มิใช่ รายอซีแย หากแต่ทรงเป็น รายอกีตอ

บ่ายวันหนึ่งเมื่อ พ.ศ. 2519 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯเยี่ยมราษฎรในพื้นที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส ในช่วงหนึ่งของการถวายงาน สมเด็จพระนางเจ้าฯ ได้ทรงชักชวนให้ครูชาวมุสลิมผู้หนึ่งซึ่งทำหน้าที่ล่ามประจำอำเภอ เป็นล่ามส่วนพระองค์ เพื่อตามเสด็จฯ ไปในท้องที่อื่นด้วย
พระองค์ท่านทรงมีรับสั่งว่า "ในบางพื้นที่ไม่มีล่าม ฉันอยากขอให้คุณดิลกช่วยเป็นล่ามติดตามไปในท้องที่อื่นๆด้วยจะได้ไหม?"

ครูผู้นั้นกราบบังคมทูลว่า "ด้วยความเต็มใจพระเจ้าข้า แต่ต้องขออนุญาต จากนายอำเภอก่อน"

สมเด็จพระนางเจ้าฯ จึงกราบทูลพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้ทรงขออนุญาตจากนายอำเภอตากใบ เพื่อขอตัวมาช่วยพระราชกิจ

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงถามนายอำเภอตากใบว่า

"เราจะขอให้คุณดิลกเป็นล่ามติดตามไปในพื้นที่อื่นๆด้วย นายอำเภอจะอนุญาตหรือไม่?"

นายอำเภอเมื่อได้ยินดังนั้น จึงกราบบังคมทูลตอบด้วยเสียงดังฟังชัดว่า "อนุญาตพระเจ้าข้า"

นับจากวันนั้น เวลาได้ล่วงเลยมา 30 ปีแล้วที่ ว่าที่  ร.ท.ดิลก ศิริวัลลภ ได้ทำงานรับใช้เบื้องพระยุคบาทในฐานะล่ามภาษามลายูส่วนพระองค์

นับเป็นความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตของสามัญชนคนหนึ่งผู้เกิดและเติบโตในตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ผู้นี้

เขาเล่าว่า สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร รับราชการครูครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2509 ที่โรงเรียนบ้านกาหนั๊ว ตำบลกาลิซา อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส

"ในหลวงเสด็จแปรพระราชฐานมาพำนักที่ตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2516 ผมก็มีโอกาสเข้ารับใช้ถวายงานล่าม"

เนื่องจากในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ชาวบ้านพูดภาษามลายู มีคนพูดภาษาไทยกลางหรือภาษาถิ่นภาคใต้ได้น้อยมาก ล่ามประจำพื้นที่จึงมีความจำเป็น และการคัดเลือกบุคคลมาทำหน้าที่ล่ามจะใช้คนในพื้นที่ โดยแต่ละอำเภอก็จะคัดเลือกบุคคลมาเป็นล่ามประจำอำเภอ ยังไม่มีล่ามส่วนพระองค์ที่คอยติดตามเมื่อเสด็จฯ ยังพื้นที่ต่างๆ

"ตอนนั้นผมอายุได้ 31 ปี เป็นครูใหญ่ที่โรงเรียนบ่อทอง อำเภอระแงะพอดี จึงได้เป็นล่ามประจำอำเภอ"

หลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกตัวบุคคล ทางอำเภอมีหลักเกณฑ์คือ ถ้าเป็นคนไทยพุทธต้องพูดภาษามลายูได้คล่องแคล่ว แต่หากเป็นไทยมุสลิม อย่างน้อยก็ต้องจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี จากนั้นจึงตรวจสอบประวัติอย่างละเอียด ล่ามชาวไทยพุทธของอำเภอระแงะที่คัดเลือกไว้คือ นายเสมา เชื่อไพบูลย์
"ผมเป็นล่ามที่เป็นไทยมุสลิมบังเอิญเหลือเกินในตอนนั้นทั้งอำเภอมีผมคนเดียวที่จบปริญญาตรี เขาก็เสนอชื่อผมไป และที่ประชุมก็สนับสนุน"

การเป็นล่ามประจำอำเภอก็ทำให้เขาทั้งภาคภูมิใจ และปลื้มปีติ 

"ชีวิตนี้ไม่เคยนึกไม่เคยฝันว่าจะได้มีโอกาสเข้าใกล้พระองค์ท่าน ยิ่งจะได้ถวายงานรับใช้ยิ่งรู้สึกเป็นเกียรติต่อตนเอง และวงศ์ตระกูล แต่อีกใจหนึ่งก็กลัว"

เขายอมรับว่า ลำพังพูดภาษาไทยก็ยังพูดไม่ค่อยชัด ยังต้องศึกษาเรื่องคำราชาศัพท์อีก จึงกลัวว่าจะทำได้ไม่ดี แต่ครูใหญ่หนุ่มวุฒิปริญญาตรีก็ผ่านงานล่ามประจำอำเภอมาได้ด้วยดี ปีถัดมาเขาย้ายไปเป็นศึกษาธิการอำเภอตากใบ ทำงานขึ้นกับนายอำเภอตากใบ และปีนั้นเองที่ในหลวงเสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมราษฎรที่อำเภอตากใบ

เมื่อเริ่มงานในฐานะล่ามส่วนพระองค์ เขาสารภาพว่าทั้งเกร็ง และประหม่า

"พระบารมีของพระองค์ท่านสูงมาก เรามองพระพักตร์ท่านไม่ได้ เวลากราบบังคมทูลอะไรก็ต้องมองต่ำๆ" เล่าพลางทำมือวืดวาดระหว่างคอ และหน้าอก

"มันวิตกกังวลไปต่างๆ นานา กลัวไปหมด กลัวถูกลงโทษ กลัวพูดผิด แต่โชคยังดีที่ตอนนั้นมี ท่านผู้หญิง สุประภาดา เกษมสันต์ คณะผู้ตามเสด็จ เมตตามาช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้ แนะนำให้ความช่วยเหลือทุกอย่าง สอนในเรื่องของการวางตัว การพูด การถวายงานรับใช้"

งานล่ามภาษามลายูส่วนพระองค์อาจจะแตกต่างจากล่ามภาษาอื่น คือ นอกจากต้องแปลภาษามลายู ระหว่างที่ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับราษฎรแล้ว ยังต้องถวายงานในเรื่องข้อมูลต่างๆ ในพื้นที่

"ผมเกิดและโตที่นี่ จึงรู้ปัญหาต่างๆ เมื่อมาถวายงานแล้ว ยิ่งต้องออกไปสัมผัสและสังเกตพื้นที่ด้วย ว่าประชาชนมีกี่คนสภาพแวดล้อมเป็นอย่างไร บุคคลในท้องถิ่นสำคัญก็ต้องลงพื้นที่ไปทำความรู้จัก ทั้งผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา" เขาจึงตอบได้อย่างฉะฉานเมื่อตรัสถาม"

แต่แม้จะเป็นล่ามส่วนพระองค์โดยตามเสด็จฯ ไปทุกที่ในภาคใต้  แต่ปกติเขายังทำงานหลักคือเป็นศึกษาธิการอำเภอตากใบ

"เมื่อพระองค์เสด็จฯ ลงมาก็ไปรับภารกิจถวายงานรับใช้ วิธีการนั้นก็คือ เราจะไม่แปลในทันที เมื่อในหลวงทรงมีพระราชปฏิสันถารกับชาวบ้าน เราก็ปล่อยให้สนทนากันไป ถ้าสื่อสารกันรู้เรื่อง เราก็จะปล่อยให้ชาวบ้านเขาพูด แล้วค่อยไปเสริมให้ในบางประโยค แต่ต้องไม่ไปขัดระหว่างที่มีพระราชปฏิสันถาวร งานนี้ต้องรู้เขารู้เรา"

ในหลวงโปรดให้ชาวบ้านกราบบังคมทูลรายละเอียด "พระองค์ท่านตรัสภาษามลายูได้ ทรงฟังออกเป็นบางคำ จึงทรงเข้าใจในสิ่งที่ชาวบ้านพูด พระองค์ท่านทรงเมตตา ไม่ถือพระองค์ พูดผิดไม่เป็นไร จะทรงตั้งใจฟังทุกคำอย่างอดทน" นี่เองที่เป็นที่มาของภาพที่เรามักเห็นในหลวงมีพระราชปฏิสันถารกับชาวบ้านอย่างใกล้ชิดอยู่เนืองๆ

"สมัยนี้ภาระหน้าที่ของผมถือว่าเบาลง เพราะคนรุ่นใหม่มีการศึกษามากขึ้น จึงพูดอ่านเขียนภาษาไทยได้บ้าง ผิดกับเมื่อก่อนที่เสด็จฯ มาเป็นครั้งแรกๆ คนไทยมุสลิมจะพูดภาษาไทยไม่ได้เลย หน้าที่ล่ามจึงจำเป็นอย่างยิ่ง"

"งานหนักของเราในตอนนี้จึงเป็นเรื่องของข้อมูล ปัญหาของชาวบ้าน ให้ละเอียดครบถ้วน ผิดพลาดไม่ได้ เพราะถ้าข้อมูลผิดพลาด การช่วยเหลือของพระองค์ท่านก็จะคลาดเคลื่อน คนที่ลำบากก็คือชาวบ้าน"

การถวายงานล่ามใกล้ชิดจึงทำให้เขาทราบหลักเกณฑ์ในการเลือกชาวบ้านที่จะได้เข้าเฝ้าฯ นอกจากต้องดำเนินการตามขั้นตอน ตรวจสอบประวัติ รายละเอียด โดยกองราชเลขาฯ แล้ว "คนที่จะเข้าเฝ้าฯ ได้ต้องวีไอพีจริงๆเท่านั้น

"วีไอพีในที่นี้หมายถึงชาวบ้านที่เดือดร้อน ยากจนมาก และลำบากจริงๆจะได้เข้าเฝ้าฯ ก่อน และได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน"

เขาพบว่า แม้จะทรงมีพระราชภารกิจหนักหนาเพียงใด ก็ยังทรงมีพระราชอารมณ์ขัน

"วันไหนพระองค์ท่านทรงงานหนัก ท่านก็จะตรัสเป็นภาษามลายูว่า วันนี้ซาเก๊ะกาปาลอจริงๆ แล้วก็ทรงชี้ไปที่พระเศียร หรือบางทีก็ปือนิงกาปาลอ แล้วก็ทรงลูบพระนาภี" ซึ่งสองคำนี้แปลว่า ปวดหัว ปวดท้อง

มีเหตุการณ์หนึ่งที่น่าประทับใจมาก และสะท้อนให้เห็นถึงว่าพระองค์ท่านทรงมองการณ์ไกลในการช่วยเหลือราษฎร มิได้ช่วยไปตามที่ใครต้องการ

"คราวหนึ่งเสด็จพระราชดำเนินมายังอำเภอเจาะไอร้อง ซึ่งเป็นอำเภอทุรกันดาร และล้าหลังมาก มีผู้นำท้องถิ่นมาเข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านก็ทรงทักทายไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ ชาวบ้านก็กล้านะกราบบังคมทูลว่า รายอกีตอ อยากจะขอไฟฟ้าได้ไหม?"

"พระองค์ท่านทรงได้ยิน ก็ประทับนั่งตรงเสียงเรียกนั้นเลย ตรัสกับชาวบ้านพร้อมกับอธิบายให้เข้าใจว่า "อันที่จริงที่มาวันนี้ ตั้งใจจะมาช่วยอยู่แล้ว เพราะได้ยินมาว่าที่นี่ลำบาก ที่นี่คนเขาทำนา เพาะปลูก ทำการเกษตรกรรมกัน ก็เลยอยากจะช่วยเรื่องน้ำก่อน จะได้ทำนาได้ทำการเกษตรหลายๆอย่างได้ ทุกคนจะได้มีรายได้ดี คราวหลังค่อยเอาไฟฟ้ามาให้เพราะถ้าหากไฟฟ้ามาก่อน เราก็มักจะไปเที่ยวหาซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น พัดลม วิทยุ โทรทัศน์ อะไรก็ไฟฟ้าหมด มันฟุ่มเฟือย ค่าใช้จ่ายสูง"

ชาวบ้านก็ฟังแบบไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ที่ประทับใจมาก คือในตอนหลังได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียนชาวบ้านที่อำเภอนี้อีกครั้งหนึ่ง พบเห็นว่าชาวบ้านอยู่ดีกินดีมีสุขขึ้น ผู้นำชุมชนก็บอกผมว่า

"ฝากสลามไปให้ในหลวงด้วยถ้าวันนั้นไฟฟ้ามาก่อนคงแย่แน่ๆ"

"แม้จะต้องตรัสกับชาวบ้านยากจนพื้นฐานการศึกษาน้อย แต่พระองค์ท่านก็ทรงอดทน ทรงสอนชาวบ้านเหมือนลูก เหมือนหลาน ไม่ถือพระองค์ และที่สำคัญพระองค์ท่านตรัสอย่างนุ่มนวล สุภาพมีอารมณ์ขันเจือด้วยเสมอ พวกชาวบ้านก็ว่าในหลวงใจดี บางครั้งพูดอะไรผิดไปนึกว่าจะโกรธก็ไม่โกรธ"

ติดตามถวายการรับใช้มานานกว่า 3 ทศวรรษ เขายอมรับทั้งกายใจว่า สิ่งที่ในหลวงทรงสอนนั้น พระองค์ได้ทรงกระทำเป็นแบบอย่างด้วย

"เป็นที่รู้กันว่าพระองค์ท่านทรงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายมาก อย่างฉลองพระบาท ฉลองพระองค์ ก็ใส่ชุดทรงงานอยู่ชุดเดียว ลุยไปทั่วร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำพังก็ซ่อมแซมเอา ไม่เปลี่ยนใหม่ คือใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด"

"ภาพที่ผมเห็นได้บ่อยๆ คือ ดินสออันหนึ่ง กล้องสะพายพระศออันหนึ่ง วิทยุสื่อสารอันหนึ่ง สมุดจด แผนที่ เท่านี้ก็ออกทรงงานได้แล้ว ในเรื่องการกินอื่นๆก็ทรงไม่มีพิธีรีตองอะไรมากมาย"

"แม้แต่จะสมถะในด้านหนึ่ง แต่อีกด้านหนึ่งก็ทรงทันสมัยอยู่เสมอ ทรงติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของโลกตลอดเวลาเพื่อนำมาปรับใช้ในการพัฒนาโครงการพระราชดำริ"

ในฐานะผู้ถวายการรับใช้เบื้องพระยุคลบาท ครอบครัวของล่ามส่วนพระองค์ท่านนี้ก็เป็นอีกสิ่งที่ในหลวงไม่ทรงละเลย

"พอวันว่างจากการทรงงาน ก็ทรงไต่ถามสารทุกข์สุกดิบอยู่เสมอ พระองค์ท่านรับสั่งว่า 'ให้ลูกเรียนหนังสือนะ ดูแลให้ดี ให้เรียนสูงๆ ค่าใช้จ่ายไม่ต้องห่วงนะไม่เป็นไร'

"ในสมัยนั้นคนรวยๆ เท่านั้นถึงจะส่งลูกเรียนหนังสือชั้นมหาวิทยาลัยได้ เราเองยังเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย ฐานะก็ไม่ค่อยสู้ดี เมื่อมีรับสั่งดังนั้น จึงทำให้เกิดความเชื่อมั่นทางด้านจิตใจ ปรากฏว่าลูกทั้งสามคนของผมได้รับพระราชทานทุนการศึกษาจนเรียนจบ มีการงานที่มั่นคงทำอยู่ทุกวันนี้"

"ครั้งหนึ่งผมพาครอบครัวเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ ตรัสกับลูกทั้งสามว่า 'ต้องทำงานให้ดีนะ ทำงานแทนพ่อนะให้ขยันเหมือนพ่อ' ได้ฟังเท่านั้นก็รู้สึกปลื้มใจ"

และเหตุการณ์สำคัญอันเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ยิ่งล้นในชีวิตของเขาก็เกิดขึ้น

"จำได้ว่าวันนั้นเป็นวันที่ 20 ธันวาคม 2545 ผมเกิดอาการเส้นเลือดในสมองแตก เป็นอัมพาต เคลื่อนไหวไม่ได้ก็ไปรักษาตัวอย่างเร่งด่วนที่โรงพยาบาลยะลา หมออยากจะให้ส่งไปรักษาที่กรุงเทพฯ แต่มันเสี่ยงเกินไป

"พระเจ้าอยู่หัวทรงทราบเรื่อง ได้พระราชทานนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองจากโรงพยาบาลจุฬาฯ คือ นายแพทย์สุรชัย เคารพธรรม เดินทางด่วนเป็นกรณีพิเศษจากกรุงเทพฯ มาตอนตีหนึ่ง โดยเครื่องบินพระราชทาน โดยการนำของ ฯพณฯ องคมนตรี พลากร สุวรรณรัตน์ มาลงที่สนามบินหาดใหญ่แล้วนั่ง ฮ.ต่อมาที่ค่ายสิรินธร นั่งรถยนต์ต่อมาที่นี่ ทำการผ่าตัดใช้เวลาราว 1 ชั่วโมง ผมจึงผ่านวิกฤติชีวิตมาได้จนพ้นขีดอันตราย"

"ในตอนนั้นรู้สึกเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ พระองค์ท่านพระราชทานชีวิตใหม่ให้จริงๆ ความเชื่อในเรื่องศาสนาอิสลามของผมถือว่า องค์พระอัลลอฮ์ดลบันดาลให้พระเจ้าอยู่หัวและพระราชินีมาเมตตาผม ผมและครอบครัวซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณมาก"

เขายังคงถวายการรับใช้ จวบจนนาทีสุดท้ายของการเกษียณอายุราชการเมื่อปี 2546

"วันนั้นสมเด็จพระนางเจ้าฯ เสด็จฯมาที่บ้านกาหลง นิคมศรีสาคร อำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส เราก็ได้กราบบังคมทูลกับพระองค์ท่านว่า เหลือเวลาอีกไม่ถึง 3 ชั่วโมง ข้าพระพุทธเจ้าก็จะเกษียณอายุราชการแล้ว พระองค์ท่านก็รับสั่งว่า 'ไม่เป็นไร แค่เกษียณอายุราชการเท่านั้นเอง แต่งานของฉัน ฉันไม่ให้เกษียณ' "

" 'คุณดิลกจะต้องทำงานช่วยฉันต่อไป และต้องทำงานหนักกว่าเดิมด้วย ฉันไม่ให้ว่างงานหรอก เธอไม่ต้องกลัวว่าเธอจะเฉา จงช่วยฉันต่อไปนะ' ผมก็กราบบังคมทูลตอบด้วยความปลาบปลื้มและเต็มใจอย่างยิ่งว่า 'นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมพระเจ้าค่ะ' "

30 ปี แห่งการทำงานรับใช้ใกล้ชิดไม่เฉพาะกับครูชาวมุสลิมท่านนี้เท่านั้นที่ในหลวงของเราทรงเอาชนะใจ หากแต่ยังรวมไปถึงพี่น้องชาวไทยมุสลิมทั้งมวล

"ชาวไทยมุสลิมเรียกในหลวงว่า รายอกีตอ เรียกสมเด็จพระราชินีว่า ประไหมสุหรีกีตอ ซึ่งแปลว่า ในหลวงของเรา และพระราชินีของเรา"

"การที่พวกเราเรียกเช่นนี้ ย่อมหมายถึงการได้รับความไว้วางใจ ความเคารพรัก เลื่อมใสศรัทธา และความจงรักภักดีเป็นที่ยิ่ง สิ่งเหล่านี้ซื้อไม่ได้ด้วยเงินตรา และสร้างขึ้นมาไม่ได้ด้วยวัตถุ"

"เดิมทีนั้นเมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จฯ มาใหม่ๆ พวกเราชาวบ้านจะเรียกว่า รอยอซีแย หมายถึง พระเจ้าแผ่นดินสยาม ซึ่งคล้ายๆกับเรียกชาวต่างประเทศที่ดูห่างเหิน"

แต่กาลเวลาที่ผ่านมา 60 ปี ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รักยิ่งของคนไทยทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นไทยพุทธหรือไทยมุสลิม ทุกคนจะมีคำกล่าวถึงพระองค์ที่เหมือนกัน โดยไม่แบ่งแยกว่า 

ในหลวงของเรา เรารักในหลวงของเรา 

กีตอกาเซะ รายอกีตอ


ขอขอบคุณ เรื่อง และภาพจากนิตยสาร ฅ.คน ปีที่ 2 ฉบับที่ 14 เดือนธันวาคม 2549 

- ONLINE TVBURABHA - 



โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

เจ้าตัวโตผู้เกิดมาเป็นคุณหลวง

ครั้งหนึ่งในชีวิตของ พนม ช่อจันทร์