ไซอัน รายอ วาเด็ง ปูเต๊ะ พระสหายแห่งสายบุรี

"วันก่อนแกแอบไปขึ้นต้นจำปาดะ เรารู้เข้าก็ตกใจ จะดุป๊ะแก แต่เห็นแกตั้งใจขึ้นไปเก็บเอาไปฝากในหลวงแล้วก็ดุไม่ลง ป๊ะแกอยากทำเอง ตั้งใจทำเองเลย แกไม่ยอมใช้ลูกๆ"

รอฮีบ๊ะห์ บุตรสาวของเป๊าวาเด็งออกมาต้อนรับผู้มาเยือน และอดที่จะฟ้องร้องถึงวีรกรรมของพ่อวัยเก้าสิบสองไม่ได้

เรือนไม้ปั้นหยายกพื้นสูงเก่าคร่ำในเงาร่มของหมู่ไม้ ยอดมะพร้าวเด่นเป็นสง่าเห็นแต่ไกล นับแต่เลี้ยวแยกจากทางหลวงไปตามทางดินฉ่ำฝนมาได้สองสามกิโลเมตร

บ้านบาเลาะ ตำบลปะเสยะวอ อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ตกอยู่ในม่านฝนชื้น มัวซัว และเงียบสงัด หากแต่สว่างลุกจ้าขึ้นมาในทันที เมื่อชายชราผู้เป็นเจ้าของเรือนเผยยิ้มกว้างรอรับอยู่แล้วที่หัวบันได

วาเด็ง ปูเต๊ะ  ชายชราวัยเก้าสิบสอง คนเดียวกับที่คนไทยทั้งประเทศได้เห็นหน้าตาของแกในเสื้อสีเหลืองสวมหมวกกะปิเยาะ ที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อเดือนก่อน


ลุงวาเด็ง หรือเป๊าะเด็ง ในวันนี้สวมกางเกงเลตัวเก่าตัวเดียว กำลังเก็บเศษทางมะพร้าวที่ร่วงรกอยู่ในสวนเพื่อนำไปรวมทิ้ง แกละจากงาน ยิ้มกว้างขวาง เดินตรงเข้ามาอย่างกระฉับกระเฉง บอกอัสลามมุอาลัยกุมแลกกุมสองมือเขย่าแขนทักทาย เรียกกินน้ำกินท่าด้วยคำมลายู ระยะระหว่างชาวบ้านมลายูมุสลิมขนานแท้ กับผู้มาเยือน ก็มลายไปจนสิ้น

ในวัยเก้าสิบสอง ใบหน้าแต้มยิ้มอยู่เป็นนิตย์ เป๊าะเด็งไม่ได้เปลี่ยนไป ยังเดินเหินคล่องแคล่ว เว้นไว้เสียก็แต่ความทรงจำที่เริ่มเลือนลงไปบ้างตามวัย และอาการป่วยไข้จากโรคลิ้นหัวใจรั่ว กระนั้นชายชาวสวนผู้ทำงานหนักมาทั้งชีวิตก็ไม่ยอมปล่อยตัวเองให้พ่ายแพ้ต่อสังขาร แกยังกรำฝนออกไปเก็บเศษไม้ใบหญ้า ไม่ยอมอยู่ว่าง เว้นไว้เสียก็แต่งานแบกหามที่ลูกหลานกำชับให้ละไว้เสีย

สาลาเมาะ ปูเต๊ะ เมียแก ที่ใช้ชีวิตร่วมกันมาเนิ่นนาน นอนป่วยอยู่บนเรือน ลุกมารับแขกไม่ไหว แต่ก็ยังมีแก่ใจบัญชาการให้ลูกสาวจัดหาขนม และแตออ ชาร้อนหอมกรุ่นมารับแขก

เป๊าเด็งคุ้นเคยดีกับ ตูแวดานียา มือริงิง ล่ามภาษายาวี การสนทนาที่ต่อเนื่องยาวนานกว่า 3 ชั่วโมง จึงดำเนินไปได้ด้วยดี แต่ถึงมิได้จะมักคุ้นมาก่อน ก็เชื่อได้ว่าเป๊าะเด็งสามารถทำให้มิตรต่างถิ่นที่พูดคนละภาษา แต่มีในหลวงองค์เดียวกัน รู้สึกเป็นสุขใจที่ได้พูดคุย

น้ำจิตน้ำใจอันสะอาดอารีของชายมลายูมุสลิมผู้เกิดและโตมากับดินนี้ แสดงออกมาจากการกระทำ ฉายออกมาทางดวงหน้า รอยยิ้ม และแววตาที่ไม่อาจถูกอำพรางลงได้ด้วยปัจฉิมวัย และภาพของแกยังคงแจ่มจรัสในความทรงจำของทุกคนที่มีโอกาสได้มาโอภาปราศรัย

ไม่น่าแปลกใจแม่แต่น้อยที่ชายชรามุสลิมผู้ไม่เคยเรียนหนังสือ ไม่รู้คำไทยแม้สักคำเดียว หากแต่มีบุคลิกพิเศษอันน่าประทับใจ จะได้รับเกียรติยศอันสูงยิ่ง เป็นไซอันแห่งรายอ

และเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน เป็นสะพานเชื่อมที่ย่นระยะห่างทั้งมวลจากความไม่เข้าใจระหว่างผู้คนลงจนสิ้น

คำทักทายของเป๊าะ
เพิ่งลงมาจากกรุงเทพฯ ไม่กี่วันนี้เอง
(เป๊าะเด็งบอกเป็นภาษามลายูผ่านล่าม และแน่นอนว่าทุกคนในประเทศนี้ล้วยได้เห็นภาพชายชราวัยเก้าสิบเศษ ผู้เดินทางไกลจากบ้าน อุ้มตะกร้าใส่จำปาดะไปถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่โรงพยาบาลศิริราชเมื่อเดือนก่อน)

เมื่อเช้าก็ไปทานอาหารเช้าที่บ้านผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง เพิ่งจะกลับมาเมื่อเที่ยงนี้เอง พอดังก็ไม่ค่อยได้หยุด เดินสายเหมือน ส.ส. แล้ว

(เป๊าเล่าอย่างอารมณ์ดี เมื่อรู้ว่ามี 'คิว' ให้สัมภาษณ์ที่บัานพักกลางสวนในบ่ายวันนั้น)

อยากให้เป๊าะเล่าถึงชีวิต และตระกูลปูเต๊ะ
เป๊าเป็นคนสายบุรี เกิดที่บ้านทุ่งเค็จ เดี๋ยวนี้เรียกว่า บ้านโต๊ะแคะ อยู่ในตำบลแป้น อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี นี่แหละ เกิดและโตที่นั่น แล้วก็ย้ายมาอยู่ที่บ้านบาเลาะ ตำบลปะเสยะวอ อำเภอสายบุรี เมื่อตอนโตเป็นหนุ่มแล้ว

รุ่นพ่อรุ่นแม่เป๊าะก็อยู่ที่ปะเสยะวอนี่มานมนาน ก่อนหน้านั้นก็ไม่รู้ แต่ก็นานนับร้อยปีแล้ว ไม่เคยย้ายไปจังหวัดไหนอำเภอไหนเลย เป๊ามีพี่น้องเป็นชายทั้งหมดสี่คน เป๊าะเป็นคนรอง พี่น้องคนอื่นๆ ลงกุโบร์(หลุมศพ) ไปหมดแล้ว เหลือแต่เป๊าะนี่คนเดียว

สมัยก่อนแถวนี้เป็นป่ารก มีแต่ป่าไม้ บ้านคนมีน้อย หมูป่าเยอะมาก สัตว์ป่า ไข้ป่าชุกชุม พ่อของเป๊าะอยู่ในรุ่นบุกเบิกหมู่บ้าน แต่ที่บ้านของเป๊าะก็ถือว่ามีฐานะดี เรามีวัว 15-20 ตัว เลี้ยงกันไม่หวาดไม่ไหว สมัยนั้นเป๊าะเลี้ยงวัวเป็นอาชีพหลักตั้งแต่เด็ก มีหน้าที่เลี้ยงวัวเพียงอย่างเดียว พาไปกินหญ้ากินน้ำในนาในทุ่ง วัวมันเยอะจนขี้เกียจเลี้ยง ก็ประกาศขาย ขายตัวหนึ่งก็ห้าหกพันบาท โอ้ย สมัยนั้นเงินห้าหกพันบาทมันเยอะมหาศาล เพราะยังใช้เงินสตางค์อยู่เลย ค่าวัวตอนนั้นเทียบกับสมัยนี้เกือบสองหมื่นบาท แต่ไม่มีคนซื้อ เพราะคนก็มีวัว มีสัตว์เลี้ยงกันเยอะ พอขาได้สักตัวก็ดีใจมาก เพราะห้าหกพันบาทมันก็เยอะจนกินไม่ไหว ซื้อโสร่งผืนหนึ่งก็ไม่กี่สตางค์

ที่บ้านเป๊าะยังเป็นเศรษฐีที่ดิน มีที่ดินเยอะมาก ไม่รู้ว่าเท่าไหร่เพราะไม่เคยวัด ตอนนั้นมีการจับจองที่ดินกัน ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็มีที่ดินกันมาก แต่พ่อเป๊าะมีเยอะสุด ทำให้รุ่นลูกรุ่นหลานมีที่ดินเยอะ ตอนนั้นก็ปลูกมะพร้าว เพราะแถวนี้ปลูกมะพร้าวได้ผลดีที่สุด ปลูกอย่างอื่นไม่ค่อยขึ้น อาจเป็นเพราะเป็นแผ่นดินใกล้ทะเล ปลูกมะพร้าวแล้วงอกงาม นอกนั้นก็ปลูกขนุน ปลูกจำปาดะ จำปาดะที่เพิ่งนำลูกไปถวายในหลวงก็อายุเกือบร้อยปีแล้ว

ชีวิตวัยเด็กของเป๊าะเด็งเป็นอย่างไร
ถามว่าลำบากไหม มันก็ลำบาก เพราะสมัยก่อนไม่ว่าจะรวยจะจนอย่างไรก็ต้องออกแรง เมื่อก่อนคนมีทรัพย์แต่ไม่มีสิน มีที่ดินแต่ไม่มีเงิน ทรัพย์อยู่ในดิน สินอยู่ในน้ำ ต้องออกแรงกันทั้งนั้น ลูกเศรษฐีก็ต้องเลี้ยงวัว ทำนา ทำไร่ ทำสวน ของกินมีอยู่เยอะแยะ มันไม่มีเครื่องทุ่นแรงเหมือนสมัยนี้ มันไม่มีเครื่องยนต์ ทุกอย่างต้องใช้แรง วัวเทียมเกวียนก็ต้องใช้แรงคนบังคับให้มันเคลื่อน สิ่งเหล่านี้จะว่าไปก็ไม่ใช่ความลำบาก แต่เป็นความปกติธรรมดาของชีวิต เราต้องทำงานถึงจะมีกิน มันไม่มีของใช้ที่ใช้เงินซื้อได้มากนัก นอกจากเสื้อผ้าและถ้วยชาม

ตอนเด็กๆ พ่อไม่บังคับให้ลูกทำงาน แต่ทุกคนรู้ว่าต้องออกแรงเท่ากัน  เพราะไร่ นา สวนมันเยอะ เลยฝึกนิสัยให้เป๊าะรักงาน บ้างาน ต้องออกแรงทุกวันถึงจะนอนหลับ ตั้งแต่เด็กจนโตเป็นหนุ่มเป๊าะทำงานหนักมาก ตอนสายๆ ออกไปจับกุ้ง ดำกุ้ง พอเที่ยงๆ จะออกไปเลี้ยงวัวจนถึงบ่าย นี่คือชีวิตวัยหนุ่มมันเป็นแบบนี้เกือบทุกวัน แม้ว่ารวยแค่ไหนก็จะไม่ขอเงินพ่อแม่ เป๊าะจะหาเงินของเป๊าะเอง ผ้าถุงแม้แต่ผืนเดียวเป๊าะก็ไม่เคยขอจากคนอื่น

เป๊าะได้เรียนหนังสือไหม
มันไม่มีโรงเรียน ที่เป๊าะพูดอ่านเขียนหนังสือไทยไม่ได้เพราะไม่มีโรงเรียน ตอนนั้นไม่ค่อยมีใครได้เรียนหนังสือ เพราะแถวนี้ไม่มีโรงเรียน ตอนนั้นถ้าใครอยากไปโรงเรียนก็ต้องเดินทางบุกป่า ข้ามแม่น้ำไปสองสาย ถึงจะเจอโรงเรียนวัดแถวตลาดสายบุรี

ครั้งหนึ่งพ่อเคยพูดเรื่องโรงเรียนให้ฟัง แต่เราไม่สนใจ เลี้ยงวัวนอนหลับใต้ต้นไม้ดีกว่า สบายใจกว่า และไม่เห็นว่าเรียนหนังสือแล้วจะทำให้มีชีวิตดีขึ้นอย่างไร แต่ถึงตอนนี้เป๊าะมีหลาน มีเหลน ก็สนับสนุนให้เรียนหนังสือหมด เพราะเห็นความจำเป็น  อยากให้เขามีงานทำ ทำให้ชีวิตสะดวกสบาย

เป๊าะแต่งงานตั้งแต่อายุเท่าไร และมีลูกเมียกี่คน 
เป๊าะแต่งงานตอนเป็นหนุ่มแล้ว ส่วนภรรยาตอนนั้นอายุสักสิบห้าปีเห็นจะได้ สมัยนั้นอายุ 15 ปี ยังแก้ผ้าอาบน้ำกันอยู่เลย แต่เป๊าะก็แต่ง เพราะอยากสร้างครอบครัวเร็วๆ เป๊าะมีภรรยาคนเดียวนั่นแหละ มีเงินมีที่ดินมากแค่ไหนก็ไม่อยากมีคนอื่น เพราะเกรงใจเขา (หัวเราะ) สงสารเขาด้วย

มีลูกห้าคน เป็นหญิงสองคน และชายสามคน แต่ลูกชายคนโตเสียชีวิตไปแล้ว

แล้วลูกๆทำงานอะไรกัน ? 
ทำสวน กรีดยาง ทุกคนมีงานส่วนตัวทำ นอกจากกรีดยางแล้วยังปลูกกล้ายางขาย เลี้ยงวัว ไม่มีใครรับราชการ เพราะไม่มีใครได้เรียนหนังสือ

มีฐานะดี แต่ทำไมลูกๆ จึงไม่เรียนหนังสือ?
พวกเขาไม่ชอบ อยากทำงานเหมือนเป๊าะ แต่เป๊าะหวังว่าจะส่งหลานๆ ให้ได้เรียนหนังสือกันทุกคน

ลูกๆของเป๊าะได้เรียนถึงแค่ชั้นประถม ไม่มีใครได้เรียนสูงๆ เป๊าะเลยคิดว่าถ้าหลานๆมีโอกาสที่ดี ได้เรียนสูงๆ เขาจะได้มีงานดีๆทำ เป๊าะอยากให้พวกหลานๆ รับราชการ นี่บางคนก็ไปเรียนที่ยะลา ที่ยังเล็กหน่อยก็เรียนโรงเรียนแถวบ้านไปก่อน

ความเป็นอยู่ในปัจจุบัน กับสมัยเป๊าะยังหนุ่ม ต่างกันมากไหม 
เปลี่ยนไปเยอะ สมัยก่อนทำงานทั้งวัน ไม่ได้เงินสักบาทของกินเยอะแต่เงินไม่มี มีเงินหนึ่งบาทซื้อของกินได้เยอะมาก สมัยนั้นยังใช้เงินสตางค์กันอยู่เลย สมัยนี้สะดวกทุกอย่าง จะเอาอะไรได้ทุกอย่าง ถ้ามีเงินก็ซื้อเอาได้  ไม่มีเงินก็ทำงานเอา ถ้าขยันเงินสิบบาท ร้อยบาท พันบาท หาเพียงชั่วครู่ก็ได้แล้ว สมัยก่อนอยู่อย่างสงบสุข ความสะดวกดสบายคือการเดินเท้า ไม่เหมือนสมัยนี้ที่มีรถยนต์ไปได้ทุกที่  ของกินจำพวกมัน ถั่วไม่มีราคา ใครจะเอาก็เอาไป แลกกันกินเอื้อเฟื้อกัน

ช่วยเล่าถึงวันที่ในหลวงเสด็จพระราชดำเนินมาในสวนของเป๊าะ
วันนั้นเป๊าะกับเมียอยู่ในสวนทุเรียน กำลังทำสวนอยู่ กวาดเศษขยะตามใต้โคนทุเรียน ช่วงนั้นทุเรียนกำลังออกผลเลย ประมาณสักห้าโมงเย็น วันนั้นอากาศดีมาก ไม่มีฝน แต่ที่บ้านนอกป่าไม้มันเยอะ มันก็จะครึ้มๆ มืดๆ

สวนทุเรียนของเป๊าะอยู่ติดกับบริเวณที่ในหลวงเสด็จฯมา ตอนนั้นเป๊าะไม่อยู่เพราะต้องไปดูวัว ก็มีข้าราชการคนหนึ่งเป็นผู้หญิงมาถามเมียเป๊าะเป็ภาษามลายูว่า ทำอะไร อยู่กันกี่คน พอเป๊าะกลับมา เมียก็บอกว่า ในหลวงเสด็จฯ มาที่นี่ ที่สวนใกล้ๆ กับสวนของเรา

ตอนนั้นเป๊าะตกใจมาก ไม่คิดว่าในหลวงจะเสด็จฯ มาถึงนี่ จึงถามเมียแบบไม่แน่ใจว่าในหลวงเสด็จฯ ไปไหนค่ำๆ มืดๆอย่างนี้ แล้วก็เป๊าะก็จูงวัวไปผูก  แล้วค่อยกลับมาซักกับมะต่อว่าพวกข้าราชการที่ตามเสด็จมากันกี่คน อยู่ที่ไหน วันนั้นเป๊าะไม่ได้ใส่เสื้อ นุ่งกางเกงเก่าๆขาดๆ ตัวเดียว โชคดีที่มันไม่ขาดจนโป๊มากเกินไป (หัวเราะ)

เป๊าะก็เดินตามออก เห็นคนยืนกันอยู่เยอะมาก มีข้าราชการคนหนึ่งกวักมือเรียกให้เป๊าะเข้าไปใกล้ๆ ส่วนเป๊าะได้แต่ยืนนิ่ง ทำอะไรไม่ถูก เพราะเสื้อก็ไม่ได้ใส่ คนที่กวักมือเรียกเป๊าะซึ่งเป็นคนตามเสด็จ ก็เดินตรงเข้ามาหา จับมือเป๊าะเขย่าทักทาย พร้อมกับบอกเป๊าะว่าให้เข้าไปหาในหลวง 

ในหลวงทรงถามเป๊าะเป็นภาษามลายู สำเนียงไทรบุรีว่า ชื่ออะไร เป๊าะก็ตอบว่า ชื่อวาเด็ง ตอนนั้นมีคนตามเสด็จคอยจดชื่อ ในหลวงจึงถามต่อว่า แล้วนามสกุลอะไร เป๊าะก็ตอบว่า ปูเต๊ะ พระองค์ทรงถามต่อว่าเป๊าะมีลูกกี่คนด้วยนะ เป๊าะก็ตอบว่า มีห้าคน ในหลวงทรงถามเป๊าะหลายคำถามมาก เป๊าะเองจำไม่ค่อยจะได้แล้ว แต่ระหว่างที่คุยกันก็มีคนคอยจดตามตลอด

ในหลวงก็บอกเป๊าะว่า จะมาขุดคลองชลประทานให้พระองค์ถามอีกว่า ถ้าขุดคลองสายทุ่งเค็จนี้จะไปสิ้นสุดลงที่ตรงไหน เป๊าะบอกท่านว่า คลองเส้นนี้มีที่ดินติดเขตตำบลแป้นต้นน้ำมาจากอำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส ในหลวงถามต่อว่า ถ้าไปออกทะเลจะมีกี่เกาะ เป๊าะก็ตอบท่านไปว่ามี 4 เกาะ ท่านก็ชมว่าเก่ง สามารถจำทุกที่ที่ผ่านไปได้ แล้วท่านก็เปิดดูแผนที่ที่นำมาด้วย แล้วบอกว่า เป๊าะรู้จริง ไม่โกหก


ทุกสิ่งที่เป๊าะบอกมีอยู่ในแผนที่ของพระองค์แล้ว แต่ก่อนหน้านั้นเป๊าะกลัวจนเหงื่อแตก ตอนนั้นพระองค์จะไม่ถามเรื่องน้ำแล้วแต่จะคุยเรื่องใหม่ เป๊าะบอกว่า เป๊าะจะกลับบ้านแล้ว และก็หันหลังเดินกลับ ในหลวงทรงพระดำเนินตามหลังเป๊าะ เป๊าะก็ตกใจต้องคอยปัดกว่าเศษขยะ พวกใบไม้ใบหญ้าให้พ้นทางในหลวงทรงพระดำเนินตาม

ตอนนั้นเวลาก็ค่ำแล้ว เป๊าะก็ชี้ให้ในหลวงดูพื้นที่รอบๆ แล้วบอกกับพระองค์ว่า บริเวณนี้เป็นที่ดินของพ่อเป๊าะทั้งนั้น มันเตียนๆ โล่งๆ เพราะภรรยาของเป๊าะขยันถางหญ้า กวาดเศษใบไม้จนหมด ในหลวงตรัสถามว่า ใช้อะไรช่วยรดน้ำต้นทุเรียน ก็ตอบไปว่า รดกับเครื่องสูบน้ำ เพิ่งซื้อมา พระองค์ตรัสอีกว่า จะให้เครื่องฉีดพ่นน้ำต้นทุเรียนกับเป๊าะ เป๊าะบอกว่าไม่เอา มีแล้ว พระองค์ก็ทรงพระดำเนินไปดูเครื่องสูบน้ำ ให้เป๊าะยืนคู่กับเครื่องนั้นแล้วพระองค์ก็ทรงถ่ายรูปเป๊าะ ตอนนั้นเป็นเวลาเย็นมากแล้ว ภรรยาของเป๊าะกำลังละหมาดอยู่ในเพิงที่สร้างไว้นั่งเฝ้าสวนทุเรียน ก็มีคนไปเรียกให้มาดูในหลวง มะบอกเป๊าะตอนหลังว่าตกใจมาก ไม่คิดว่าเป๊าะจะกล้าชวนในหลวงมาเที่ยวถึงสวนได้ เป๊าะบอกว่าเป๊าะไม่ได้ชวน (หัวเราะ)ในหลวงท่านเสด็จมาของท่านเอง

พอถ่ายรูปเสร็จเป๊าะก็ไปส่งพระองค์ที่รถ เป๊าะจะเปิดประตูให้ในหลวง ก็มีคนปัดมือเป๊าะออก ในหลวงก็บอกเป๊าะว่า ไม่เป็นไรๆ

ทราบมาว่าเป๊าะน้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินให้พระองค์ท่านด้วยในคราวนั้น
ใช่ ตอนที่ท่านเสด็จฯ มาที่สวนเป๊าะ เป๊าะก็ไม่รู้จะถวายอะไรให้ในหลวง ท่านจะให้เครื่องสูบน้ำกับเป๊าะเสียอีก แต่เป๊าะบอกว่าเป๊าะมีแล้ว คิดกลับว่าจะถวายอะไรตอบแทนในหลวงดี ทุเรียนก็ยังไม่สุก ลองกองก็ยังไม่สุก ก็คิดเรื่องที่ในหลวงจะสร้างคลองชลประทาน และผ่านที่ดินของเป๊าะด้วยก็เลยถวายให้ในหลวงตอนนั้นเลย

ที่ดินมันเป็นทรัพย์สินของพ่อเป๊าะ ไม่ต้องเสียเงินซื้อ เป๊าะบอกท่านว่า ที่ดินตรงไหนที่ในหลวงต้องการใช้ประโยชน์เป๊าะยกให้หมดเลย เป็นที่ดินของพ่อ มันมากจนไม่รู้จะเอาไปทำอะไร ในหลวงจะเอาไปทำอะไรเป๊าะไม่ว่า ขอให้มีประชาชนได้ประโยชน์ เป๊าะยกให้

ทำไมถึงต้องทำขนาดนั้น
คนที่นี่ส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่คนรวย ถ้าเรามีโอกาสก็น่าจะเสียสละได้ จะเอาไปสร้างสถานีอนามัยให้คนมารักษา ไม่ต้องไปโรงพยาบาลเพราะมันไกล หรือจะเอาไปสร้างอะไรก็แล้วแต่ เป๊าะเชื่อว่ามันจะเป็นประโยชน์ทั้งนั้น ดีกว่าเราทิ้งไว้เปล่าๆ มันไม่มีประโยชน์ ที่ดินที่เป๊าะถวายให้ เขาก็เอาที่บ้านโต๊ะแคะ ตำบลแป้น เพราะเป็นจุดที่เขาต้องขุดคลองชลประทาน

ถึงตอนนี้ที่ดินที่เป๊าะมีอยู่ทั้งหมด ถ้าในหลวงต้องการเป๊าะก็ยกให้ได้ทันที เพราะเป๊าะเชื่อว่าในหลวงเอาไปก็จะคืนกลับมาให้ประโยชน์กับประชาชน


ก่อนเหตุการณ์วันนั้นเป๊าะรู้จักในหลวงไหม
รู้จักแต่ในแบงก์

พอได้เห็นพระองค์จริง ได้เข้าเฝ้าฯ ใกล้ชิด รู้สึกอย่างไร
ในหลวงของเป๊าท่านก็อยู่กรุงเทพฯ ดีใจที่ท่านเดินทางไกลมาให้เห็น เป๊าคิดว่าโชคดีที่สุดในชีวิต ไม่ได้แค่เห็นอย่างเดียว แต่ได้คุยกับท่านด้วย

มีในหลวงที่ไหนบ้างที่มาเยี่ยมชาวบ้านถึงบ้าน แต่รายอกีตอ (พระราชาของเรา) ประชาชนลำบากมากที่ไหนก็ไปเยี่ยมถึงที่ แม้แต่เรื่องเด็กๆ ไม่มีเงินไปโรงเรียน ในหลวงก็ให้เงิน ไม่มีโรงเรียนไว้เรียนหนังสือ ก็ทรงบุกป่าเข้าไปสร้างให้ ประเทศอื่นมีอย่างนี้ไหม

นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เป๊าะรักในหลวงมาก มันทำให้ภาคภูมิใจด้วย ที่ไหนอีกที่จะมีพระราชาดีเท่าของเรา

หลังจากพระองค์เสด็จฯ กลับ เป๊าะคิดว่าจะได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์อีกไหม 
คิด แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่พอเขาทำโครงการชลประทานเสร็จก็บอกว่า โครงการนี้เป็นโครงการของเป๊าะ เป๊าะซาบซึ้งใจมาก ในหลวงให้เราแล้ว ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว ไม่ต้องคิดมาก ความรู้สึกขณะนั้นมันล้นพ้นจนอธิบายไม่ถูก หลังจากนั้นพอพระองค์เสด็จฯ มาที่จังหวัดนราธิวาส ก็จะมีคนมารับเป๊าะกับครอบครัวไปเข้าเฝ้าฯ พระองค์ที่นั่น หรือบางครั้งถ้าคิดถึงมากๆ ก็จะบอกไปทางอำเภอ เดินทางขึ้นเครื่องบินไปเข้าเฝ้าฯ พระองค์ถึงกรุงเทพฯ และถ้าถึงฤดูผลไม้ ฤดูทุเรียน ลองกอง เป๊าะก็จะเก็บใส่กล่องส่งไปถวายที่กรุงเทพฯ ตลอด เราออกค่าลัง ค่าส่งเป็นพันบาท แต่เป๊าะภูมิใจ จะส่งแยกไปเลย กล่องนี้ถวายให้ในหลวง กล่องนี้ถวายให้พระราชินี กล่องนี้ให้ลูกๆของพระองค์ เป๊าะจะส่งแยกเลย

แล้วรู้ได้อย่างไรว่าต้องส่งไปที่ไหน
ทางไปรษณีย์เขาบอกเอง เขาช่วยเขียนให้ เพราะตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงทุกวันนี้ เขารู้ว่าเป๊าะมาไปรษณีย์ทำไม เขาจะพูดแซวว่า เป๊าะจะมาส่งของฝากให้ในหลวงอีกแล้วหรือ(หัวเราะ)

เมื่อส่งผลไม้ไปแล้ว ไม่ว่าในหลวงจะได้เสวยผลไม้ของเป๊าะหรือไม่ เป๊าะไม่สนใจ เพราะเป๊าะทำด้วยหัวใจ ตั้งใจส่งไปให้ ถ้าในหลวงได้รับของที่เป๊าะส่งไปแล้วจะเขียนจดหมายกลับมาหาเป๊าะทุกครั้ง บอกว่าขอบใจเป๊าะ ได้รับของแล้ว

ตอนนั้นสิ่งมีค่าที่สุดของเป๊าะคือการที่พระองค์ได้รับของที่เป๊าะส่งไป แล้วเป๊าะก็คิดเรื่องที่ว่าต่อไปจะส่งอะไรไปให้พระองค์อีก มันทำให้เป๊าะภูมิใจ เพราะผลไม้ทั้งหมดเป๊าะปลูกด้วยมือของเป๊าะเองทั้งหมด แต่ถึงตอนนี้ก็นึกเสียดายที่ไม่ได้เก็บจดหมายของพระองค์ไว้บ้าง

พระราชินีท่านก็บริจาคเงินใส่ซองกลับมาให้เป๊าะทุกปี ที่เสด็จฯ มานราธิวาส (พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์) ทางอำเภอพาเป๊าะไปทุกปี บางทีพระราชินีก็บอกเป๊าะว่า ปีนี้ไม่ต้องส่งผลไม้มาให้หรอก เพราะราคามันต่ำ อยากให้เป๊าะเก็บไว้ให้ลูกๆ หลานๆ กินเอง แต่เป๊าะก็ยังส่งอยู่ดี เพราะอยากส่ง

รู้ว่าเป็นพระสหายที่สายบุรีเมื่อไหร่
จำไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ แต่พอจำได้ว่าพอได้เข้าเฝ้าฯ ในหลวงหลายครั้ง ได้พูดคุยกัน และความคิดตรงกัน ในหลวงจะบอกกับคนอื่นว่า นี่คือสหายของฉัน เป๊าะก็ภูมิใจมาก แต่คำเรียกพระสหายแห่งสายบุรีไม่รู้ใครมาเรียกกันเมื่อไหร่ เป๊าะเองก็เพิ่งรู้ว่าเขาเรียกเป๊าะอย่างนี้

รู้สึกอย่างไรกับนามนี้
ดีใจที่เราได้เป็นไซอันของรายอ (สหายของพระราชา) ได้ยินแล้วมีความสุข ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ในหลวงเป็นใครล่ะ? มาเป็นเพื่อนกับเราได้หรือ มันมีความสุขจนบอกไม่ถูก ตามหลักศาสนาก็ไม่บาปเพราะเป็นเพื่อนกัน เป๊าะเชื่อว่าเป็นพระลิขิตจากอัลลอฮ์ อัลลอฮ์กำหนดมาให้รู้จักกัน ให้เป็นประชาชนของในหลวง และให้เป็นไซอัน

เมื่อเป็นไซอันแห่งรายอแล้ว เพื่อนบ้านมีทีท่าอย่างไร
เมื่อก่อนเขาก็ไม่รู้ เป๊าะก็ไปละหมาดที่มัสยิดเป็นปกติ ไม่เห็นมีใครสนใจอะไร แต่พอเป๊าะได้ออกโทรทัศน์ก็มีคนมาทัก มีคนรู้จักเป๊าะมากขึ้น ครั้งล่าสุดที่เป๊าะไปกรุงเทพฯ ทั้งโทรทัศน์กับหนังสือพิมพ์เอารูปเป๊าะไปออก คนก็มาบอกว่าเพิ่งรู้ว่าเป๊าะเป็นเพื่อนกับในหลวง ก็จะถามเป็นได้อย่างไร เป๊าะบอกว่าเป๊าะไม่ได้อยากจะเป็น เพราะเป๊าะเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ แต่ในหลวงททรงยกให้เป๊าะเป็นเสมือนเพื่อนด้วยเป็นน้ำใจของในหลวง

ครั้งล่าสุดเป๊าะเดินทางไปโรงพยาบาลศิริราช เป๊าะไปอย่างไร
ตอนแรกก็ไม่รู้ แต่ดูข่าวโทรทัศน์แล้วลูกสาวบอกว่าในหลวงป่วย เป๊าะก็ติดตามข่าวคราวทุกวัน ลูกสาวจะแปลข่าวพระราชสำนักให้ฟัง อยากจะไปเยี่ยม ลูกสาวจึงไปบอกทางอำเภอ ทางอำเภอก็ไปบอกผู้ว่าราชการจังหวัด เขาจึงพาเป๊าะขึ้นเครื่องบินเข้ากรุงเทพฯ ลงจากเครื่องบินแล้วมีรถของเขามารับเลย(หัวเราะ) แต่ไม่ได้เข้าไปเยี่ยมหรอก เพราะในหลวงป่วย เขาให้อยู่ข้างหน้าแล้วถ่ายรูปไว้

รู้สึกอย่างไรเมื่อทราบข่าวว่าในหลวงทรงพระประชวร
เป็นห่วงมาก คิดถึงมาก อยากไปเยี่ยม บอกลูกสาวว่าอยากไปเยี่ยมในหลวงที่กรุงเทพฯ พอละหมาดเมื่อไหร่ก็จะขอดุอาร์(ขอพร) จากอัลลอฮ์ให้ในหลวงหายป่วยเร็วๆ

ได้เตรียมอะไรไปฝากในหลวงบ้างในคราวนี้
หน้านี้ไม่มีผลไม้อะไรเลย มีแต่จำปาดะต้นใหญ่ที่อยู่หลังบ้าน ก็ไปลองมองดู ก็เห็นมีผลอยู่หลายผล เป๊าะก็หาบันไดมาพาดขึ้นไปเลือกผลที่ดีที่สุดสิบสามผลใส่ลังไปฝาก

ปีนเก็บเองเลยหรือ
เป๊าะไม่อยากใช้ใคร ไม่อยากใช้ลูก เป๊าะจะขึ้นไปเก็บไปฝากในหลวงเอง แต่อย่าเอาไปเขียนนะ เดี๋ยวในหลวงรู้จะไม่สบายใจ(หัวเราะ)

ก่อนหน้านี้เป๊าะได้เดินทางไปเยี่ยมในหลวงที่กรุงเทพฯบ้างหรือไม่
บ่อย ไปหลายครั้ง แต่จะไม่ได้ว่ากี่ครั้ง ครั้งหนึ่งพอดีช่วงนั้นอาการป่วยของเป๊าะกำเริบ เป๊าะเป็นโรคหัวใจรั่ว และเป็นคนป่วยของในหลวง ก็ขึ้นไปรักษาตัวที่กรุงเทพฯ พอรักษาตัวเสร็จก็บอกกับคนที่ดูแลเป๊าะว่าอยากไปเยี่ยมเจ้าฟ้าชายที่วังศุโขทัย ก็ได้ไป เจ้าฟ้าชายก็ทรงให้เป๊าะนั่งแล้วท่านก็มานั่งข้างๆเป๊าะ อีกฝั่งหนึ่งก็ให้ภรรยาท่านนั่ง (พระองค์เข้าศรีรัศมิ์ฯ) แล้วพระโอรสของท่าน (พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ) มายืนอยู่ข้างๆ เป๊าะ เขาจะถ่ายรูป เป๊าะก็ยังเอากะปิเยาะไปสวมให้พระโอรสของท่านเลย เจ้าฟ้าชายกับภรรยาของท่านหัวเราะกันใหญ่เลย

อะไรคือความสุขที่สุดแล้วในชีวิตของ วาเด็ง ปูเต๊ะ ในปัจจุบันนี้
การได้เป็นเพื่อนกับในหลวงก็เป็นความสุขอันล้นพ้นอยู่แล้ว พอทราบข่าวว่าในหลวงหายป่วยก็ยิ่งดีใจมาก เพราะเป๊าะขอดุอาร์ให้ตลอด เป๊าะอายุเยอะขนาดนี้ ไม่มีความสุขที่ไหนอีกแล้ว เรื่องเจ็บป่วยของเป๊าะเป็นพระประสงค์ของอัลลอฮ์เท่านั้น

ทุกวัน เมื่อตื่นเช้าขึ้นมาเป๊าะทำอะไรบ้าง
หมอสั่งไม่ให้ทำงานหนัก ตอนนี้หยุดทำงานหนักทุกอย่างแต่ยังต้องเดิน ต้องออกแรงบ้าง พอไม่ได้ทำงานแล้วรู้สึกเบื่อ

สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ขณะนี้ เป็นอุปสรรคต่อความเป็นพระสหายของเป๊าะเด็งหรือไม่
ไม่มี ไม่มีอุปสรรคอะไร เป๊าะกับในหลวงรู้จักกันตั้งแต่ที่นี่ยังมีความสุข ยังไม่มีการทำร้ายกัน พอเริ่มทำร้ายกัน เป๊าะก็เห็นในหลวง พระราชินี กับลูกๆทำประโยชน์ให้กับประชาชนที่นี่ตั้งเยอะแยะ เขาคงอยากให้ประชาชนมีความสุข เป็นกษัตริย์ที่ไม่ทิ้งประชาชน ทำให้เป๊าะยิ่งรักในหลวง เป๊าะยังบอกชาวบ้านที่มัสยิดว่า นี่รู้ไหม? ในหลวงพูดภาษามลายูได้ พูดสำเนียงไทรบุรีด้วย พระราชินีก็พูดได้ พูดเป็นสำเนียงปัตตานีเลย แล้วลูกๆของในหลวงทุกคนก็พูดได้ ทุกคนพูดภาษาของเราได้

การที่ในหลวง และพระบรมวงศานุวงศ์ ตรัสภาษามลายูได้ มีความสำคัญอย่างไร
สำคัญมาก แต่ถึงพูดไม่ได้ในหลวงก็มีล่าม แต่ยิ่งท่านพูดได้ ยิ่งทำให้เป๊าะรู้สึกว่าในหลวงเก่ง พูดภาษาของเราได้ ทำให้พูดกันได้มากขึ้น เป๊าะอยากให้คนอื่นที่พูดไม่ได้แล้วมาทำงานที่นี่หัดพูดภาษามลายูให้ได้ ทำให้คนที่นี่รัก คนจะรักมากขึ้นถ้าพูดภาษาของเราได้

ขนาดในหลวงเป็นพระมหากษัตริย์ก็ยังเรียนรู้ภาษามลายูเพื่อให้พูดได้ ฟังได้ แสดงว่าในหลวงเก่ง ในหลวงรักคนที่นี่ อยากคุยกับคนที่นี่

เป๊าะเด็งจะใช้ความเป็นพระสหายแห่งสายบุรีทำอะไรบ้างไหมเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น
ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจ (ใช้มือแตะที่อกตนเอง) ใครทำก็เป็นคนไม่ดี เป๊าะก็จะอยู่อย่างนี้มานาน ไม่รู้ว่าข้างนอกมันรุนแรงอย่างไร เพราะไม่ค่อยได้ไปไหน ฟังแต่คนนั้นคนนี้พูดให้ฟังว่ามีการทำร้ายกัน เป๊าะก็รู้สึกเสียใจ คนเราอยู่ด้วยกันจะมาทำร้ายกันมันไม่ดี ในหลวงก็ไม่สบายใจแน่

เป๊าะเคยพูดที่มัสยิดตอนละหมาดเสร็จกับชาวบ้านว่าเราชอบที่จะอยู่อย่างนี้ แบบตอนนี้ หรือชอบที่จะอยู่แบบในอดีต ทุกคนก็บอกเป๊าะว่าอยากอยู่แบบในอดีต เป๊าะก็บอกว่าดี ถ้าอยากอยู่แบบในอดีตก็อย่าทำร้ายกัน เราเป็นคนที่นี่ อยู่ที่นี่ เราไม่ใช่คนของใคร เราเป็นคนของอัลลอฮ์ อัลลอฮ์จะตอบแทนให้กับคนที่ทำดีกับคนทำไม่ดีต่างกัน เราจะเลือกเอาอย่างไหน

เป๊าะไม่ชอบใจที่มันเป็นอย่างนี้ เวลาใครมาหาเป๊าะก็จะถามว่าเป๊าะกลัวไหม เป๊าะบอกไม่กลัว เราจะกลัวคนไม่ดีทำไม กลัวคนไม่ดีมาทำร้ายก็ไม่มีความสุข เราต้องเป็นคนดี มีความสุข คนไม่ดีจะกลัวเราเอง เป๊าะรู้ว่าคนที่ทำร้ายคนอื่นนั้นเป็นคนไม่ดี ก็จะบอกว่า ถ้าทุกคนที่ฟังเป๊าะเป็นคนดี ก็จงช่วยคนดี เราอยู่ด้วยกันต้องช่วยเหลือกัน ระวังอย่าให้คนไม่ดีมาทำร้ายได้

เป๊าะทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้เพราะแก่แล้ว พูดได้อย่างเดียว(หัวเราะ) บอกกับทุกคนว่า อย่าทำให้ในหลวงเสียใจเลยท่านแก่แล้ว สร้างประโยชน์ให้ประชาชนตั้งมากมายยังมีคนทำให้ท่านเสียใจอีก ตอนนี้ท่านก็ป่วยอยู่ ไม่กลัวบาปกันหรืออย่างไร

ในหลวงทรงหายจากพระอาการประชวรแล้ว เป๊าะมีคำใดจะกราบทูลฯพระองค์ท่านบ้าง
หายแล้วก็ดีแล้ว แต่อย่าทำงานหนักอีก ต้องรักษาสุขภาพมากๆ เป๊าะเสียใจที่ไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาลวันที่ในหลวงเดินออกมา เป๊าะอยากจะบอกตัวเองมากกว่า และเป๊าะจะขึ้นไปเยี่ยมในหลวงอีก ถ้าอยากเสวยอะไรก็ให้บอกมาเป๊าะจะหาไปฝาก

นี่เป๊าะก็ทราบมาว่าพี่สาวของในหลวงก็ไม่สบายอยู่เหมือนกัน  เป๊าะขออวยพรให้หายเร็วๆ เป๊าะจะขอดุอาร์จากอัลลอฮ์ให้

ในฐานะที่เป็นคนไทยที่อยู่ภายใต้พระบรมโพธิสมภารเป๊าะอยากฝากคำพูดอะไรถึงคนไทย
ขึ้นไปกรุงเทพฯ ครั้งนี้ คนที่มารับเป๊าะพูดกับเป๊าะว่าตอนนี้นะมันไม่ดี คนไทยทะเลาะกัน ที่ใต้ก็ทำร้ายกัน ที่กรุงเทพฯ ก็ทำร้ายกัน เป๊าะบอกว่าไม่ดีๆ เป็นคนไทยต้องรักกัน อย่าทำร้ายกัน อย่าทะเลาะกัน ทำให้ในหลวงไม่สบายใจ พระเจ้าก็จะลงโทษคนที่ทำร้ายคนอื่น

เกิดเป็นคนไทยต้องรักกันหยุดทำร้ายกันแล้วสามัคคีกันทำให้ในหลวงสบายใจ แล้วเราก็จะมีความสุขด้วย

เรื่องและภาพจาก นิตยสาร ฅ.คน ปีที่ 3 ฉบับที่ 26 ธันวาคม 2550

- ONLINE TVBURABHA -

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เจ้าตัวโตผู้เกิดมาเป็นคุณหลวง

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

เมื่อพระสหายแห่งสายบุรี คิดถึงในหลวง