เจ้าตัวโตผู้เกิดมาเป็นคุณหลวง

"โดยตัวเราคงทำไม่ได้ แต่อย่างน้อยดิฉันก็หวังว่า 'หลวงแจ่ม' คงจะช่วยทำให้พระองค์ทรงเบิกบานพระราชหฤทัยได้บ้าง ถึงแม้เพียงเล็กน้อยก็ถือว่าได้ทำคุณต่อแผ่นดินเกิดแล้ว" สุภาพสตรีวัยสี่สิบหก ฉันทนา ศรีสวัสดิ์ ผู้มีบ้านเรือนอยู่ข้างวังไกลกังวล หัวหิน กล่าวก่อนจะนึกย้อนไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้่นเมื่อ 8 ปีก่อน เรื่องของอดีตเจ้าเจมส์ของเธอ ซึ่งมาบัดนี้คือ 'หลวงแจ่ม'


หลวงแจ่มเป็นสุนัขเพศผู้พันธุ์เซนต์เบอร์นาร์ด รูปร่างใหญ่โต นิวาสสถานถิ่นเกิดนั้นอยู่บนเทือกเขาแอลป์ที่แสนหนาวเย็นกลางทวีปยุโรป ความนุ่มนวลน่ารักของหมายักษ์ ทำให้มีคนในเขตร้อนนำเข้ามาเลี้ยงจำนวนหนึ่ง


ฉันทนาบอกว่า ตัวเธอเองไม่เคยคิดเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้

"อยากจะเลี้ยงหมาตัวโต แต่นึกถึงโกลเดน รีทรีฟเวอร์ หรือลาบาดอร์ รีทรีฟเวอร์มากกว่า แต่ไม่อยากขัดคุณแม่ที่อุตส่าห์ยอมจ่ายเงินถึงสองหมื่นบาทเพื่อขอซื้อจากเพื่อนบ้าน ซึ่งได้พ่อพันธุ์ดีมาจากเมืองนอก" 

เธอสรุปว่า เป็นเพราะดวง และโชควาสนามากกว่าจะเป็นอื่น 

"ปกติซื้อหมามาเลี้ยงตัวละเจ็ดพัน คุณแม่ยังบ่นแล้วบ่นอีก แต่นี่แพงกว่าตั้งหลายเท่า แล้วท่านก็คว้กตังให้เองอีกด้วย จนเราเองยังงง"

เจ้าลูกหมาตัวปุกปุยเข้ามาอยู่ในบ้านของเธอที่หัวหิน ได้ชื่อเป็นฝรั่งสมตัวว่า เจ้าเจมส์ แต่แม้จะเลี้ยงดูอย่างดี แต่เจ้าเจมส์ออกจะผิดหมาตัวอื่นๆ เพราะวันๆมันเอาแต่ซึมกระทือมากกว่าเล่นซนตามประสา

"ตอนอยู่กับเราเขาจะนิ่งมาก ไม่ค่อยมีชีวิตชีวา ขนาดพาไปเที่ยวทะเลโดยทั่วๆไปถ้าหมาเห็นทะเล จะต้องวิ่งต้องกระโจนลงมาแล้ว แต่เจมส์เขานอนมองเฉยเลย จนเราต้องอุ้มลงจากรถ"

ครั้นพอลงมาเหยียบหาดทราย เจ้าเจมส์ก็นอนแหมะในท่าเชื่องๆเหมือนเดิมไม่ขยับไปไหน

"มีเด็กๆมาเล่นด้วย เขาก็ไม่สนใจ จนพวกเด็กๆ ถามว่า พี่ซื้อหมาตัวนี้มากี่บาท พอเราบอกว่าสองหมื่น เด็กมันถามเราเลยว่า พี่เสียตังค์สองหมื่น ซื้อเอามานอนอย่างนี้เหรอ พอฟังแล้วเราก็หัวเราะ คืออาการของเขาตอนที่อยู่กับเรานี่จะผิดกันแบบคนละเรื่องเลย"

ฉันทนาเป็นชาวหัวหินโดยกำเนิด บ้านของเธอตั้งหันหน้าเข้าหารั้วของพระราชวังไกลกังวล เมื่อราว 8 ปีที่แล้ว ขอบรั้วด้านนี้เป็นเพียงลวดหนามเก่าๆ พอจะให้สุนัขลอดเข้าไปได้ แต่ก็ไม่มีเจ้าตัวไหนแอบลอดเข้าไป ยกเว้นก็แต่เจ้าหมาเซื่องซึมตัวใหม่ของเธอ

"เขาชอบแอบเข้าไปบ่อยๆ โดยเฉพาะตอนที่พระองค์ท่านไม่ได้แปรพระราชฐาน พอเข้าไปได้เหมือนเขาอยู่อีกโลกหนึ่งเลย ร่าเริง แล้วก็วิ่งเล่นไปเรื่อย"

ตำนานการแอบเข้าวังของเจ้าหมาตัวนี้เป็นที่ปวดเศียรเวียนเกล้า

"มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาหายจากบ้านไป 3 วัน จนเราต้องขออนุญาตเข้าไปตาม ปรากฏว่าเห็นเขาอยู่ในห้องครัว แล้วห้องครัวที่เขาเข้าไปนี่เป็นห้องครัวฝรั่งด้วยนะ ห้องครัวไทยไม่เข้า" เธอเล่าพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"โอ้โห...ที่เห็นเขานี่กำลังนอนหลับตากแอร์ มีความสุข จะพากลับก็ทำท่าไม่อยากกลับ เหมือนกับว่าอยากอยู่ที่นี่มากกว่าไปอยู่กับเรา" 

ความกังวลใจของเธอเกิดขึ้นเมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จแปรพระราชฐาน เธอเข้มงวดไม่ให้หมาหนุ่มๆในบ้านไปเล่นซน เนื่องจากเกรงว่าจะแอบมุดรั้วไปจนเป็นที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท โดยเฉพาะเจ้าตัวดี

แม้จะระวังอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่ใช่วิสัยของคนรักหมาอย่างเธอที่จะล่ามโซ่หรือกักขัง และแทบทุกวันก็ต้องมีคนแปลกหน้าแต่งเครื่องแบบ เปลี่ยนหน้ากันจูงหมาตัวโตมาส่งให้อยู่เสมอ แต่ครั้งไหนก็ไม่ร้ายเท่าเหตุการณ์วันนั้น

เจ้าเจมส์มุดรั้วเข้าวังอีกแล้ว แต่หนนี้เธอได้รับทราบว่า แอบเข้าไปไกลถึงพระตำหนักชั้นใน

"คนที่เอาสุนัขมาส่งเขากำชับว่าอย่าปล่อยให้หลุดเข้าไปเพ่นพ่านอีกเป็นอันขาด เพราะเข้าไปถึงพระตำหนักชั้นในเราได้ฟังก็ตกใจ ในที่สุดก็ตัดใจแก้ปัญหาด้วยการจับใส่กรง"

หมาตัวโตกับกรงแคบๆ มันคงเป็นทุกข์เอามากๆ เธอพบว่า เจ้าเจมส์นอนหงอยอยู่ในกรง มองเธออย่างเหงาๆ แต่แล้วสายวันหนึ่ง...

"มีเจ้าหน้าที่จากในวังมาพบ แจ้งว่าในหลวงทรงตรัสถามหาว่า หมาตัวโตที่เคยมาวิ่งเล่นหายไปไหน เจ้าหน้าที่รู้ว่าเป็นหมาจากบ้านเรา ก็เลยมาหาเพื่อขอนำตัวไปเข้าเฝ้าฯ ตอน 5 โมงเย็น"

การเข้าเฝ้าฯ ก็เฉพาะกับหลวงแจ่มเท่านั้น เธอเล่าด้วยดวงหน้าแจ่มใส และเมื่อรู้ว่าเจ้าตัวดีจะได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ  วันนั้นจึงลงเอยด้วยการที่เธอจัดการอาบน้ำ ขัดสีฉวีวรรณอย่างเต็มที่ และเจ้าเจมส์ก็เดินทางไปเข้าเฝ้าฯ เป็นเวลาสามวันก่อนจะถูกส่งกลับบ้าน

"หลังจากผ่านไปสามวัน เจ้าหน้าที่ก็นำตัวมาส่งคืน เราก็มานั่งทบทวนว่า การที่พระองค์ท่านทรงถามหา ประกอบกับยังได้เข้าไปอยู่ในวังถึงสามวัน แสดงว่าพระองค์ท่านโปรดเจ้าตัวนี้พอสมควร เราเองอยากให้พระองค์ท่านมีความสุข แม้จะเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อย แต่ความสุขของในหลวง ถ้าเราทำได้ก็ยินดี จึงตัดสินใจทำเรื่องน้อมเกล้าฯ ถวาย"

มิได้มีจิตใจคิดไปเป็นอื่น นอกจากเพียงประสงค์จะทำสิ่งที่ในหลวงทรงมีความสุข เธอจึงดำเนินการ โดยปกติการทำเรื่องน้อมเกล้าฯ ถวายสิ่งใด ต้องผ่านการกลั่นกรองจากกองราชเลขาฯ อย่างดี และต้องใช้เวลาพอสมควร แต่สำหรับเจ้าตัวโตวัยสิบเอ็ดเดือนตัวนี้ใช้เวลาเพียงไม่นาน

"ไม่นานเจ้าหน้าที่ในวังก็มาบอกว่าให้เจ้าของกับครอบครัวพาเข้าเฝ้าฯ ได้ แต่จะขอรับตัวไปทำความสะอาดก่อน เพราะเราทำความสะอาดไม่ได้มาตรฐาน" เธออมยิ้มเมื่อนึกถึงเรื่องนี้

"เราก็ว่าขัดสีฉวีวรรณแบบสะอาดสุดๆ แล้วนะ แต่เขาบอกว่าตัวยังมีกลิ่นอยู่ พอเราตามไปทีหลังถึงรู้ว่า มันไม่ได้มาตรฐานจริงๆ เพราะหลวงแจ่มที่เห็นดูดีกว่าตอนที่อยู่กับเรามาก แถมเรายังได้กลิ่นทเวลพ์พลัสจากตัวเขาด้วย" คราวนี้เธออดหัวเราะไม่ได้

หัวใจของเธอเต้นแรงราวกับระเบิดออกมาเมื่อวินาทีนั้นมาถึง กลายเป็นความปลื้มปิติสุดชีวิต

"เราไม่เคยคิดมาก่อนว่า ในชีวิตนี้จะได้เข้าเฝ้าฯ พอเห็นพระองค์ท่านเสด็จออกมา ก็ตื่นเต้น ทำอะไรไม่ถูก ลืมสิ่งที่เราต้องกราบบังคมทูล เหมือนกับว่าพระบารมีของพระองค์ท่านทำให้เราลืมคำพูดที่ท่องมาเป็นร้อยๆเที่ยวจนหมดเลย"

"กว่าจะรวบรวมสติกลับคืนมาได้ก็ได้ยินพระองค์ตรัสขึ้นว่า 'สีเหมือนทองหลางมาก' เราจึงกราบบังคมทูลว่า 'ข้าพระพุทธเจ้า ฉันทนา ศรีสวัสดิ์ มีความประสงค์จะขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายสุนัขเพศผู้พันธุ์เซนต์เบอร์นาร์ด อายุ 11 เดือน ชื่อเจมส์เพคะ'

"พระองค์ท่านทรงรับสั่งว่า 'เลี้ยงที่นี่ลำบาก ที่สวนจิตรกว้างกว่า แต่ที่ทำให้ดิฉันตระหนักดีถึงพระปฏิภาณก็คือพระองค์ท่านตรัสอีกว่า 'เกิดเดือนตุลาคมใช่ไหม' คือทรงคำนวณเร็วมาก เราเองยังไม่ได้รับใบเกิดจากเจ้าของเดิม ได้แต่อ้อมแอ้มกราบบังคมทูลกลับไปว่า 'ประมาณนั้นเพคะ' ต่อมาเมื่อได้ใบเกิดก็ได้รู้ว่า เจมส์เกิดเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2541"

ในที่เฝ้ามิได้มีเพียง 'หลวงแจ่ม' เท่านั้น หากแต่ยังมีสุนัขเทศสีแดงทรงเลี้ยงอีกตัวหนึ่งที่นั่งรอคอยอยู่เช่นกัน

สุนัขตัวนั้นมีนามว่า คุณทองแดง "ตอนที่เรากำลังเข้าเฝ้าฯ คุณทองแดงเขาก็กำลังนั่งอยู่อีกที่หนึ่ง รอจะเข้าเฝ้าฯ อยู่เหมือนกัน คุณทองแดงเขาอยู่ที่นี่มากอ่น เราไม่ทราบว่าเขาเห็นหรือเขม่นกันหรือเปล่า แต่เราเห็นคุณทองแดงวิ่งออกมาเห่า สักพักหลวงแจ่มก็เห่าตอบเรากลัวว่าถ้าเขาวิ่งเข้าหากันแล้วจะชนพระองค์ท่าน ก็เลยกราบบังคมทูลถามพระองค์ท่านไปว่า 'เขาถูกกันไหมเพคะ'

"ในหลวงท่านว่า 'ไม่รู้สิ ยังไม่เคยเจอกัน แต่นี่เขาขี้อิจฉา' ท่านตรัสพร้อมกับทรงชี้ไปทางคุณทองแดง"

คำถามของเธอนั้นเป็นสิ่งมิบังควร หากแต่เพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ทำให้ถามออกไปเช่นนั้น

หลังจากเสร็จสิ้น ข้าราชบริพารก็มาบอกว่า เวลาเข้าเฝ้าฯ ห้ามถามในหลวงให้ตอบอย่างเดียว เราก็รู้สึกว่าเรานี่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย

"แต่ขนาดเรากระทำสิ่งมิบังควร พระองค์ท่านก็ยังตรัสโดยไม่ถือพระองค์ สิ่งนี้เองที่ทำให้รู้สึกว่าองค์ในหลวงของเรานี้จะหาที่ใดในโลกเหมือนไม่มีอีกแล้ว"

หลังการเข้าเฝ้าฯ ครั้งนั้น เธอทำเรื่องขอเข้าเยี่ยมหลวงแจ่มสองครั้ง ครั้งแรกพาพี่ชายที่กลับจากต่างประเทศไปเยี่ยม และอีกครั้งเมื่อหลวงแจ่มมีลูก

"เขาดูดีขึ้่นมาก และไม่ลืมเรา ยังจำเราได้ พอเห็นเราก็เดินเข้ามานิ่งๆ แล้วเอาคางมาเกยที่บ่า เหมือนจะบอกว่าตอนนี้ฉันเป็นคุณหลวงแล้วนะ

"ครั้งที่สองมีคนถวายตัวเมียให้ผสมพันธุ์ จำได้ว่าลูกของหลวงแจ่มมีคอกเดียว ประมาณ 12 ตัว แต่เสียไปตัวหนึ่ง"

นอกจากนั้นแล้ว ที่เธอจะทำได้ก็คือสอบถามจากข้าราชการในวัง

"เขาก็ว่าพระองค์ท่านโปรดเพราะว่าเป็นหมาใหญ่ใจดี ไม่เคยเกะกะระรานจะมีเสียหน่อยก็ตรงที่หลวงแจ่มมีน้ำลายเยอะ ไหลอยู่ตลอด ฉะนั้นตอนเข้าเฝ้าฯ ในหลวง ต้องมีคนคอยซับน้ำลายให้เพราะเกรงว่าจะไปโดนพระองค์ท่าน"  

ปัจจุบันหลวงแจ่มเป็นสุนัขทรงเลี้ยงที่มีความสุข และมิเพียงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะโปรด สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ก็โปรดเช่นกัน

ลูกของหลวงแจ่มตัวหนึ่งก็เป็นสุนัขทรงเลี้ยงของสมเด็จพระเทพฯ 

สำหรับฉันทนาไม่ได้พบกับหลวงแจ่มนานกว่า 5 ปี แล้ว และมิได้คิดต้องการทำเรื่องขออนุญาตเข้าพบอีกเลย เนื่องเพราะเธอรู้สึกว่าหลวงแจ่มคือสุนัขทรงเลี้ยงของในหลวง อีกประการ เธอเองไม่ต้องการทำให้เจ้าหน้าที่ต้องวุ่นวาย

"ถึงเราไม่ได้เจอเขา แต่ก็ดีใจที่ได้รู้ว่าเขาทำให้ในหลวงทรงมีความสุข และเราเชื่อว่าเขายังคงทำหน้าที่ของเขาได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์"

หญิงวัยสี่สิบหกกล่าวทิ้งท้ายด้วยรอยยิ้มอย่างสุขใจ ก่อนแหงนหน้าขึ้นไปมองรูปถ่ายในกรอบวิทยาศาสตร์

ซึ่งไม่ใช่รูปถ่ายธรรมดาของหมาตัวโต แต่เป็นความทรงจำอันมีค่ายิ่งในชีวิต


ขอขอบคุณ เรื่อง และภาพจากนิตยสาร ฅ.คน ปีที่ 2 ฉบับที่ 14 เดือนธันวาคม 2549 

- ONLINE TVBURABHA - 

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

ครั้งหนึ่งในชีวิตของ พนม ช่อจันทร์