น้ำนม น้ำตา และเรื่องราวของนายใช้

หนองโพ เป็นชื่อตำบลตำบลหนึ่งในอำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ใครๆ คงทราบดีว่า ชื่อตำบลนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วก็เพราะกลายมาเป็นยี่ห้อนมโคสดบรรจุกล่อง

หากแต่เบื้องหลังของชื่อตำบลที่รู้จักกันไปทั่วนั้นมีรายละเอียดที่ลึกซึ้งของคนทั้งตำบล ที่มีอันต้องน้ำตาเอ่อคลอทุกครั้งเมื่อนึกถึง 






ที่พวกเราอยู่ดีกินดีอยู่ทุกวันนี้ได้ก็เพราะในหลวง ไม่ใช่แค่ฉันหรอกที่คิดอย่างนี้ แต่คนหนองโพที่เลี้ยงโคนมคิดอย่างนี้ทั้งตำบล

เพ็ญแข จันทร์ภิวัฒน์ อดีตประธานคณะกรรมการสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) หรือเจ๊เพ็ญ ลูกนายใช้ บอกเช่นนี้

(เพ็ญแข จันทร์ภิวัฒน์ ลูกสาวนายใช้)

ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 40 ปีก่อน ใช้ จันทร์ภิวัฒน์ ชาวบ้านตำบลหนองโพ ปวดท้องด้วยโรคกระเพาะ ครั้นถูกพาไปหาหมอในตัวจังหวัด ก็ได้รับคำแนะนำจากนายแพทย์เพียงสั้นๆ ว่า ให้ดื่มนมมากๆ 

ในยุคที่คนไทยไม่ได้ดื่มนม การที่คนอยู่บ้านนอกจะได้ดื่มนมมากๆ มีทางเดียวก็คือ ต้องเลี้ยงเอง เขาจึงไปซื้อแพะมาเลี้ยงเพื่อรีดนมไว้ดื่มเอง ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นโคนม เพราะไม่เพียงมีเพื่อนชาวมุสลิมมาชักชวนและให้คำแนะนำ หากแต่กระแสเลี้ยงโคนมในห้วงนั้นขยายตัวอย่างกว้างขวางเพราะในหลวงทรงส่งเสริม

แรกเริ่มเดิมที ทั้งนายใช้และเกษตรกรตำบลหนองโพต้องการน้ำนมเพื่อบริโภคกันเอง และขายบ้างเล็กๆ น้อย แต่พอกระแสเลี้ยงวัว ดื่มนมขยายตัวออกไปมากในเขตจังหวัดราชบุรี นครปฐม มีคนเลี้ยงหลายพันเจ้า ปัญหาก็คือ มีน้ำนมดิบมาก แต่ไม่รู้จะเอาไปขายใคร เพราะนมดิบเก็บยาก เสียเร็ว เทคโนโลยีในการเก็บรักษา และแปรรูปของชาวบ้านยังไม่ดีพอ

ตอนนั้นมีนมเหลือเยอะจริงๆ เยอะจนพ่อเขาต้องเอาให้หมูกิน แต่มันก็ยังเหลืออยู่ดี พ่อเขาก็ไม่รู้จะแก้ปัญหาได้ยังไง แต่ก็พอรู้ว่าในหลวงทรงสนับสนุนให้คนดื่มนม ก็เลยรวมตัวกับเพื่อนๆ ทำเรื่องทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาต่อในหลวงที่สวนจิตรฯ


เรื่องราวทั้งหมดนี้มาจากความทรงจำของลูกสาวนายใช้ ที่ยังคงยึดอาชีพที่เริ่มต้นด้วยการเป็นยาแก้ปวดท้องของพ่อจนกลายมาเป็นลมหายใจของท้องถิ่น 

ชาวบ้านหนองโพเป็นส่วนหนึ่งในวงจรนมที่ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวางในเมืองไทยในเวลาต่อมา เมื่อพระเจ้าอยู่หัวทรงหาทางช่วยเหลือด้วยการรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรทั้งหมด เพื่อป้อนโรงงานแปรรูปที่ทรงจัดตั้งขึ้นที่สวนจิตรลดา

ชาวบ้านรวมกลุ่มกันเพื่อรวบรวมผลผลิต เกิดเป็นศูนย์รวมนมหนองโพขึ้น ก่อนที่จะเข้าชื่อกันจดทะเบียนเป็นสหกรณ์ในชื่อ สหกรณ์โคนมราชบุรี จำกัด เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2514

ในปีต่อมาก็ทรงริเริ่มจัดตั้งเป็นบริษัทใช้ชื่อว่า บริษัท ผลิตภัณฑ์นมหนองโพ จำกัด ซึ่งพระองค์ท่านทรงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ และพระราชทานเงื่อนไขให้บริษัทนำกำไรส่วนหนึ่งเข้ากองทุนสะสม เพื่อเป็นประโยชน์กับลูกหลานของกลุ่มผู้เลี้ยงโคนม และสมาชิกสหกรณ์ ซึ่งเป็นผู้ส่งน้ำนมดิบให้แก่โรงงานที่ตั้งขึ้นในพื้นที่

ในหลวงทรงมีสายพระเนตรกว้างไกลแล้วก็ทำเพื่อชาวหนองโพจริงๆ พระองค์ท่านทรงบุกเบิกการทำงานของท่านแต่แรก หลังจากนั้นพอเห็นว่างานของสหกรณ์ไปได้ สมาชิกมีความรู้ความเข้าใจในระบบ พระองค์ท่านก็โอนกิจการทั้งหมดให้เป็นของสหกรณ์ พูดกันง่ายๆ ก็คือ ทรงยกกิจการให้กับเกษตรกร ให้กับชาวบ้านอย่างเรา เป็นเจ้าของและมีหนทางทำมาหากิน

แล้วที่สำคัญท่านยังทรงรับไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งนั่นหมายความว่าจะไม่มีบริษัทเอกชนเข้ามาทำอะไรเรา การที่บริษัทเอกชนไม่เข้ามา ทำให้เจ้าของจะไม่มีวันเป็นของนายทุนหรือคนใดคนหนึ่ง แต่จะเป็นของสมาชิกทุกคนร่วมกัน

ปัจจุบันยอดของสมาชิกสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) มีจำนวนมากถึง 4,000 กว่าคน ต่างจากเดิมที่เริ่มต้นมีเพียง 185 คน 

เราอยู่กันได้ทั้งสหกรณ์และเกษตรกร เพราะพอเลี้ยงวัวสมาชิกก็จะเอานมมาส่ง เพื่อให้สหกรณ์ทำการแปรรูปแล้วก็ส่งจำหน่าย พอสิ้นปีเมื่อสหกรณ์มีกำไรนอกเหนือจากเงินค่านมที่ได้อยู่แล้ว ทางสหกรณ์ก็จะมีเงินปันผล เงินค่าหุ้น เงินเฉลี่ยคืน ตามธุรกิจที่ทำกับสหกรณ์

พูดได้เต็มปากเลยว่า ชาวบ้านที่นี่อยู่ดีกินดี ลืมตาอ้าปากกันขึ้นมาได้ก็เพราะพระองค์ท่าน เพราะถ้าไม่มีพระองค์ท่าน ก็ไม่มีหนองโพ แล้วถ้าไม่มีหนองโพ เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าชีวิตจะเป็นยังไง เราคงไม่ได้เลี้ยงวัว คงได้แต่ทำนากินอย่างเดียว แล้วนาแถวนี้พื้นที่มันมีน้อย สรุปง่ายๆ ว่าเราคงไม่ได้อยู่ดีกินดีแบบนี้ แล้วก็อาจจะไม่มีแม้กระทั่งบ้านสักหลังเป็นของตัวเอง

ทุกคนที่นี่ถึงได้มีความคิดและภาคภูมิใจอยู่เสมอว่า งานที่ทำอยู่ทุกวันนี้คืออาชีพพระราชทาน

ลูกสาวนายใช้ในวัย 62 ปี เคยเป็นประธานคณะกรรมการสหกรณ์ บอกอย่างมั่นใจ


ชุมชนหนองโพมีความมั่นคง ยั่งยืน สหกรณ์โคนมดำเนินไปได้ด้วยดี แต่ก็ไม่ถึงขนาดทำให้ใครร่ำรวยเป็นเศรษฐี มีคฤหาสน์หลังโต แต่งตัวโก้หรู ใช้ของแบรนด์เนม ทุกคนแค่มีฐานะพออยู่พอกิน มีความสุขสบายไปตามกำลังไม่เร่งรีบ ไม่โลภ ไม่มีหนี้สิน และมีเงินออม 

นโยบายสำคัญนอกจากการเป็นอยู่อย่างพอเพียง ในหลวงยังทรงมีรับสั่งให้กิจการฟาร์มโคนมหนองโพ เน้นงานที่ใช้แรงคนเป็นหลัก ใช้เครื่องกลให้น้อย กุศโลบายของพระองค์ท่านมิได้เป็นการลดต้นทุน ขณะเดียวกันก็ทำให้กระบวนการผลิตต้องใช้เวลามากขึ้น ทว่าสิ่งที่ได้กลับมาก็คือ การที่ลูกหลานชาวหนองโพทุกชีวิตได้มีหน้าที่การงานทำอย่างครบถ้วน 


ถ้าเทียบกับบริษัทอื่น เขาจะใช้เครื่องจักรทำงานเพื่อลดต้นทุน อย่างการบรรจุหีบห่อ ที่อื่นจะมีเครื่องแพ็กให้เสร็จในตัว แต่ของเราใช้คนทำล้วนๆ

ตรงนี้เป็นวัตถุประสงค์ของพระองค์ท่านด้วยที่ไม่ให้ใช้เครื่องจักรทั้งหมด เพื่อที่ว่าลูกหลานของสมาชิกจะได้มีงานทำ ไม่ตกงาน ถามว่าถ้าเราใช้เครื่องจักรมันได้อะไรไหม มันก็ได้ตรงที่เราลดต้นทุน ก็ทำให้มีกำไรมากขึ้น แต่พระองค์ท่านไม่ได้ต้องการอย่างนั้น ต้องการแค่ว่าให้ทุกคนมีงานทำ สร้างรายได้ให้กับครอบครัว

พระองค์ท่านยอมที่จะลงทุนให้คนมากกว่าการไปลงทุนให้เครื่องจักร

ในห้วงเวลาที่เริ่มต้น ในหลวงจะเสด็จพระราชดำเนินมายังเยี่ยมชมกิจการอยู่บ่อยครั้ง เพื่อติดตามการทำงานอย่างใกล้ชิด ซึ่งแทบทุกครั้งที่ในหลวงเสด็จฯ ยุทธ วัฒนกุล อดีตประธานคณะกรรมการอีกผู้หนึ่งที่คอยตามเสด็จ และรับสนองพระราชกระแส

(ยุทธ วัฒนกุล อดีตประธานคณะกรรมการสหกรณ์โคนมหนองโพฯ บอกเล่าถึงความประทับใจในชีวิต ส่วนด้านหลังคือ ฟ้า และ ใส โคสองตัวที่เขาต้องการถวายให้กับในหลวง)

ใจความที่ท่านมักตรัสเน้นย้ำกับชาวหนองโพอยู่เสมอทุกครั้ง ก็คือตราบใดที่องค์กรเราไม่ได้เป็นผู้ผลิต เราก็จะไม่มีวันเติบโต ท่านจะเน้นอยู่อย่างนี้เสมอ เหมือนเป็นการบอกให้เราเห็นถึงความสำคัญของการทำงาน

ชายวัย 67 ปี เป็นอดีตประธานกรรมการสหกรณ์เช่นเดียวกับเพ็ญแข ผิดแต่เพียงว่าเขาดำรงตำแหน่งมาก่อน และรับผิดชอบงานนี้มานานถึง 15 ปี  

สหกรณ์โคนมหนองโพ ราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ไม่เพียงทำธุรกิจเกี่ยวกับนม แต่ในหลวงยังทรงแนะให้ขยายธุรกิจไปยังผลผลิตการเกษตรอื่นๆ โดยไม่เน้นเรื่องการทำผลกำไร แต่ทรงเน้นย้ำในนิยามที่ว่า ขาดทุนคือกำไร

พระองค์ท่านตรัสว่า ขาดทุนคือกำไร ผมฟังตอนแรกก็งงอยู่ แต่พอตีความได้ถึงได้รู้ว่า หมายถึงการทำธุรกิจอื่นๆ เช่น โรงสีข้าว หรือปั๊มน้ำมัน ยกตัวอย่างโรงสีข้าว เราจะรับซื้อข้าวจากพี่น้องเกษตรกรชาวไร่ชาวนาในราคาที่สูงกว่าพ่อค้าคนกลาง

อย่างสมมติข้าวหอมมะลิ เขาซื้อขายกันเกวียนละ 6,000 บาท แต่ถ้ามาขายให้โรงสีเราจะได้เกวียนละ 8,000 บาท เราก็ขาดทุนเนื่องจากรับซื้อมาแพง แต่ทั้งๆ ที่รู้ว่าขาดทุนเราก็ต้องทำ เพราะสิ่งที่กำไรคือเราได้ช่วยเหลือ ได้พยุงราคาข้าวให้กับพี่น้องเกษตรกร ชาวไร่ชาวนา พอเขารู้ว่าเราให้ราคาดีกว่า เขาก็จะมาขายกับเรา พ่อค้าคนกลางก็อยู่ไม่ได้ต้องปรับราคาเพิ่มขึ้นมาให้เท่ากัน 

อีกอย่างเราก็ไม่ได้ขาดทุนไปหมดเสียจนอยู่ไม่ได้ เพราะเรายังมีกำไรจากนมมาช่วย เราก็อยู่ได้ พี่น้องเกษตรกรก็อยู่ได้เนื่องจากขายข้าวได้ในราคาที่ดีขึ้น

นี่แหละ ขาดทุนคือกำไร ดังที่พระองค์ท่านว่า

ภาพความทรงจำต่างๆ มากมายในชีวิตของเขาที่เชื่อมสัมพันธ์กับหนองโพล้วนคือความปีติ แต่สำหรับลุงยุทธแล้ว ความทรงจำอันแสนวิเศษเกิดขึ้นเมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเยือนเขาพระเอก อำเภอโพธาราม 

ผมทราบข่าวจากลูกชายว่าในหลวงจะเสด็จฯ ส่วนพระองค์มาดูหญ้าแฝกที่เขาพระเอก ถึงแม้จะเคยรับเสด็จใกล้ชิดก็ยังอยากเห็นพระองค์ท่าน ก็เลยพาคนในสหกรณ์อีกสามสี่คนไปด้วยกัน

พอไปถึงปรากฏว่าท่านเสด็จฯ มาทางเฮลิคอปเตอร์ พอ ฮ. ลงฝุ่นมันก็เยอะ ฟุ้งไปทั่ว พวกเราก็เลยวิ่งหนีไปหลบฝุ่นอยู่ในบ่อน้ำแห้ง พอฝุ่นจางถึงได้โผล่หน้าขึ้นมา ก็ได้เห็นพระองค์ท่านเสด็จฯ ลงจาก ฮ. แล้วทรงชี้มาทางพวกเรา ผมก็ตกใจ หันซ้ายหันขวาก็ไม่มีใครนอกจากพวกกันเอง ระยะห่างน่าจะสักประมาณ 100 เมตร ครู่ใหญ่ๆ ก็ทรงพระดำเนินมาถึง ตรัสว่า มาได้ยังไงกัน ผมนี่น้ำตาคลอเลย ปลื้มใจมาก ไม่คิดเลยว่าพระองค์ท่านทรงจำได้ กราบบังคมทูลฯ ไปตามจริงว่า ทราบข่าวจากลูกชายเลยอยากมาเห็นพระองค์อีก

มีรับสั่งว่า ผ่านมาเห็นหนองโพใหญ่โตไปมาก มีโครงการจะทำอะไรอีก ได้ยินพระองค์ท่านรับสั่งอย่างนี้ ผมดีใจมากๆ ทั้งซาบซึ้ง ทั้งตื้นตัน บอกไม่ถูก พระองค์ท่านทรงไม่เคยลืมหนองโพ แล้วยังใส่ใจมองเห็นสิ่งที่พวกเราทำ และทุกครั้งที่เสด็จฯ มา ทรงใช้เวลานาน ใส่พระราชหฤทัยกับความเป็นไปของหนองโพอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ไม่แปลกหรอกที่ชาวหนองโพจะทั้งรักและเทิดทูนในหลวง แต่ที่ยิ่งไปกว่านั้น กล่าวกันว่าชาวหนองโพไม่ว่าจะเป็นคนเฒ่าคนแก่หรือต่อให้เป็นชายอกสามศอก ทุกคนพร้อมที่จะหลั่งน้ำตาเหมือนเด็กๆ โดยไม่อายถ้ามีเหตุที่โยงไปถึงในหลวง


ไม่ใช่แค่คนแก่อย่างผมหรอก ถ้าเป็นเรื่องในหลวง ไปถามใครก็ได้ในหนองโพ รับรองว่ามันก็ต้องร้องไห้เหมือนอย่างที่ผมร้องเหมือนกันหมด..ชายชราวัยหกสิบเจ็ดปาดน้ำตา

...ให้เป็นพวกหนุ่มๆ ตัวใหญ่ๆ ด้วย ผมว่าเผลอๆ มันจะร้องก่อนผมเสียอีก 

...คนที่นี่พูดถึงในหลวงไม่ได้...
แกทอดระยะเพื่อกลั้นกลืนก้อนสะอื้นอันตื้นตัน 

เรื่อง และภาพจาก นิตยสาร ฅ.คน ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (26) ธันวาคม 2550


- ONLINE TVBURABHA -
 


โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เจ้าตัวโตผู้เกิดมาเป็นคุณหลวง

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

เมื่อพระสหายแห่งสายบุรี คิดถึงในหลวง