'ฉันเชื่อใจเธอ' คำแห่งชีวิต ของหมอผู้ไม่อาจละจากเมืองน่าน

ความทรงจำอันน่าภาคภูมิใจทั้งมวลในชีวิตของนายแพทย์อาวุโสท่านหนึ่ง ล้วนมีที่มาจากเหตุการณ์สำคัญครั้งนั้น เหตุการณ์ที่ทำให้ท่านไม่ละไปเสียจากเมืองน่าน แม้ว่าจะมีโอกาสสำคัญหลายครั้งก็ตาม


นายแพทย์ผู้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย สมถะ เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงคุณประโยชน์ของตนเองในหมู่คนที่ขาดแคลนโอกาส และดำเนินชีวิตของตนเพื่อให้ยังประโยชน์กับคนส่วนใหญ่โดยไม่เปลี่ยนแปลง ผมย้ายมาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่านเมื่อปี 2507 หลังสำเร็จการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี 2501 น.พ.บุญยงค์ วงศ์รักมิตร เป็นแพทย์ประจำบ้านที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์อยู่ 1 ปี จากนั้นจึงเริ่มต้นชีวิตราชการในตำแหน่งนายแพทย์โท โรงพยาบาลสกลนคร จวบจนเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลย เมื่อปี 2506 และย้ายมาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน เมื่อปี 2507


น่านสมัยโน้นเป็นอย่างไรน่ะหรือ......ก็เป็นจังหวัดเล็กๆ ที่คนมาแล้วบอกว่าจะไม่มาอีก แต่ในท่ามกลางความทุรกันดาร ขาดแคลน หมอหนุ่มได้พบความงามทั้งจากธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และที่สำคัญ ในจิตใจของผู้คน

โรงพยาบาลน่านเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก มีอาคารไม้ไม่กี่หลัง รองรับผู้ป่วยได้ไม่กี่สิบคน หากมิพักต้องพูดถึงจำนวน การสร้างความยอมรับให้เกิดกับชาวบ้าน ก็เป็นงานแรกที่จะพิสูจน์หัวจิตหัวใจของผู้อำนวยการคนใหม่


ชาวบ้านในอำเภอเวียงสา ห่างเมืองน่านแค่ยี่สิบกว่ากิโลฯ ถ้าเขาเจ็บป่วยก็จะพากันไปรักษาที่โรงพยาลแพร่ ที่ห่างไปร้อยกิโลฯ นั่งรถไปบนภูเขาสองสามชั่วโมง


การไม่ศรัทธาต่อโรงพยาบาลประจำจังหวัด ไม่อยากฝากผีฝากไข้ จะเป็นด้วยเหตุผลใดก็ตาม สำหรับหมอบุญยงค์ มีความรู้สึกเพียงประการเดียวก็คือ ชาวบ้านไม่ควรเสียเวลาไปถึงสองชั่วโมงกว่าจะถึงมือแพทย์ มีทางเดียวที่จะสร้างการยอมรับก็คือ ต้องออกไปหาชาวบ้าน 

ก็ทำคล้ายๆ กับเป็นหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ เปิดรักษาชาวบ้าน อ้าว นี่มีน้ำในช่องปอด ดูดน้ำออกมาให้ดู อยากหายไหม ไปไปเอาเสื้อผ้าขึ้นรถหมอไปโรงพยาบาล จะเอาออกมากกว่านี้อีกจะได้หาย


ด้วยการทำงานเช่นนี้ มีคนไข้จากถิ่นที่ไม่เคยมาหาหมอมาก่อนทยอยเป็นคนไข้เพิ่มมากขึ้น ทำงานออกหน่วยแพทย์ต่อเนื่องมาหลายปี จนกระทั่งสามทุ่มของคืนวันหนึ่ง ผู้หญิงจากเวียงสาอุ้มลูกเล็กๆ มาหาหมอถึงโรงพยาบาล ให้ฉีดยากันบาดทะยัก 


นั่นคือสัญญาณที่บอกว่า กำแพงที่มองไม่เห็นของการไม่ยอมรับได้ถูกทำลายลงไปสิ้นแล้ว 


การรักษาในยุคนั้นยังมีเรื่องแปลกๆ เช่นว่าคนไข้ต้องจ่ายเงินก่อน มีคนไข้รายหนึ่งท้องเดินแล้วมีอาการช็อก เมื่อมาถึงโรงพยาบาล เราก็สั่งการให้รักษาเร่งด่วน พยาบาลก็ต้องเอาใบสั่งยา ใบโน่นใบนี่มาให้เซ็น คือยาก็อยู่ในตู้ห่างไปแค่ 3 เมตร แต่ต้องจ่ายเงินก่อนถึงจะเอาออกมาได้


ด้วยความเมตตาอันเป็นพื้นฐาน และความตระหนักถึงใจเขาใจเรา สิ่งที่เคยปฏิบัติกันมาแต่ขัดต่อมโนธรรม ผู้อำนวยการคนใหม่ก็เปลี่ยนแปลงมันเสีย


คนไข้มาหาเรา 1 คน เขาไม่ได้เอาแค่โรคมาให้เรา 1 โรค แต่เขาเอาชีวิตมาฝากไว้กับเรา เขามาเป็นครูให้กับเรา แม้จะเป็นโรคที่เคยรักษา แต่อาการที่ไปปรากฏในคนแต่ละคนก็จะต่างกัน การรักษาคนทำให้เกิดความรู้ใหม่ๆ ตลอดเวลา ด้วยปรัชญาเช่นนี้ มิพักต้องสงสัยว่าโรงพยาบาลในจังหวัดที่ห่างไกลจะไม่ถูกทิ้งไว้อย่างเดียวดายเช่นนั้นอีกแล้ว 

     
ปี 2510 เสียงเฮลิคอปเตอร์ลำแล้วลำเล่าบินผ่านโรงพยาบาล 

ทางตอนเหนือของจังหวัดน่าน ในเขตอำเภอทุ่งช้าง เชียงกลาง ท่าวังผา เป็นสมรภูมิสู้รบระหว่างรัฐ กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ผู้บาดเจ็บจากการสู้รบถูกส่งมารักษาตัวที่โรงพยาบาลน่านมากขึ้นทุกที จนเกินศักยภาพของโรงพยาบาลบ้านนอกขนาดเล็กจะรองรับ


เรามีเตียงไม่กี่สิบเตียง ส่วนหนึ่งยังถูกเจียดเช่าโดยอเมริกัน เพื่อใช้รักษาทหารที่ไปรับจ้างรบในลาว จึงค่อนข้างมีปัญหา


แต่กระนั้นก็เป็นเพียงข้อจำกัดของอาคารสถานที่ มิใช่ข้อจำกัดของคน


เหตุการณ์สำคัญอันมิอาจจะลืมเลือนลงได้ เกิดขึ้นในปีนั้นเอง


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมทหารที่กองทัพภาคที่ 3 ส่วนหน้า ที่เชียงกลาง



เรียกว่าเสด็จฯ ถึงกลางสมรภูมิเลย ในคราวนั้นเล่ากันว่ามีนายทหารเข้ามากราบบังคมทูลว่า มีทหารถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส นำออกจากแนวหน้าไม่ได้ พระองค์ท่านก็เลยเสด็จฯ ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าฯ นายทหารที่โดยเสด็จก็ต้องคุ้มกันกันอุตลุด ก็นำทหารที่บาดเจ็บออกมาได้ ผมจำได้แม่นเลยว่า ชื่อ พลฯบิน มาลิกา ถูกยิงไส้ไหล และที่โคนขา เสียเลือดมาก เดิมจะส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎ แต่ไม่ไหว ต้องมารับการรักษาที่โรงพยาบาลน่านก่อน พลทหารบินในที่สุดก็ปลอดภัย รอดชีวิตมาได้ ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่ ใช้ชีวิตอยู่ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ชะตากรรมของพลทหารที่บาดเจ็บกลางสมรภูมิ ได้ชักนำให้ชีวิตของนายแพทย์หนุ่มแห่งโรงพยาบาลเล็กๆ ที่ห่างไกลไปผูกพันกับฟ้า การนำพลฯบินมารับการรักษา ทำให้ในหลวงได้มีโอกาสเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมทหารที่บาดเจ็บจากการสู้รบ แล้วสิ่งที่บรรดาแพทย์และพยาบาลแห่งโรงพยาบาลที่ผูกเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน กระทำการรักษาโดยไม่เห็นแก่เหนื่อยยาก ก็ทราบถึงพระเนตรพระกรรณ มันเป็นภาพที่เราไม่เคยรู้มาก่อน แต่เขาจะเล่าให้กันฟัง คือพอ ฮ.บินมาตั๊บ ตั๊บ ตั๊บ จะมาลงที่หลังโรงพยาบาล เขาก็จะเห็นหมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่ วิ่งออกจากบ้านมากันเป็นแถว ใส่ชุดนอนบ้าง ชุดอยู่บ้านหลากสี ผมเองก็กางเกงแพรมัด กรูกันออกมารับคนเจ็บ แล้วมีหมอคนหนึ่งตัวแกเล็กๆ วิ่งเร็วมาก นำมาก่อนเลย เหตุการณ์มันเป็นอย่างนี้ตั้งแต่ปี 2510 จนถึงปี 2526 ภาพที่มองเห็นจากทางอากาศ เป็นภาพประทับที่ไม่อาจลืมลงได้โดยง่าย มันสะท้อนให้เห็นหัวจิตหัวใจของคนที่พร้อมจะช่วยที่อยู่ข้างล่างนั่น ไม่สนใจว่าจะกี่ทุ่มกี่ยาม ออกเวรแล้วหรือไม่ ยิ่งตอนปี 2525 นี่รบกันหนัก ถ้ามียุทธการก็หนักหน่อย บางทีทั้งรถ ทั้ง ฮ. เราต้องรับคนไข้คราวเดียว 30 เปลก็เคย ล่อกันตั้งแต่เช้ายันค่ำ หรือสามทุ่มไปเสร็จเอาเก้าโมงเช้า หลังการเสด็จพระราชดำเนินในคราวนั้นแล้ว สมุหราชองครักษ์ พล.ร.อ.ม.จ.กาฬวรรณดิศ ดิศกุล ให้นายทหารนำหนังสือจากสำนักงานสมุหราชองครักษ์ เพื่อแจ้งว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงพอพระราชหฤทัยกับการทำงานของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลน่าน และมีพระราชประสงค์ที่จะสนับสนุนเครื่องมือแพทย์ และความต้องการอื่น เราก็กราบบังคมทูลไปว่ามีอะไรบ้างที่เราขาดแคลน ทั้งเครื่องมือแพทย์ และการขยายอาคารเพื่อรับผู้บาดเจ็บ ไม่นานหลังจากนั้นในหลวงก็เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมผู้บาดเจ็บจากการสู้รบที่โรงพยาบาลน่านอีกครั้งเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2511 นายแพทย์หนุ่มผู้อำนวยการโรงพยาบาลเข้าเฝ้าฯ กราบบังคมทูลถวายรายงานอย่างฉาดฉาน


สิ่งของพระราชทาน ได้แก่ เครื่องเอกซเรย์เคลื่อนที่ เครื่องดูดเลือดและน้ำจากปอด เครื่องรมยาสลบ เครื่องปรับอากาศ ประดิษฐานอยู่บนโต๊ะ ยังความปลาบปลื้มให้กับหมอหนุ่ม แต่ที่เหนืออื่นใด เมื่อพระองค์ท่านพระราชทานสิ่งของให้แล้ว ก็ตรัสว่า เงินที่ขอไปนั้น ฉันนำมามอบให้แล้ว ขอให้หมอดำเนินการก่อสร้างเองนะ ไม่ต้องผ่านราชการ... ฉันไว้ใจเธอ น้ำตาแห่งความปีติเอ่อท้นทุกครั้งที่ระลึกถึงเรื่องนี้ แม้เวลาจะล่วงเลยมานานกว่า 40 ปี คำว่า ฉันไว้ใจเธอ ใครได้ฟังแล้วจะรู้สึกอย่างไร... ท่านเป็นกษัตริย์ เรา... เราเป็นหมอบ้านนอก โอ้โฮ ใจของเราในเวลานั้น เมื่อพระองค์ท่านรับสั่งแบบนี้ ย่อมมีผลต่อการทำงานต่างๆ มากมายโดยไม่อาจบิดพลิ้ว นายแพทย์หนุ่มยังมีอันต้องสะดุ้งใจซ้ำเป็นคำรบสอง เมื่อทรงกำชับว่า สร้างเสร็จแล้วให้บอกด้วยนะ จะมาเปิด ยิ่งสะดุ้งมากขึ้นเพราะผมขอพระราชทานเงินไปสองแสนสี่ เพื่อใช้ต่อเติมอาคารไม้ให้รองรับผู้ป่วยได้อีก 20-25 คน เอาแค่พอใช้ได้ ไม่ได้คิดว่าจะทาสีด้วยซ้ำไป พระองค์ท่านบอกจะมาเปิด โอ้โฮ นึกไม่ออกเลยว่าจะทำอย่างไร แต่ปัญหาทั้งมวลก็ลุล่วงลงได้ด้วยความช่วยเหลือของคนไข้รายหนึ่ง คนไข้ที่เราดูแลเขามาพบ พาลูกชายมาด้วยชื่อ ทองจุล สิงหกุล เป็น ผอ.กรมโยธา พอถามว่า คุณหมอมีอะไรให้ช่วยเหลือก็ขอให้บอก ผมบอกเลยว่า มีแน่ครับ ผมได้เงินพระราชทานมาขยายอาคาร ต้องเขียนแปลน ตอนนี้จะทำเป็นไม้แค่พอใช้ได้ไม่ได้แล้ว เขาก็ช่วยเหลือเรื่องแบบ หาช่างรับเหมามาทำให้อย่างดีเลย ยิ่งรู้ว่าเป็นเงินพระราชทาน ผู้รับเหมาถึงขนาดควบคุมดูแลการก่อสร้างอย่างดี ระหว่างที่ดำเนินการก่อสร้างก็ได้ขอพระราชทานนาม และได้รับพระราชทานนามอาคารใหม่ว่า พิทักษ์ไทย เป็นอาคารที่ใช้รองรับผู้บาดเจ็บจากการสู้รบต่อเนื่องมาอีกหลายปี ปีถัดมา ภายหลังอาคารใหม่สร้างแล้วเสร็จ เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่จังหวัดน่านได้กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทรงเป็นองค์ประธานในการเปิดอาคารศาลากลางจังหวัด และอาคารโรงเรียนราชานุบาล ทางจังหวัดก็ถามผมว่า จะให้กราบบังคมทูลเชิญทรงเปิดอาคารตึกพิทักษ์ไทยด้วยไหม ผมก็เห็นว่าพระองค์ท่านต้องเสด็จฯ ถึงสองแห่งแล้ว ก็บอกไปว่าคงไม่ต้องกระมัง แจ้งทางจังหวัดไปอย่างนั้น ปรากฏว่า มล.ปีย์ มาลากุล กรมวังผู้ใหญ่ ท่านมาเลยบอก คุณหมอในหลวงรับสั่งกับผมว่า แล้วตึกฉันล่ะ จะไม่ให้ฉันเปิดหรือ ผมได้ยินอย่างนั้นก็ตกใจ เราไม่ได้เตรียมอะไรเลย ท่านก็บอกว่าไม่ต้องเตรียม หมอมีป้ายไหม มีครับ หมอหาพรมมาผืนหนึ่ง เพราะท่านจะประทับยืนทรงพระสุหร่าย ส่วนอื่นๆ จะจัดมาจากกรุงเทพฯ แล้วก็หาสมุดอัลบัมมาเล่มหนึ่งสำหรับทรงลงพระปรมาภิไธย ผมก็ทำอย่างที่แนะนำ เตรียมทุกอย่างเพียงชั่วโมงเดียว ลงทุน 35 บาท ซื้อสมุด 1 เล่ม ครั้นเสร็จพิธียังทรงพระราชทานเงินอีก 5 หมื่นบาท เพื่อซื้อสิ่งของที่จำเป็นอื่นๆ เหตุการณ์ครั้งกระนั้น นายแพทย์หนุ่มในวัย 36 ปี ตระหนักแก่ใจว่า สิ่งสำคัญกว่าวัตถุธรรมก็คือจิตใจ และการตระหนักได้ถึงบทบาท และภาระหน้าที่ในฐานะแพทย์ การจะรักษาคนไข้ การจะช่วยคนอื่นได้เราต้องมีเมตตา เมื่อมีเมตตา ก็ต้องมีความอดทน การจะอดทนได้ก็ต้องเสียสละ ทั้งสามอย่างนี้มาจากความรับผิดชอบ ทั้งหมดนี้มันเชื่อมโยงกัน หากยึดมั่นในหลักสี่ประการนี้ แพทย์ก็จะทำงานได้อย่างดี สมัยที่ผมไปเป็นแพทย์ใหม่ๆ ที่สกลนคร ได้ออกไปในหมู่บ้านกันดาร พบหมู่บ้านหนึ่ง ผู้ใหญ่บ้านรายงานว่า มีคนตายด้วยมาลาเรียเยอะมาก ตายกันทุกเดือน เราเป็นแพทย์ก็จ่ายยาแก้มาลาเรียให้ชาวบ้านกินครบ ค่ายาก็ไม่ได้แพงไปกว่าบุหรี่หนึ่งซอง พอปีถัดมาได้กลับไปอีก เขาก็บอกว่า คนป่วยคนสุดท้ายเพิ่งตายไป และก็ไม่มีใครตายด้วยไข้ป่าอีกแล้ว สิ่งนี้ที่ทำให้ผมได้ตระหนักว่า ความจริงเราไม่ต้องเก่งมาก ไม่ต้องเรียนมาก แต่ขอให้เราได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เราเป็น และได้เรียนรู้มา ได้ไปอยู่ในที่ที่เขาต้องการเรา ก็จะช่วยเหลือคนได้มาก นายแพทย์อาวุโสยังจำได้ดีถึงวันที่ในหลวง และพระราชินี เสด็จฯ มาที่โรงพยาบาลน่าน มีพระราชเสาวนีย์ว่า จบมาจากที่ไหน ก็กราบบังคมทูลว่าแพทย์ 5 คน จบจากจุฬาฯ ศิริราช และเชียงใหม่ สมเด็จพระราชินีก็หันพระพักตร์ไปรับสั่งว่า เห็นไหม ไม่ได้อยู่ที่โรงเรียน ผมเข้าใจว่าที่ตรัสเช่นนี้ เพราะแพทย์ที่นี่จบมาจาก 3 สถาบัน แต่ทำงานผสานสอดคล้องกันได้เป็นอย่างดี เรื่องนี้ทำให้ผมเกิดความรู้สึกว่า การทำงานจริงๆ แล้วไม่ได้อยู่ที่สถาบันมากนักหรอกที่จะทำให้คนทำงานได้ดี สถาบันอาจจะสอนนักเรียนแพทย์ได้ดีกว่ากันในแง่ทักษะ คือมีเครื่องมือมาก มีอาจารย์มาก แต่เมื่อมาปฏิบัติกับคนไข้ เขาก็สามารถทำได้เท่ากัน ด้วยเหตุนี้เอง น.พ.บุญยงค์ จึงปฏิเสธโอกาสในการไปศึกษาต่อเพิ่มเติม แม้จะได้รับทุนโคลัมโบไปศึกษาต่างประเทศนานถึง 5 ปี เพราะต้องการใช้เวลาทั้งหมดไปกับคนไข้ที่เมืองเล็กๆ ที่มีความหมายต่อชีวิตให้มากที่สุด ผมเองเรียนไม่มาก แต่อ่านหนังสือมาก จบแพทย์แล้วก็ไม่ได้เรียนอะไรต่อ นักศึกษาหนุ่มฐานะค่อนข้างยากจน นั่งรถราง 25 สตางค์ มาลงที่สนามหลวงเพื่อค้นหาหนังสือจากแผงหนังสือเก่า คลังความรู้ข้างทางจากการอ่านนี้ได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ให้กับหมอหนุ่มในแง่ของความเป็นมนุษย์ อาจจะมากเสียกว่าบทบาทของหมอ และดูเหมือนการศึกษาเพิ่มเติมใดๆ อาจไม่จำเป็น เมื่อเปรียบกับคุณูปการมากมายที่คุณหมอสร้างสานไว้ให้กับโรงพยาบาลน่าน และโอกาสในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลของชาวบ้านในจังหวัดเล็กๆ แห่งนี้ และครั้งหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านมาอีกหลายปี เมื่อมีโอกาสเข้าเฝ้าฯ กราบบังคมทูลอีกครั้ง ในหลวงมีรับสั่งกับคุณหมอว่า หมอบุญยงค์ยังอยู่หรือ ช่วยกันต่อไปนะ นี่ยิ่งเป็นประโยคตอกย้ำครั้งที่สองที่ทำให้ผมไม่อาจไปจากเมืองน่านได้ คำของในหลวงมีความหมายกับชีวิตผมทั้งชีวิต เมื่อพระองค์ท่านทราบว่ามีคนได้รับบาดเจ็บกลางสมรภูมิ พระองค์ท่านตัดสินพระราชหฤทัยเด็ดเดี่ยวที่จะไปพาตัวออกมาให้ได้ แน่นอนเหลือเกินว่าต้องยากและเสี่ยงกว่าเราที่เป็นผู้ดูแลต่อ ความพยายาม ความเพียร ของพระองค์ต้องมากจริงๆ และเมื่อได้พบพระองค์ท่าน มีพระราชดำรัสว่า ฉันไว้ใจเธอ ก็ยิ่งทวีความหมาย คุณหมอบุญยงค์ใช้ชีวิตราชการที่น่านนานต่อเนื่องจากปี 2507 จนถึงปี 2537 เปลี่ยนโรงพยาบาลเล็กๆ ให้เป็นโรงพยาบาลมาตรฐาน เป็นที่พึ่งของคนทั้งจังหวัด โดยที่ปัจจุบันนี้ น่านเป็นจังหวัดที่ไม่มีโรงพยาบาลเอกชนด้วยซ้ำไป และเป็นนายแพทย์คนเดียวที่ปฏิเสธความก้าวหน้าบนเส้นทางวิชาชีพ รวมไปถึงตำแหน่งสำคัญในหน่วยงานต้นสังกัด คำของในหลวงมีความหมายต่อชีวิตผมมาก และชีวิตผมที่น่านก็มีค่ามหาศาล มีค่าทั้งกับคนเมืองน่าน และตัวคุณหมอเอง ในฐานะปุถุชนคนหนึ่งที่พึงปฏิบัติทดแทนแก่แผ่นดิน ภายหลังได้รับพระราชทานเงิน 240,000 บาท จากพระหัตถ์ของในหลวง แขกคนสำคัญคนแรกที่มาพบกับ น.พ.บุญยงค์ ถึงห้องทำงานที่โรงพยาบาลจังหวัดน่านก็คือ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ในสมัยที่ยังมิได้รับการอวยยศเป็นนายพล พอท่านมาถึงก็ชวนคุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ ถามว่ามีทหารบาดเจ็บมาให้รักษามากไหม อะไรอย่างนี้ แล้วท่านก็เข้าเรื่อง ถามถึงเงินที่ได้รับพระราชทานสำหรับต่อเติมอาคารว่า หมอสร้างไปถึงไหนแล้ว สร้างเสร็จหรือยัง ก็โชคดีที่ผมได้รับความช่วยเหลือจากคุณทองจุล ท่านเขียนแปลน หาผู้รับเหมา และหาเงินบริจาคเพิ่มเติมมาให้ ตัวอาคารกำลังลงเสาเข็มกันเลย เรียกว่าพอออกจากห้องผมไม่ถึงสามเมตรก็เห็นหลักฐานการใช้เงินพอดี ก่อนกลับท่านยังเซ็นหนังสือของท่านให้ผมไว้ด้วย 1 เล่ม ลงท้ายว่าด้วยความนับถือ ผมยังเอาไปอำลูกว่า ขนาดหม่อมคึกฤทธิ์ยังนับถือพ่อเลย เบื้องหลังเงินสดๆ ในกล่องที่พระราชทานให้กับพระหัตถ์ คุณหมอมาทราบความจาก ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ว่า ในหลวงทรงรับเป็นธุระอย่างยิ่งที่จะนำเงินมาพระราชทานให้ วันนั้นคงเป็นวันหยุด ก่อนจะเสด็จพระราชดำเนินมายังจังหวัดน่าน หม่อมคึกฤทธิ์ตอนนั้นท่านเป็นนายแบงก์ธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ หรือบีบีซีนี่แหละ ในหลวงทรงเบิกเงินจากที่นี่ เป็นการเบิกเงินสดครั้งเดียวที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของธนาคาร และเบิกในวันหยุด หม่อมคึกฤทธิ์ถึงกับต้องเดินไปไขออกจากห้องเซฟ นำมาใส่กล่องกระดาษที่ห่อลายไทยในภายหลัง ในภาพถ่ายที่หน้าโรงพยาบาล จะเห็น น.พ.บุญยงค์ ผู้อำนวยการหนุ่มในวัยสามสิบห้าประคับประคองกล่องกระดาษพระราชทานอย่างทะนุถนอม 


23 มีนาคม 2511 คือวันที่ภาพหมู่ประวัติศาสตร์ที่อยู่ในความทรงจำของแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ โรงพยาบาลน่าน ภาพนี้ถูกบันทึกไว้ ระหว่างที่นำเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรคนไข้ 20 กว่าคน มีพลฯ ทับทิม คนหนึ่งเสียขาสองข้างจากสมรภูมิ แล้วแกค่อนข้างสติเฟื่อง ร้องลิเกเสียงดังทั้งวัน วันนั้นเรากังวลกัน ก็เลยฉีดยาให้แกหลับไป เหตุการณ์ก็พอสงบไปได้ แล้วก็กราบบังคมทูลไปตามความจริงว่า ขืนปล่อยให้แกตื่นอยู่อาจจะเอะอะวุ่นวาย แต่พอพลฯ ทับทิมแกตื่นขึ้นมา ก็โวยวายใหญ่ หาว่าหมอใจร้าย พอเสร็จจากเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมคนเจ็บ ก็มีรับสั่งให้ข้าราชการโรงพยาบาลน่าน พยาบาลทั้งหมดเข้าแถวจากชั้นบนเรียงมาตามลาดบันไดที่หน้าอาคาร เพื่อถ่ายภาพด้วยกัน โดยให้จัดพระเก้าอี้สองตัว สองพระองค์ประทับนั่ง ให้แพทย์ทั้ง 5 คนนั่งอยู่ด้านหน้า ภาพที่ถ่ายมาร่วม 40 ปี ภาพนี้เป็นประวัติศาสตร์สำคัญของโรงพยาบาลเล็กๆ ที่ห่างไกล ปัจจุบันถูกแขวนอยู่เหนือประตูทางเข้าห้องประชุมเล็กของโรงพยาบาล


ก็มีคนเห็นแล้วตำหนิเหมือนกันว่าทำไมไปยืนกันอย่างนั้น ยืนค้ำพระเศียร โธ่ ตอนบันทึกภาพเราจะมีสิทธิ์ไปจัดอะไรได้หรือ ลำพังจะกราบทูลฯ ขอถ่ายภาพยังไม่กล้าเลย ดูเหมือนภาพถ่ายหมู่เช่นนี้จะมีขึ้นเป็นที่แรก อันเป็นที่ปลาบปลื้มของคณะแพทย์โรงพยาบาลอย่างที่สุด บรรดาแพทย์และพยาบาลที่ปรากฏอยู่ในภาพถ่ายครั้งนั้น บางท่านถึงแก่กรรม บ้างก็ย้ายไปทำงานในโรงพยาบาลอื่น บางคนทำงานอยู่ที่โรงพยาบาล เติบโตจากการเป็นพยาบาลผู้ช่วยไปเป็นผู้ช่วยหัวหน้าพยาบาลก็มี และอีกไม่น้อยที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว แต่ยังกลับมาเยี่ยมเยียนกันมิได้ขาด ศุภลักษณ์ มโนแสน พยาบาลวิชาชีพวัยเกษียณ เป็นหนึ่งในพยาบาลจบใหม่จากวิทยาลัยพยาบาล พระพุทธชินราช เมื่อปี 2508 เพิ่งมาประจำโรงพยาบาลน่านได้ไม่นานในครั้งนั้น ตอนนั้นฉันก็ออกมารอเฝ้ารับเสด็จเหมือนกับทุกคนที่นี่ อยากมาเฝ้าชมพระบารมี เขาก็สั่งให้เข้าแถวยืนเรียงกัน เราก็ทำตาม ก็ตื่นเต้น ดีใจ ที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของภาพสำคัญ เป็นเหมือนประวัติศาสตร์ครั้งหนึ่งของโรงพยาบาลน่าน และตัวฉันเองด้วย ศุภลักษณ์ในห้วงเวลานั้นมิได้เป็นเพียงพยาบาลใหม่วัยยี่สิบห้า แต่เธอยังเป็นหนึ่งในแถวแนวของแพทย์ พยาบาล จุดเล็กๆ ที่พรูกันออกจากเรือนพักทันทีที่ได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์ นำคนเจ็บจากสมรภูมิมาถึง และในบรรดาคนเล็กๆ เหล่านี้เองที่ทำให้ พระเจ้าอยู่หัวทรงพอพระราชหฤทัย





เรื่อง และภาพจาก นิตยสาร ฅ.คน ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (26) ธันวาคม 2550

- ONLINE TVBURABHA -

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เจ้าตัวโตผู้เกิดมาเป็นคุณหลวง

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

เมื่อพระสหายแห่งสายบุรี คิดถึงในหลวง