หัวใจของพ่อ



1.พ่อผมเป็นครู มีลูก5คน ตอนเด็กๆผมเป็นลูกที่กลัวพ่อมาก เพราะพ่อขึ้นชื่อในเรื่องความดุ พ่อเป็นครูก็ดุ เลี้ยงลูกก็ดุ โดยเฉพาะกับผม เหมือนพ่อจะดุเป็นพิเศษ ตอนนั้นผมคิดว่าเป็นเพราะว่าผมเรียนหนังสือไม่เก่งเหมือนพี่น้องคนอื่นๆ 
พ่อไม่ค่อยพูดจาเล่นหัวกับลูก กลับมาบ้านก็ทำแต่งาน ไปสวนไปไร่ ไม่เอาเพื่อนไม่เอาฝูง ระหว่างผมกับพ่อเหมือนมีช่องว่างที่ข้ามหากันไม่ได้ เป็นเวลาหลายปี ที่ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าพ่อรักผมหรือไม่ แต่ผมไม่เคยขาดความเคารพนับถือในตัวพ่อเลย 

ผมรู้ว่าที่พ่อจะทำแต่งาน เพราะบ้านเรายากจน พ่อทำเพื่ออนาคตของลูก5คน ที่พ่อดุก็เพราะลูก5คน แต่ละคนก็มีปัญหาคนละหลายอย่าง ทะเลาะกันไม่เว้นแต่ละวัน ที่พ่อกระเหม็ดกระแหม่ ไม่ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เล่นการพนัน เข้าโรงหนัง ฟังดนตรี หาความบันเทิง หรือทำเพื่อความสุขของตัวเองเหมือนที่คนอื่นเขาทำกัน ก็เพราะพ่อเก็บเงินไว้ให้ลูกเรียนให้ครอบครัวไม่เดือดร้อน

นั่นเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมเข้าใจพ่อ รักพ่อ ภูมิใจที่ได้เกิดเป็นลูกพ่อ ถึงแม้พ่อจะมีข้อบกพร่องมากมาย แต่หัวใจของพ่อไม่บกพร่อง 

ความเคารพนับถือที่เรามีให้กับใครสักคนหนึ่ง ไม่ใช่เพราะเขาไม่มีข้อบกพร่อง แต่ภายใต้ความบกพร่องและจำกัดนั้น เราเห็นความพยายามอันมาจากหัวใจที่แท้ ที่ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อให้สิ่งที่เขาต้องรับผิดชอบไม่บกพร่อง...เพื่อเรา



2.นี่เป็นพื้นฐานที่ทำให้ผมเข้าใจพ่ออีกคนหนึ่งของผม ซึ่งมีลูก 60 ล้านคน ผมไม่ได้รักเข้าใจท่านท่านเหมือนที่รักพ่อ แต่เป็นความเทิดทูนบูชาอย่างสยบยอม 

เพราะท่านดูแลลูก60ล้านคนอย่างไม่แบกแยก ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ทั้งๆที่ลูกของท่านนั่นแหละที่ทำบ้านให้แตกแยกและตกต่ำ ทั้งทะเลาะเบาะแว้ง แก่งแย่ง ชิงดี ไม่สามัคคีและไม่ปรารถนาดีต่อกัน แถมไม่น้อยที่ยังหน้าไหว้หลังหลอก สร้างปัญหาให้บ้าน และสร้างปัญหาให้ตัวท่าน มากมาย

การที่เราจะเทิดทูน บูชาใครสักคนหนึ่งนั้น มันคือความสยบยอมอย่างหมดจด ปราศจากข้อกังขา ความสยบยอม แบบหมดจด ไม่ได้มาจากการที่เราถูกทำให้เกรงกลัวด้วยอำนาจ ถูกกดทับด้วยความสูงส่ง แต่มาจากความสยบยอมเพราะเรามองเห็น รู้จักชีวิตของคนๆหนึ่งแล้วเรารู้สึกว่า ทำไมคนๆนั้นถึงประเสริฐได้ถึงเพียงนั้น เป็นความรู้สึกที่เมื่อมองย้อนกลับเข้ามาในตัวเองแล้วทำให้เรามองเห็นความต้อยต่ำ หยาบช้า ละอายในความเป็นมนุษย์ของตนเอง แล้วเกิดสำนึกและแรงบันดาลใจ อยากจะพัฒนาไปสู่ความดีงามตามบุคคลนั้น

พลังที่บันดาลใจเรานั้น คือพลังแห่งความเมตตา พลังแห่งปัญญา พลังแห่งความวิริยะอุตสาหะ และพลังแห่งบารมี ซึ่งผู้ที่จะก้าวไปถึงสถานะนั้นได้ นอกจากจะเป็นผู้ที่เป็นแบบอย่างให้กับเราทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมแล้ว บุคคลนั้นต้องไม่ใช่ผู้ที่มีชีวิตเพื่อตั้งหน้าตั้งตาแสวงประโยชน์สุขใส่ตน เพื่อให้เหนือกว่าผู้อื่น แต่เป็นผู้ที่เหนือกว่าผู้อื่นอยู่แล้ว แต่กลับสละประโยชน์สุขส่วนตน เพื่อแบกรับและโอบอุ้มความทุกข์ของผู้อื่นมาเป็นภาระ

3.กระแสโลกที่เป็นกระแสหลัก คือกระแสที่ขับเคลื่อนด้วยตัณหา ซึ่งทำให้สังคมเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง โกลาหล ปั่นป่วน ไร้ความสงบสันติสุข ไม่ต่างจากพายุที่ทำให้เรือสำเภาของพระมหาชนกล่มในมหาสมุทร แต่ที่เรือล่มไม่ใช่ลำพังคลื่นลม แต่ยังมีทั้งสัตว์ร้ายทั้งภายนอกและภายในตน นั่นก็คือความเห็นแก่ตัว กลัวตาย ความเบียดเบียนกันอย่างไร้สติและคุณธรรมของผู้คน เรียกได้ว่ายิ่งหลงไปในกระแสนี้ชีวิตยิ่งห่างเป้าหมายที่แท้จริงไปทุกที 

เพราะโลกที่ตามกระแสกิเลส เป็นโลกที่นอกจากนำไปสู่ทุกข์แล้วยังจะนำไปสู่ความล่มสลาย พระองค์ท่านจึงบอกให้กลับมาสู่ปัญญาและการพิจรณาภายในตัวเรา ในความมืดบอด และระส่ำระสาย พระองค์ท่านประทานคบเพลิงแห่งปัญญาที่ชื่อ ความพอเพียง มาเป็นแสงสว่างให้กับทุกคน

ความพอเพียงไม่ใช่ลำพังการกลับไปทำการเกษตรพึ่งตนเอง แต่เป็นหลักการจัดความสัมพันธ์ระหว่างจิตใจกับวัตถุ ระหว่างกิเลสตัณหากับความเป็นจริงของโลกและชีวิต ให้พอดีตามสถานะ

ความพอเพียงไม่ใช่การไม่อยากได้ ไม่แสวงหาอะไร การอยากได้สิ่งที่ดีกว่าเก่าไม่ได้หมายถึงไม่พอเพียง แต่ต้องมีปัญญารู้ว่าแค่ไหนที่พอเหมาะกับสถานะเรา และระหว่างยังไม่ได้เราไม่ทุรนทุราย สามารถพอใจกับสิ่งเก่า ไม่ทุกข์กับการไม่ได้หรืออยากได้จนทำผิดศีลธรรม

ในการทำความพอเพียงให้เกิด ต้องใช้ความรู้คู่คุณธรรม แนวทางที่ท่านสอน สิ่งที่ท่านทำ เป็นหลักเดียวกันกับหลักธรรมวินัยของพระบรมศาสดา แต่ผ่านการใช้ปัญญาย่อย่อย ให้สอดคล้องกับปุถุชนที่ยังมีกิเลสตัณหาและต้องประกอบสัมมาชีพ

ในเรื่องความรู้ ท่านให้ความรู้ หรือศาสตร์มากมาย ที่เรียกว่าศาสตร์พระราชา ซึ่งมีทั้งศาสตร์หลักแห่งการประกอบสัมมาชีพเยี่ยงปุถุชน ที่ไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนผู้อื่นและไม่เบียดเบียนธรรมชาติสิ่งแวดล้อม รวมทั้งศาสตร์ย่อยในการฟื้นคืนความล่มสลายของผืนแผ่นดินมาให้ เพื่อสันติสุขอย่างแท้จริงทั้งภายในตนและภายนอกในการอยู่ร่วมกัน



4.ผมทำสวนเล็กๆเดิมชื่อสวน "ริมแม่น้ำแห่งการเริ่มต้น" เพราะอยู่ริมแม่น้ำเพชรบุรี ซึ่งเป็นแม่น้ำที่ผมเริ่มทำให้รายการคนค้นฅนเป็นที่รู้จักด้วยชีวิตของชายชราที่อยู่ในแม่น้ำสายนี้ ปู่เย็น 
 
วันที่13ตุลาคม ปีที่แล้ว ผมกราบพระองค์ท่าน ขอเปลี่ยนชื่อสวนที่ผมทำความเพียรดั่งพระมหาชนก เป็น "ริมแม่น้ำตามรอยพ่อ"  พร้อมกับตั้งจิตอธิษฐาน จะใช้ชีวิตที่เหลือจากนี้ เพื่อทำหน้าที่ทั้งต่อตนและต่อผู้อื่นตามที่ท่านสอน ผมคิดว่าใครก็ตามที่พูดว่าเทิดทูนพระองค์ท่าน ต้องไม่ใช่แค่เสียใจแล้วหลังจากนั้นก็กลับไปใช้ชีวิตตรงข้ามกับที่ท่านสอน ท่านปฏิบัติ แต่ต้องแสดงความกตัญญูและจงรักภักดีต่อพระองค์ท่านด้วยการสืบสานพระราชปณิธาณ นั่นคือการดำเนินชีวิตบนครรลองธรรม ทำเพื่อเกื้อกูลผู้อื่นให้พ้นทุกข์ และรักษาความยั่งยืนของโลกใบนี้

5.พระองค์ท่านจากเราไปแล้ว แต่หากเราไม่จากพระองค์ท่านไปไหน หัวใจของพระองค์ท่านจะอยู่กับเรา 

6.นี่คือสิ่งที่ผมพยายามจะพูด ในการบันทึกเทป(รายการโทรทัศน์)วันนี้ แต่ด้วยความอ่อนด้อยของสติปัญญา ผมทำได้ไม่ดีนัก จึงอยากบันทึกไว้ที่นี่อีกชั้นหนึ่ง


โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เจ้าตัวโตผู้เกิดมาเป็นคุณหลวง

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

เมื่อพระสหายแห่งสายบุรี คิดถึงในหลวง