ศรไกร แน่นศรีนิล ร้าน ก.เปรมศิลป์ ขอให้ได้รับใช้เบื้องพระบาทเช่นนี้ตลอดไป

"วันนั้นผมเองกำลังนั่งซ่อมรองเท้า เวลาประมาณเที่ยงได้ ก็มีผู้ชายแต่งเครื่องแบบข้าราชการเดินเข้ามาในร้าน หอบถุงเข้ามาด้วย ผมรู้ว่าคงเป็นรองเท้า ยังไม่ทันจะถามอะไร เขาก็วางถุงลงแล้วก็ยกมือขึ้นพนม ตอนนั้นผมตกใจมากเลย ถามเขาว่า คุณเอาอะไรมาให้ผมซ่อมเนี่ย เขาบอกว่า ฉลองพระบาทของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พอได้ฟังขนลุกเลยนะตอนนั้น ไม้กล้าเปิดดู กลัวขึ้นมาเฉยๆเลย"


ศรไกร แน่นศรีนิล แห่งร้านรองเท้า ก.เปรมศิลป์ เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2545 

อดีตลูกจ้างร้านซ่อมรองเท้า บ้านเกิดอยู่โคราช เก็บหอมรอมริบจนพอมีเงินเช่าห้องเปิดร้านซ่อมและตัดรองเท้าเป็นของตัวเองที่แยกพิชัย ถนนนครไชยศรี ทำงานซ่อมรองเท้าตั้งแต่ต้นยี่สิบจนจะย่างหกสิบแล้วในวันนี้ ไม่เคยคิดฝันว่าจะได้มีบุญทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทอย่างแท้จริง

"เราก็ให้เขาเปิดถุงให้ดู สิ่งที่เห็นก็คือ ฉลองพระบาทสีดำที่เก่ามาก แทบจะไม่เห็นสภาพเดิม พื้นก็สึกหมดแล้ว หนังสีดำด้านข้างก็ลอก ส่วนด้านในที่เป็นหนังสีขาวไม่ต้องพูดถึง ลอกออกเกือบหมด เป็นรองเท้าที่เก่ามาก แต่จะซ่อมได้ไม่ได้ไม่รู้แล้ว ตอนนั้นผมบอกไปก่อนเลยว่า รับซ่อม แต่ก็บอกกับเขาว่า ขอเวลาหน่อย ขออนุญาตเก็บไว้ซ่อมนานๆ อยากที่จะซ่อมให้ดีที่สุด"

สิ่งสำคัญอีกประการที่เขาขอเวลาซ่อมนาน ช่างรองเท้าบอกว่า อยากจะเก็บไว้กับตัวให้นานๆ เพราะเป็นสิริมงคล 

ศรไกรใช้เวลาร่วมหนึ่งเดือนในการซ่อมฉลองพระบาทคู่นั้น 

"จัดการซ่อมใหม่หมดทั้งคู่เลย ทั้งพื้นรอง หนังด้านใน ส้นรองเท้า พอเสร็จเรียบร้อยก็แจ้งให้เขามารับไป"

ไม่เพียงซ่อมแซมรองเท้า เขายังใช้โอกาสนี้ตัดฉลองพระบาทคู่ใหม่ถวายในหลวง

"ฉลองพระบาทของพระองค์เป็นเบอร์ 9 เราจัดการวัดขนาดแล้วก็ตัดถวายพระองค์ท่านไปในคราวนั้น"
ว่าไปแล้วร้านรองเท้า ก.เปรมศิลป์ของเขาค่อนข้างจะเป็นที่รู้จักในหมู่ข้าราชการ เพราะช่างไกรเป็นคนโอภาปราศรัย และซ่อมได้ประณีต แต่การได้ซ่อมฉลองพระบาทเป็นสิ่งที่เขาไม่กล้าแม่แต่จะคิดฝัน และคิดว่าฉลองพระบาทในหลวงต้องเป็นรองเท้าจากต่างประเทศราคาแพงมากๆ ไม่มีวันที่ช่างธรรมดาอย่างเขาจะได้แตะต้อง แต่ความจริงแล้วเขาพบว่า

"ฉลองพระบาทของพระองค์ท่านคู่นั้น บอกได้เลยว่าเป็นรองเท้าที่ผลิตในประเทศไทย เขาเป็นช่างรองเท้า ดูก็รู้ว่าคู่หนึ่งราคาไม่เกิน 5,000 บาท ผมเห็นแล้วแทบไม่เชื่อ งงมาก ผมคิดว่า คนส่วนใหญ่ก็คงคิดเหมือนผมว่าฉลองพระบาทของพระองค์ท่านน่าจะมาจากต่างประเทศ คู่ละเป็นหมื่นๆ บาท แต่นี่ไม่ใช่เลย ทำในประเทศไทย

สิ่งแรกที่เขาทำทันทีที่มหาดเล็กผู้นำฉลองพระบาทมาให้ซ่อมคล้อยหลังก็คือ ให้เด็กในร้านออกไปซื้อพานรอง เพื่อนำมาใช้วางฉลองพระบาท แล้วนำไปวางบนหิ้งสูง

"เราเห็นว่าเป็นของสูงก็วางไว้บนชั้นใครเข้ามาก็เห็น จนลูกค้าหลายรายที่ไม่รู้ความจริงสงสัย ถามว่าทำไมทำอะไรแปลกๆเราก็ไม่กล้าบอก ไม่กล้าพูด กลัวเขาจะหาว่าเราโอ้อวด เมื่อมีคนมาถามมากเข้า ในที่สุดก็ต้องบอกไปว่าเป็นฉลองพระบาทของในหลวง เท่านั้นแหละครับคนก็แห่กันมาดู  บางคนเข้ามาถึงขออนุญาตนำมาทูนไว้บนศีรษะเลย"

เศษหนังจากฉลองพระบาทที่ซ่อมแซมเสร็จแล้ว เขาก็เอ่ยปากขอจากมหาดเล็ก เพื่อเก็บไว้เป็นสิริมงคล

"คราวนี้ผมรวบรวมใส่กรอบไว้ แต่คนที่เขาทราบเรื่องก็พามาขอเอาไปบางคนถึงขนาดนำเศษหนังไปเลี่ยมใส่กรอบก็มี ส่วนที่ยังอยู่กับผมก็คือพื้นด้านใน กันส้นฉลองพระบาท"

เขายังเล่าอีกว่า ได้สอบถามจากมหาดเล็กผู้นั้นว่าเหตุใดจึงนำฉลองพระบาทมาที่ร้านเขา "เขาบอกว่า ไม่รู้จะเอาไปซ่อมที่ไหน เห็นมีคนพูดกันว่าที่นี่ซ่อมดี เป็นร้านซ่อมรองเท้าข้าราชการเลยเอามาให้ซ่อมดู"

ช่างศรไกรไม่ได้บรรยายสรรพคุณของตัวเอง หากแต่บอกว่า รองเท้าทุกคู่ที่เขาซ่อมแซม จะทำอย่างสุดความสามารถทำให้ดีที่สุด

จากหนุ่มวัยยี่สิบที่ทำงานเป็นลูกจ้างในร้านตัดรองเท้าหนังชื่อดังในอดีตชื่อทรงวิจิตร ร้านของเขาจึงเป็นร้านรองเท้าหนังขวัญใจข้าราชการที่เหลืออยู่ไม่มากแล้วในยุคปัจจุบันนี้

สำหรับสาเหตุที่ทำให้ร้านนี้มีชื่อเสียงในหมู่ข้าราชการ ก็เป็นเพราะความเป็นกันเองของเขา เถ้าแก่ที่ไต่เต้าขึ้นมาจากลูกจ้าง และสนนราคาที่ไม่แพง

"ลูกค้าอาจแนะนำกันไปแบบปากต่อปาก ข้าราชการที่ทำงานในวังบางท่านก็เอารองเท้ามาซ่อมกับผมเหมือนกัน"

สำหรับฉลองพระบาทคู่แรกที่ได้มีโอกาสซ่อมแซมนั้น เขาบอกว่าไม่ได้คิดค่าซ่อม แต่เป็นการทำถวายด้วยความเต็มใจ

"เพียงแค่ได้มีโอกาสซ่อมฉลองพระบาทก็ภูมิใจจนพูดไม่ออกแล้ว ต่อให้ผมต้องทำรองเท้าถวายท่านไปตลอดชีวิตผมก็ยอม ขอเพียงชีวิตนี้มีโอกาสรับใช้ท่าน ก็เป็นบุญกับชีวิตมากแล้ว มันเหมือนกับเราได้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทของท่านจริงๆ"

ความปลื้มปิติของเขามิได้มาจากน้ำคำ หากแต่สะท้อนออกมาในแววตาเปียกรื้อทั้งคู่

"ผมไม่รู้หรอกว่า พระองค์ท่านจะทรงทราบหรือไม่ว่าผมปลื้มใจ ดีใจมากขนาดไหน ที่ร้านรองเท้าเล็กๆของผมได้มีโอกาสทำฉลองพระบาทให้กับในหลวง ถึงพระองค์ท่านจะไม่ทรงทราบ แต่ผมก็ยังคงอิ่มเอมใจมากจนบอกไม่ถูกแล้ว"

ผ่านมาหลายเดือน ก็มีฉลองพระบาทถูกส่งมาที่ร้าน ก.เปรมศิลป์ อีกสี่คู่

"เป็นฉลองพระบาทที่ใช้ทรงงาน 3 คู่ และรองเท้าแตะอีก 1 คู่ ฉลองพระบาทที่ซ่อมแซมนี้จะมีรูอยู่ ผมก็ถามผู้ที่นำมา เขาบอกว่าเป็นรอยที่คุณทองแดงกัด ผมก็ซ่อมถวายท่านกลับไป"

นอกจากฉลองพระบาทของในหลวงแล้ว ในเวลาต่อมา มหาดเล็กก็ยังนำฉลองพระบาทของสมเด็จพระเทพฯ มาให้ทางร้านซ่อมแซมด้วย เศษที่เหลือหลังซ่อมแซม เขาสารภาพว่า ก็ได้เก็บรักษาเอาไว้เป็นสิริมงคลอีกเช่นกัน

"ทุกวันนี้เวลาที่มีถ่ายทอดสดพระราชพิธีต่างๆ หรือมีข่าวของพระองค์ท่าน ผมก็จะนั่งเฝ้าหน้าจอโทรทัศน์ คอยดูว่าพระองค์ท่านทรงใส่ฉลองพระบาทที่เราเป็นคนทำหรือเปล่า ผมพอจะจำได้ว่าคู่ไหนเป็นคู่ที่เราซ่อม พอเห็นก็ดีใจจนร้องไห้เลยนะว่า พระองค์ท่านทรงใช้ฉลองพระบาทที่เราได้ซ่อมถวายจริงๆ"

หลังจากร้าน ก.เปรมศิลป์ ของเขาได้มีโอกาสซ่อมฉลองพระบาทถวายในหลวง ก็ยิ่งทำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น มีลูกค้ามาซื้อรองเท้า นำรองเท้ามาให้ซ่อมเพิ่มมากขึ้น กิจการของเขาที่มีแต่หนี้สินตั้งแต่ครั้งแรกที่ริจะเปิดร้านรองเท้า ต้องกู้หนี้ยืมสินมาทำในสิ่งที่ตัวเองรัก จนปัจจุบันก็เริ่มจะดีขึ้น

"ถามว่าผมอยากขยายร้านอีกไหมขอบอกเลยว่าไม่แล้ว เท่าที่มีอยู่เท่านี้เราพอเพียงแล้ว ผมทำตามอย่างที่พระองค์ท่านทรงสอน เรามีน้อยใช้น้อย ถึงจะไม่รวยทรัพย์สินเงินทองแต่รวยความสุขเท่านี้น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับชีวิต"

ฉลองพระบาทคู่แรกที่ผ่านมาถึงมือช่างรองเท้าธรรมดาๆ คนหนึ่ง กลับมีความหมายมากล้น สิ่งนั้นได้สอนเขามิใช่เพียงการประกอบสัมมาอาชีวะ หากแต่ทำให้เขาเข้าใจถึงแก่นแท้ของความเป็นคน

"คำสอนของพระองค์ท่าน ผมนำมาปรับใช้ โดยเฉพาะในเรื่องการดำเนินชีวิต ด้วยความที่ผมมีหนี้สินมาก แต่ผมก็พอจะยังมีความสุข ตราบใดที่ไม่อยากได้อะไรที่เกินกำลังของตนเอง เราไม่ต้องไขว่คว้า ไม่ทะเยอทะยาน พอใจกับสิ่งที่มีอยู่ ผมคิดเลยว่าจะค่อยๆใช้หนี้ไปเรื่อยๆจนกว่าจะหมด และจะไม่สร้างภาระเพิ่มขึ้นอีก อย่างที่บอกนั่นแหละ รวยทรัพย์สินเงินทองแต่เป็นทุกข์ สู้รวยความสุขไม่ได้หรอก"

"นอกจากท่านจะเป็นพ่อของคนไทยทั้งประเทศแล้ว ท่านก็เปรียบเสมือนพ่อพระในใจของผมด้วย เพราะท่านทำให้เราหยุดความอยากมี อยากได้ที่เกินตัว"

ขอขอบคุณ เรื่อง และภาพจากนิตยสาร ฅ.คน ปีที่ 2 ฉบับที่ 14 เดือนธันวาคม 2549 

- ONLINE TVBURABHA - 

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เจ้าตัวโตผู้เกิดมาเป็นคุณหลวง

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

เมื่อพระสหายแห่งสายบุรี คิดถึงในหลวง