียชีวิตกับฆาตรกรแต่อย่างใด แต่ด้วยความโชคร้ายที่เธออยู่ในเหตุการณ์ที่น้าสาวของตัวเองถูกฆ่า ทำให้คนร้ายตั้งใจฆ่าปิดปากอย่างโหดร้าย ทารุณ แม้จะยกมืออ้อนวอนขอชีวิต คนร้ายก็ยังใช้มีดปาดคอ และใช้ไม้ทุบตีทั่วร่างกายและโยนร่างของเธอทิ้งลงเหว 

แต่เธอกลับรอดชีวิตมาได้ราวปาฏิหาริย์ วันนี้ ‘สุกานดา สุริยะรังษี’ หรือ ‘จุ๋ม’ วัย ๔๕ ปี คือหญิงพิการระดับรุนแรง ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ไปตลอดชีวิต

การฟื้นขึ้นมาพบกับความเปลี่ยนแปลงที่ยากจะทำใจของร่างกาย นำความสูญเสีย ความกลัว และความสิ้นหวังมาสู่ชีวิตของเด็กหญิงสุกานดา เธอขังชีวิตตัวเองหลบซ่อนอยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยม ไม่ออกมาพบปะผู้คนและโลกภายนอก ร่วม ๓๐ ปี

“พอตัวเองมีสภาพแบบนี้ มันสิ้นหวัง ความฝันที่อยากเป็นพยาบาลก็เป็นอันจบ ช่วงแรกๆ นี่ ทำร้ายตัวเองตลอด ทั้งเอามีดคัตเตอร์กรีดขาหลายสิบแผล เอาน้ำร้อนลวกขา ทุบตีขาตัวเอง เพราะรู้สึกโกรธเกลียด เคียดแค้น ในหัวมีแต่คำถามว่าทำไมๆ ทำไมต้องเป็นเรา ทำไมเราเดินไม่ได้”

กระทั่งวันหนึ่ง ‘ประตูที่ถูกปิดตาย’ จากผู้คนและโลกภายนอกก็เริ่มถูกเปิด เมื่อเจ้าหน้าที่เทศบาลนครตรังได้เข้ามาดูแลพูดคุยถึงชีวิตความเป็นอยู่ของเธอด้วยความห่วงใยและเป็นกันเอง สัมผัสมือและเท้าของเธอโดยไม่รังเกียจ พร้อมนำสิ่งของต่างๆ มาช่วยเหลือตามที่รับปากไว้ ก่อนจะชักชวนให้เธอก้าวออกมาทำงานในชุมชน มิตรภาพและความรู้สึกดีๆ ที่เธอได้รับในครั้งนั้น ได้ปลดล็อกความกลัว ความวิตกกังวลต่างๆ ที่จะอยู่ร่วมกับคนปกติในสังคม และมีความกล้าพอที่จะก้าวสู่ 
‘โลกแห่งความจริง’

๒ ปี ที่ได้ก้าวออกมาช่วยเหลืองานกิจกรรมต่างๆ ในชุมชน ได้เปิดโลกทัศน์ให้เธอได้รู้ว่า ยังมีคนพิการอีกมากที่มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างยากลำบากไร้คนดูแล และเข้าไม่ถึงสิทธิต่างๆ ที่ควรจะได้รับ เนื่องจากยังขาดองค์กรและหน่วยงานที่จะเป็น ‘ที่พึ่ง’ และช่วยเหลือคนพิการอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เธอลุกขึ้นมาก่อตั้ง ‘ชมรมคนพิการเทศบาลนครตรัง’ ขึ้น ในปี ๒๕๕๙ เพราะมองว่าบทบาทการเป็น ‘ผู้นำ’ จะเป็นช่องทางให้เธอสามารถดูแลช่วยเหลือเพื่อนผู้พิการได้ง่ายและเป็นจริงมากขึ้น พลังและศักยภาพที่ถูกเก็บไว้ในตัวเธอมายาวนาน ถูกปลดปล่อยออกมาเป็นความมุ่งมั่น ทุ่มเท เอาจริงเอาจังจนชมรมเป็นรูปเป็นร่างอย่างรวดเร็ว และมีสมาชิกทั้งหมด ๑๕๐ คน

เธอได้จัดทำ ‘โครงการเพื่อนช่วยเพื่อน’ ขึ้น เพื่อลงพื้นที่เยี่ยมบ้านคนพิการที่ยากลำบาก เข้าไม่ถึงสิทธิต่างๆ และยังไม่มีคนเข้าไปช่วยเหลือทั้งในเขตเทศบาลและอำเภอต่างๆ ของจังหวัดตรัง เพื่อพูดคุยเรื่องที่เคยกลายเป็นปมชีวิต แต่ ณ วันนี้กลับกลายเป็นเครื่องมือในการสร้างกำลังใจและพลังชีวิตให้กับผู้อื่น นอกจากนี้เธอยังได้ทำหน้าที่ติดต่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือคนพิการในด้านต่างๆ ทั้งเรื่องเบี้ยยังชีพคนพิการปรับซ่อมสภาพที่อยู่อาศัย อุปกรณ์สำหรับคนพิการ ของใช้จำเป็นต่างๆ ฯลฯ นอกจากนี้ เธอพยายามดิ้นรนหาช่องทางสร้างอาชีพ เพื่อที่จะทำให้คนพิการพึ่งพาตนเองได้ ทั้งการทำ ‘โครงการขอรับบริจาคขยะอิเล็กทรอนิกส์’ เพื่อให้กลุ่มคนพิการซ่อมจนใช้งานได้และนำไปขายเป็นสินค้ามือสอง รวมทั้ง ‘โครงการดอกไม้จันทน์’ ซึ่งเธอพยายามดิ้นรนหาตลาดรับซื้อ เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางอาชีพสำหรับคนพิการ

ความไม่นิ่งเฉยดูดายต่อความทุกข์ของเพื่อนมนุษย์ ได้กลายเป็นแรงผลักดันให้หญิงพิการร่างกายอ่อนแอผู้หนึ่ง ดึงเอาศักยภาพที่มีในตัว แปรเป็น ‘พลังแห่งความกล้า’ ก้าวข้ามความพิการ และข้อจำกัดต่างๆ ในชีวิต จนเป็น ‘ที่พึ่ง’ และ ‘ความหวัง’ แก่ผู้อื่นได้อย่างสง่างาม

“เมื่อเห็นรอยยิ้มและความสุขของเพื่อนผู้พิการที่เราได้เข้าไปช่วยเหลือเขา มันรู้สึกอิ่มใจ สุขใจ มันทำให้ชีวิตเรามีคุณค่า จนปัญหาของตัวเรานั้น กลายเป็นเรื่องเล็กและไร้ความหมายไปเลย” 


[ รางวัลคนไทยใจอาสา ]
บดินทร์ จันทศรีคำ
  “เพียงเพื่อขอให้ป่าเขา อยู่กับเราจนวันตาย” 
วลีสำคัญของชายที่ชื่อ ‘บดินทร์ จันทศรีคำ’ ชาวตำบลสาริกา จังหวัดนครนายก ที่กลุ่มคนอาสาและกลุ่มนักอนุรักษ์รู้จักในนาม ‘ลุงหมู สาริกา’ ผู้ที่ผูกพันอยู่กับธรรมชาติ สัตว์ป่า สายน้ำ สิ่งแวดล้อม และงานอาสามาทั้งชีวิต

บทบาทการทำงานมวลชนครั้งสำคัญในเหตุการณ์ตุลาคมปี ๒๕๑๙ และช่วงระหว่างการรับราชการเป็นช่างสำรวจ ของกรมทางหลวงแผ่นดินที่มีโอกาสได้ทำงานอาสา ทั้งการช่วยเหลือเด็กๆ ในพื้นที่ชนบท ป่าเขา กรณีเขื่อนปากมูล เขื่อนน้ำโจน กรณีการย้ายสนามกอล์ฟ โรงแรมรีสอร์ท ลงจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ฯลฯ เป็นแรงจูงใจให้ หมู สาริกา เบนเข็มชีวิตสู่การทำงานด้านจิตอาสาอย่างเต็มตัว จนตัดสินใจลาออกจากราชการในปี ๒๕๓๓ เพื่อต่อสู้คัดค้านการสร้างเขื่อนเหวนรกอย่างจริงจัง และนำมาซึ่งการก่อตั้ง ‘กลุ่มรักษ์เขาใหญ่’ ขึ้นในปี ๒๕๓๕

ด้วยสถานการณ์การคุกคามธรรมชาติและสัตว์ป่าที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะกำลังของเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ หมู สาริกา ได้จัดตั้ง ‘ชมรมฅนรักสัตว์-ป่า’ และกลุ่ม ‘ฅ.ฅนทำทาง’ ขึ้น ในปี ๒๕๔๔ เพื่อขับเคลื่อนงานอาสาในทุกมิติ ทั้งด้านสัตว์ป่า ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม โดยหนุนเสริมการทำงานของเจ้าหน้าที่ในเป้าหมายที่หลากหลาย ด้วยยุทธวิธีการทำงานอาสาเชิงรุกแบบกองโจร รบแบบไร้รูปแบบ จนกลายเป็นศูนย์รวมของจิตอาสาจากทั่วทุกสารทิศ ปัจจุบันภารกิจของชมรมฅนรักสัตว์-ป่า และกลุ่ม ฅ.ฅนทำทาง ยังคงเดินหน้าต่อเนื่อง อาทิ การตั้งศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าภาคกลาง จังหวัดนครนายก, ปัญหาช้างป่า, ปัญหากระทิงเขาแผงม้า, การจัดสร้างแหล่งน้ำให้สัตว์ป่า, งานปลูกป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศ, งานสร้างฝายชะลอน้ำ (ฝายมีชีวิต), ทำโป่งเทียม, งานฝึกอบรม, งานสนับสนุนช่วยเหลือเจ้าหน้าที่, งานส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน ฯลฯ

วันนี้ ‘ลุงหมู สาริกา’ กลายเป็นหัวจักรและฟันเฟืองสำคัญของการขับเคลื่อนงานอาสา เป็นแม่แบบของน้องๆ ลูกๆ หลานๆ และของคนที่มีหัวใจอาสาทุกคน เป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นครู เป็นปูชนียบุคคลของสังคม และเป็นฟันเฟืองสำคัญในวงการนักอนุรักษ์ ที่ทุ่มเทกำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์ให้กับงานอาสาทั้งชีวิต

 “ลุงเป็นคนรบแบบไร้รูปแบบ รุกแบบกองโจร จู่โจม ไม่รอปัญหาให้มันเกิดการสูญเสียที่ซ้ำซ้อน ทำงานนอกกรอบ อะไรที่ทำได้ทำก่อน เราไม่รอ ถ้าเราใช้กรอบของระบบราชการมาผสมผสานไม่ทันกับเหตุการณ์ เราสูญเสียมาเยอะแล้ว เราจึงอยู่ในกรอบของความจริง” 

[ รางวัลเยาวชนต้นแบบ ]
วรพล นันสุ
“หากวันหนึ่งวิวเรียนจบดอกเตอร์ แล้วมีคนรู้ว่าวิวเป็นเด็กเก็บขยะขาย วิวไม่อายเลย และภูมิใจด้วยซ้ำว่าลูกลอดช่องคนนี้ได้ผ่านมรสุมชีวิตมาได้ วิวไม่สนใจว่าจุดเริ่มต้นมันเป็นอย่างไร สนใจเพียงระหว่างทางเราทำอะไรให้ใครบ้าง และต้องไม่ลืมสิ่งที่ทำให้เรามีวันนี้”


‘ลูกลอดช่อง’ เป็นฉายาที่ ‘วรพล นันสุ’ หรือ ‘น้องวิว’ เด็กหนุ่มนักศึกษาปริญญาโท คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร รู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ด้วยความยากจนข้นแค้นของครอบครัว วิวในวัยเพียง ๖ ขวบ ต้องตื่นตั้งแต่ก่อนฟ้าสาง เพื่อมาช่วยแม่เตรียมทำขนมลอดช่อง ทุกๆ เช้าแม่ของวิวจะเดินเข็นรถเข็นคันเก่าๆ ลัดเลาะไปตามหมู่บ้านวันละกว่า ๒๐ กิโลเมตร เพื่อขายลอดช่อง โดยมีเด็กชายซุกตัวงีบหลับอยู่ใต้ท้องรถ ก่อนจะตื่นมาช่วยแม่ในช่วงสายๆ

กระทั่งถึงวัยเข้าเรียนวิวยังคงปฏิบัติเช่นเดิม สิ่งที่เพิ่มขึ้นพร้อมกับวัยก็คือความรับผิดชอบต่อความอยู่รอดของครอบครัว การออกหาอยู่หากินตามท้องนาในยามค่ำคืน นอกจากจะช่วยลดภาระค่ากับข้าวในบ้านแล้ว ยังทำให้เด็กชายมีค่าขนมไปโรงเรียน ส่วนวันเสาร์อาทิตย์เด็กชายก็จะไปขลุกอยู่ที่กองขยะกับยาย เพื่อคุ้ยเก็บของเก่านำมาขายเป็นรายได้จุนเจือครอบครัว

ในวันที่ชีวิตยังมองไม่เห็นอนาคต เด็กชายตั้งมั่นอยู่บนความรับผิดชอบ ความเพียรพยายาม ความมุ่งมั่นและความใฝ่ดี จนกระทั่งได้รับทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร รุ่นที่ ๑ ที่ให้เรียนฟรีตั้งแต่ม. ๔ จนจบปริญญาตรี ซึ่งเป็นทุนที่คัดจากเด็กเรียนดี ฐานะยากจน มีความประพฤตดี โอกาสครั้งนั้นนับว่าเป็นแสงสว่างที่นำทางชีวิตของเด็กชายออกมาจากกองขยะ

ด้วยความลำบากของครอบครัว และชีวิตที่ต้องอดทนและต่อสู้กับความขาดพร่องในทุกๆ ด้าน เด็กชายระลึกอยู่เสมอว่า ไม่มีทางไหนที่จะช่วยให้หลุดพ้นจาก ‘ความจน’ ได้เท่ากับ ‘ความรู้’ เขาจึงเอาใจใส่ในการเล่าเรียน กระทั่งจบปริญญาตรี เมื่อจบปริญญาตรีเขาสอบชิงทุนเรียนต่อในระดับปริญญาโทได้ และมีความตั้งใจว่าหลังจากจบปริญญาโทจะเรียนต่อจนถึงปริญญาเอก

ในขณะนี้วิวกำลังเป็นนักศึกษาปริญญาโท คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร แต่ทุกครั้งที่กลับบ้านเขายังปฏิบัติในวัฏจักรชีวิตเช่นเดิม ในวันหยุดเขากับยายยังคงก้มๆ เงยๆ คุ้ยเขี่ยหาสิ่งของที่พอมีราคาใส่กระสอบท่ามกลางกองขยะกองโต อย่างไม่รู้สึกรังเกียจหรือละอายต่อสายตาผู้คนที่มองเขาด้วยความสงสัย และยังคงช่วยแม่เข็นรถเข็นขายลอดช่องคันเดิมไปตามถนนสายเดิม เหมือนเมื่อครั้งวัยเยาว์ด้วยความภาคภูมิใจ

“วิวใช้คำว่า ลูกลอดช่อง แทนตัวเอง มันทำให้ได้เตือนสติอยู่เสมอว่ามีทุกวันนี้ได้เพราะแม่ขายลอดช่อง
จำความได้ก็นอนใต้รถเข็น จนตอนนี้วิวเดินเข็นรถแทนแม่ได้แล้ว และแม่จะสอนเสมอว่า เมื่อเราได้โอกาสมากกว่าคนอื่น เราก็ต้องทำดีให้มากกว่าคนอื่น”


หากความงดงามและความใฝ่ดีภายในจิตใจของเด็กหนุ่ม ถูกบ่มเพาะมาจากความอัตคัดขัดสน และขาดแคลน ในทุกๆ ด้านของจิตใจที่เข้มแข็งและแข็งแกร่งของเขา ก็คงไม่ต่างจาก ‘เพชร’ ที่ไม่ว่าอย่างไรยังคงแสดงความจริงใจให้เห็น ว่าแม้ต้องตกหล่นอยู่ภายใต้โคลนตม ‘เพชร’ ก็ยังคงคุณค่าและงดงามอยู่ในตัวเสมอ


[ รางวัลคนต้นเรื่องแห่งปี ]
หมอปลา จีรพันธ์ เพชรขาว
"ผมเป็นคนทำมากกว่าพูด ถึงแม้ว่าการกระทำของผมจะไม่เหมือนคนอื่น แต่การที่ได้ช่วยคนที่เขามีความทุกข์ โดยหาสาเหตุไม่ได้ ก็คงถือได้ว่าเป็นพลังของแผ่นดินเหมือนกัน"

ภาพเบื้องหน้าของชายผู้เป็นที่รู้จักในฉายา ‘มือปราบสัมภเวสี’ ของใครหลายคน อาจเป็นภาพชายวัยกลางคนผู้ทำหน้าที่ขับไล่ปัดเป่าวิญญาณร้าย ทำลายสถานที่สิงสถิตของเหล่าสัมภเวสี แต่สำหรับผู้คนที่จมปลักกับความทุกข์ และต้องทนทรมานกับสิ่งที่ยากพิสูจน์ได้ ชายผู้นี้กลับมีความหมายลึกซึ้งมากกว่านั้น

กว่า ๕๐๐ คน คือจำนวนขั้นต่ำต่อวัน ของผู้คนที่เข้ามาขอรับการรักษาจาก หมอปลา  จีรพันธ์ เพชรขาว ผู้ถูกโชคชะตาฟ้าลิขิตให้เขาต้องทำหน้าที่ปลดเปลื้องพันธนาการความทุกข์สารพัดรูปแบบ โดยใช้บ้านที่พักอาศัยในอำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี เป็นสถานพยาบาลที่คอยรักษา ขจัดปัดเป่าความทุกข์ และแก้ปัญหาชีวิตให้กับผู้คนจากทั่วทุกสารทิศที่ดั้นด้นเดินทางมาหา ด้วยหวังว่าที่นี่จะเป็นที่พึ่งสุดท้าย เขาใช้วิธีเยียวยาผู้ประสบทุกข์ตามแบบฉบับของตนเอง โดยใช้ ‘ใจ’ ที่มุ่งช่วยเหลือเป็นแก่นแท้ในการรักษา ปฏิเสธการรับเงินค่าตอบแทน พร้อมทั้งเสียสละร่างกาย เวลา และทรัพย์สินเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความทุกข์ ความเดือดร้อน และความเจ็บป่วย

เบื้องหลังการทำหน้าที่เป็น ‘ที่พึ่ง’ คือภาพของชายผู้หนึ่งที่ต้องทนทรมานกับอาการปวดหัวที่ยากจะหาสาเหตุได้ ชายผู้เคยอยู่อย่างเจ็บปวดจนอยากปลิดชีวิตตัวเองเพื่อหนีความทุกข์เหล่านั้น ชายผู้ต้องทิ้งความฝัน ทิ้งอนาคต ทิ้งผลประโยชน์ส่วนตน เพื่อทำหน้าที่ที่เขาไม่เคยคิดหวัง เขาคือชายผู้ทำหน้าที่ ‘มือปราบความทุกข์’ ให้แก่ผู้คนจำนวนมาก มาเป็นเวลายาวนานกว่า ๑๐ ปี


ท่ามกลางมวลความทุกข์โหมกระหน่ำ เขาทำหน้าที่เป็นดั่งเทียนเล่มเล็กๆ หากแต่ส่องแสงสว่างให้เห็นทางเดินใหม่ ด้วยความหวังว่าผู้คนเหล่านั้นจะหลุดพ้นจากความทุกข์ และเขาเองก็ได้พบความสุขจากการเป็นผู้ให้ เป็นความสุขที่เกิดจากภายใน และเป็นสวรรค์ที่เกิดในใจอย่างแท้จริง 

คนค้นฅน อวอร์ด รางวัลแด่ความดีงามของมวลมนุษย์
การเลือกใช้พระโพธิสัตว์เป็นสัญลักษณ์รางวัลคนค้นฅนอวอร์ด อาจารย์สุดสาคร ชายเสม ผู้ออกแบบรางวัลคนค้นฅนอวอร์ด เล่าถึงแนวคิดในการออกแบบรางวัลว่า รางวัลคนค้นฅนอวอร์ดเป็นรางวัลที่มอบให้แก่บุคคลที่ทำคุณงามความดีให้แก่สังคมด้วยความเสียสละโดยไม่หวังผลตอบแทน ซึ่งความเสียสละเป็นปณิธานของพระโพธิ์สัตว์จึงเลือกเอาพระโพธิสัตว์ที่ชาวพุทธฝ่ายมหายานให้ความเคารพนับถือนี้มาเป็นตัวรางวัล เพื่อแทนอุดมการณ์ หรือแนวทางปฏิบัติของท่านที่เสียสละอย่างมหาศาล ตามหลักของพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่าโลกนี้คือทุกข์ “พระโพธิสัตว์เป็นตัวแทนของผู้เสียสละ” ผู้เห็นแจ้งในโลก และช่วยเหลือเหล่าสรรพสัตว์ในโลกนี้ให้พ้นจากทุกข์ทั้งกายและจิต ท่านยินดีตกนรกและรับทุกข์ทรมานแสนสาหัสเพื่อให้สัตว์เข้าถึงธรรมแล้วประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าสู่แดนโลกุตระ และที่สุดคือพระนิพพาน

รางวัลนี้จึงเปรียบเสมือนเครื่องเตือนใจให้ผู้คน ได้เดินตามรอยของพระโพธิสัตว์ ที่จะมุ่งมั่นทำความดี เสียสละเพื่อเพื่อนมนุษย์ โดยแบ่งสาขารางวัลต่างๆ  ออกเป็น ๙ สาขา ดังนี้

๑.รางวัลเกียรติยศ รางวัลที่มอบให้กับบุคคลที่มีคุณูปการทำงานเพื่อสังคมและประเทศชาติมาอย่างยาวนาน และผลงานนั้นเป็นที่ประจักษ์ชัด

๒.รางวัลผู้สร้างแรงบันดาลใจ รางวัลที่มอบให้กับบุคคลที่มีกิจกรรมแห่งการงานและชีวิต ที่จุดประกายความฝันและสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนในสังคม

๓.รางวัลนักสู้ผู้ไม่แพ้ รางวัลที่มอบให้กับนักสู้ที่ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อความอยุติธรรม เป็นการต่อสู้เพื่อประโยชน์และความเป็นธรรมของส่วนรวม

๔.รางวัลผู้ปิดทองหลังพระ รางวัลสำหรับผู้ที่เลือกจะอุทิศตนทำงานอยู่เบื้องหลัง แต่ทว่าผลงานที่ปราฏนั้นกลับเกิดคุณประโยชน์มากมายแก่สังคม

๕.รางวัลคนเล็กหัวใจใหญ่ รางวัลสำหรับผู้ที่ยืนหยัดในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ยอมให้ข้อจำกัดของชีวิตทั้งสภาพร่างกาย ฐานะ และความยากลำบาก  มาบั่นทอนหรือลดคุณค่าของชีวิต

๖.รางวัลคนไทยใจอาสา รางวัลของคนไทยทั้งประเภทบุคคล หรือกลุ่มบุคคล ผู้มีหัวใจแห่งจิตอาสา มีความเสียสละเพื่อส่วนรวมในการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น สร้างคุณค่าต่อสังคม และประเทศชาติในด้านต่างๆ ก่อให้เกิดพลังในการสร้างการมีส่วนร่วมในการทำความดี และความเชื่อมั่นในการเริ่มต้นทำความดี ให้กับคนทุกเพศทุกวัย

๗.รางวัลคนไทยหัวใจสีเขียว รางวัลสำหรับบุคคลหรือกลุ่มคนที่อุทิศตนทำงานด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาพื้นที่สีเขียวให้กับโลกใบนี้

๘.รางวัลเยาวชนต้นแบบ รางวัลสำหรับเด็กและเยาวชน ผู้เป็นต้นแบบในด้านต่างๆ เช่น ความกตัญญู ความขยัน อดทน จิตอาสา และการทำเพื่อผู้อื่น ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นพลเมืองและเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังของชาติ

๙.รางวัลคนต้นเรื่องแห่งปี นี่คือรางวัลมหาชน เป็นรางวัลเดียวที่ผู้ชมทางบ้านมีส่วนร่วมในการคัดเลือก 'คนต้นเรื่อง' ที่อยู่ในใจคุณ






- ONLINE TVBURABHA -

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เจ้าตัวโตผู้เกิดมาเป็นคุณหลวง

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

เมื่อพระสหายแห่งสายบุรี คิดถึงในหลวง