สมภพ หลุยลาภประเสริฐ ฉลองพระองค์บอกชีวิตที่พอเพียง

คุณพ่อผม นายยูไลย ท่านเป็นชาวจีนแผ่นดินใหญ่ เข้ามาตั้งรกรากอยู่ในประเทศไทย และก่อตั้งร้านเมื่อ พ.ศ.2482" สมภพ หลุยลาภประเสริฐ เจ้าของร้านยูไลย เทเลอร์ รุ่นที่ 2 ที่สืบทอดกิจการจากคุณพ่อ เล่าถึงความเป็นมา


"คุณพ่อผมมาเมืองไทยแบบมือเปล่าเลย  ไม่มีวิชาใดๆ ติดตัวมา มาเรียนตัดเสื้อจากที่ร้านเค็งเหลย แถวเยาวราช ไต่เต้ามาจากลูกจ้างฝึกงาน ฝึกอยู่ประมาณ 5 ปี พอเย็บเองเป็นก็ออกมาเปิดร้านที่ศาลาแดงที่ตั้งร้านปัจจุบันตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2"

ยูไลย เทเลอร์ มีชื่อเสียงในด้านเสื้อสูท และเสื้อราชปะแตน ที่ข้าราชการใช้ ซึ่งกล่าวกันว่าเสื้อจากร้านนี้ตัดเย็บอย่างประณีต ละเอียดลออ

"ต้องบอกว่าชื่อเสียงมาจากคุณพ่อผมคนเดียว ท่านจะลงมือตัดเย็บเองทั้งหมดคนเดียว ไม่มีลูกมือช่วย ท่านเป็นคนละเอียด การตัดเย็บก็ทำด้วยมือล้วนๆ ตั้งแต่การสอย เย็บ ชุน เรียกได้ว่าเป็นงานแฮนด์เมด แม้ต่อมาเริ่มตั้งตัวได้มีเงินจ้างลูกมือ แต่ก็ยังคงวิธีการตัดเย็บแบบเดิมเอาไว้" เขาจำได้ว่า เสื้อจากร้านมีรอยตะเข็บย่นเพียงจุดเดียว คุณพ่อจะสั่งให้แก้เย็บใหม่"

โอกาสสำคัญสูงสุดในชีวิตของเถ้าแก่ยูไลยมาถึงเมื่อ พ.ศ.2503 เมื่อถูกเลือกให้เป็นผู้ตัดเย็บฉลองพระองค์ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสำหรับเสด็จฯเยือนต่างประเทศ

"ตอนนั้นคุณพ่อท่านต้องเตรียมการตัดเย็บฉลองพระองค์ร่วมกันกับท่านสมุหราชองครักษ์ คือ พลเอกหลวงสุรณรงค์ ซึ่งตอนนั้นท่านได้ติดต่อนายวัตสัน ช่างเย็บฉลองพระองค์จากประเทศอังกฤษ เข้ามาดูแลฉลองพระองค์ต่างๆ"

เขาเล่าว่า ช่างใหญ่จากอังกฤษตัดฉลองพระองค์เสร็จครบถ้วนก็นำมาทูลเกล้าฯถวายให้ทรงลอง และแก้ไข ขณะเดียวกันก็มีรับสั่งให้หาช่างเข้ามาช่วยเย็บชุดต่างๆ เพื่อให้เสร็จทันเวลา ปรากฏว่าช่างที่ถูกเลือกมาคิดราคาสูงมาก

"มิสเตอร์วัตสันจึงปรึกษากับ คุณตุล บุญนาค ให้หาช่างรายใหม่มาดำเนินการ พอดีว่าคุณตุลเป็นลูกค้าที่ร้านอยู่แล้วเลยแนะนำคุณพ่อให้รู้จักกับมิสเตอร์วัตสัน เมื่อเสนอราคาไป ช่างใหญ่ก็พอใจ พูดได้ว่าราคาถูกกว่าที่อื่นหลายเท่า หลังจากที่ตัดเย็บไปให้ดู เขาก็พอใจในผลงาน"

หลังจากนั้นนายวัตสันจึงได้สอนวิธีการตัด การวางแบบสำหรับสร้างเสื้อชุดต่างๆให้กับนายยูไลยอย่างละเอียด

"คุณพ่อเล่าว่า มิสเตอร์วัตสันได้กราบบังคมทูลว่า ทางร้านตัดเย็บได้เรียบร้อยดี เป็นช่างฝีมือ แล้วราคาก็ไม่แพง ด้วยเหตุนี้คุณพ่อจึงได้ตัดฉลองพระองค์ที่ใช้ในการเสด็จฯ เยือนประเทศสหรัฐอเมริกา"

ฉลองพระองค์ชุดนั้นตัดด้วยผ้าไหมอย่างประณีต และหลังจากนั้นร้านยูไลยก็เป็นร้านที่ได้ตัดชุดถวายมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน

"คุณพ่อท่านเสียตอนอายุได้เพียง 47 ปี ตอนนั้นผมเพิ่งเรียนจบที่โรงเรียนสหพาณิชย์ อายุได้ 19 ปี จึงรับช่วงดูแลกิจการต่อจากท่าน"

เด็กหนุ่มหัดเรียนศาสตร์แห่งการตัดเย็บได้เพียงเบื้องต้น

"คุณพ่อสอนงานตัดเย็บให้ผมอยู่ตลอด เริ่มจากสอนสนเข็ม เนาเสื้อสอยผ้า และวิธีเลาะผ้า แต่ยังไม่ได้ทันได้ตัดเป็นเลยท่านก็สิ้นไปเสียก่อน ผมจึงต้องเริ่มเรียนใหม่หมด  โดยมีช่างมือเอกของคุณพ่อเป็นคนสอนให้ในตอนค่ำ"

ความลับในการตัดเย็บเสื้อที่เขาได้เรียนรู้จากช่างเอก เขาบอกว่า เสื้อจะใส่ได้สวยหรือไม่ เทคนิคการตัดสำคัญอยู่ที่ไหล่

"นี่เป็นหัวใจสำคัญ ถ้าเสื้อตัวไหนไหล่พอดีสวยเลย"

ร้านยูไลย ตกทอดมาถึงลูกชาย คุณพาสน์ ชูโต ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักพระราชวัง ได้กราบบังคมทูลว่า ลูกชายช่างยูไลยจะเข้ามารับช่วงงานทำฉลองพระองค์ถวายต่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านก็ทรงมีพระบรมราชานุญาต

"ครั้งแรกจำได้ว่าได้ทำสนับเพลาไปถวายก่อน ใช้สำหรับทรงกีฬา สมัยนั้นท่านทรงแบดมินตัน"

แม้จะเพิ่งเข้ามารับช่วงกิจการ แต่สมภพบอกว่า สามารถทำงานได้อย่างไม่มีปัญหา

"ตอนนั้นเรามีแพตเทิร์นอยู่แล้วไหนจะยังมีช่างมือเอกของคุณพ่อช่วย ก็ทำด้วยกันเรื่อยมา ตอนนั้นยังต้องไปเรียนเพิ่มอีก ต้องเรียนแพตเทิร์น วางแพตเทิร์นให้ถูก วัดตัวให้เป็น ดูรูปร่างให้ได้ แก้ไขทุกอย่างให้เป็นหมด หลังจากนั้นก็พร้อมที่จะทำถวาย"

แต่ที่น่าตื่นเต้นและยากลำบากสำหรับเขาก็คือ ตอนที่ได้เข้าเฝ้าฯ

"ตื่นเต้นไปหมด และก็ดีใจ โล่งใจที่เราสามารถทำได้ คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าจะมีบุญวาสนาได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านคงเป็นเพราะบุญบารมีที่คุณพ่อท่านสร้างไว้ เราเลยได้รับโอกาสเช่นทุกวันนี้"

ช่างฉลองพระองค์เล่าถึงฉลองพระองค์ที่โปรดว่า 

"พระองค์ท่านโปรดสีอ่อนในเวลากลางวัน ถ้ากลางคืนก็จะทรงสีเข้ม สีสดใสอย่างสีเหลืองท่านก็ทรงโปรดเหมือนกัน เนื้อผ้าที่ทรงโปรดก็จะเป็นผ้าคอตตอนเนื้อละเอียด ทรงแบบสบายๆ ผ้าไม่หนาไม่บางจนเกินไป"

"ฉลองพระองค์ที่ใช้ใส่บรรทมสีน้ำเงินลายจุด ทางเราได้ทำเป็นแบบเดรสซิงกาวน์ ทำมาจากผ้าไหม พระองค์ท่านโปรดเพราะใส่สบาย"

"ฉลองพระองค์บางองค์เป็นคอตตอน และมีผ้าขนหนูซับอยู่ข้างในสามารถซับเหงื่อได้ดี ก็โปรดเช่นกัน เราจะใช้ผ้าคอตตอนในการตัดเย็บเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่ใช้ผ้าสั่งตรงมาจากอิตาลี เป็นผ้าวูลและไหมผสมกัน"

"สำหรับชุดสูทสากลนั้น เขาเล่าว่าพระองค์ท่านทรงโปรดแบบสามกระดุม ผ่าข้าง เป็นแบบคอนเซอร์เวทีฟ  เรียบง่ายแบบอังกฤษ กระเป๋าด้านในค่อนข้างลึกกว่าสูททั่วไป เพราะเห็นว่าพระองค์ใส่ของมาก และชิ้นผ้าชิ้นใดที่นำมาตัดถวายแล้วก็จะไม่สั่งอีก จะแยกออกมาเลยไม่ให้ซ้ำกัน"

นอกจากชุดสูทสากลแล้ว สมภพยังรับสนองพระราชดำริในการออกแบบตัดเย็บชุดพระราชทาน

"พระองค์ท่านรับสั่งให้ผมคิดแบบเสื้อที่ใส่สบายๆ ใส่ไปได้ทุกงาน มีกระเป๋าใน คอจีน ให้ผมลองออกแบบดู เพื่อจะได้เป็นชุดประจำชาติ เช่นเดียวกันกับประเทศต่างๆ ผม คุณชูพาสน์ และ คุณพิชัย วาสนาส่ง ก็ได้มาช่วยกันคิดว่าจะทำออกมาในรูปแบบใด"

"ครั้งแรกตัดออกมาเป็นเสื้อแขนสั้นแต่ภายหลังได้เปลี่ยนมาเป็นเสื้อแขนยาว มีผ้าคาดเอวสำหรับออกงานกลางคืน และใช้ผ่ามัดหมี่ของไทยจากโครงการศิลปาชีพมาใช้ตัดถวาย ถือว่าเป็นการช่วยชาวบ้านด้วยอีกทางหนึ่ง"

เสื้อที่ตัดถวายได้กลายมาเป็นที่นิยมจนถึงปัจจุบัน เรียกกันว่าเสื้อพระราชทานซึ่งกลายมาเป็นชุดประจำชาติของชายไทยในปัจจุบันนั้นเอง

ร้านยูไลยถูกเลือกให้มารับงานสำคัญจากนายวัตสัน ก็ด้วยเหตุผลที่ว่าตัดได้ประณีต และราคาไม่แพง

"ฉลองพระองค์ทุกชุดทางร้านคิดราคาแบบต้นทุนเลย ไม่มีกำไรใดๆทั้งสิ้นเราถือว่าตัดถวายพระเจ้าแผ่นดิน เราเป็นข้าของแผ่นดิน ก็ควรทำอะไรถวายท่านให้สุดความสามารถ กำรี้กำไรอะไรไม่เอาทั้งนั้น ตัดถวายด้วยความเต็มใจและสุดความสามารถที่จะทำได้"

ในหลวงของเราเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงยึดมั่นในความพอเพียงและประหยัด 

"พระองค์ท่านจะไม่ทรงตัดฉลองพระองค์บ่อยนัก ปีหนึ่งนานๆ จะสั่งตัดสักครั้ง หรือว่าหากมีพระราชพิธีสำคัญๆก็จะสั่งตัดครั้งละ 1-2 ชุดเท่านั้น ไม่มากอย่างที่ใครๆ คิด ท่านไม่ต้องทรงฉลองพระองค์ชุดใหม่ตลอด ส่วนใหญ่จะนำเอาฉลองพระองค์ชุดเดิมกลับมาแก้ไข"

ฉลองพระองค์ส่วนใหญ่จะทรงนานถึง 8-12 ปี บางองค์ผ้ายังดีอยู่แม้ว่าจะทรงมานานแล้วก็ตาม

เขาชี้ให้ดูเสื้อสูทตัวสีน้ำตาลองค์ที่แขวนอยู่ เขาบอกว่าตัดตั้งแต่ปี 2541 แต่ผ้ายังดีอยู่ พระองค์ก็จะทรงให้แก้ไขฉลองพระองค์หลายชุดที่ท่านยังทรงอยู่ แม้จะทรงตัดมานานมากแล้ว อย่างเชิ้ตลายทางที่ทรงใช้ใส่ตอนเย็นๆ เป็นประจำ ก็ยังคงโปรดที่จะใส่ชุดเดิมอยู่ เห็นได้เลยว่าท่านทรงใช้ข้าวของประหยัดและคุ้มค่ามาก ไม่ฟุ่มเฟือยเลยสักนิดเดียว

"ทุกวันนี้โดยส่วนมากฉลองพระองค์ที่ส่งมา ก็เป็นการแก้ไขเป็นส่วนใหญ่ มีการปะชุน ฉลองพระองค์บางชุดเป็นรูเกิดจากรอยเขี้ยวของคุณทองแดง ผมก็กราบบังคมทูลกับพระองค์ท่านว่าจะทรงตัดฉลองพระองค์ใหม่อีกหรือไม่ พระองค์ท่านก็จะตรัสเสมอว่า ไม่เป็นไร ทุกวันนี้ก็ยังทรงตัวเดิมอยู่"

"เดี๋ยวนี้ผมเองต้องคอยหมั่นดูแลฉลองพระองค์ที่ส่งมาให้อยู่เสมอ ซ่อมได้ก็ซ่อม ถ้าไม่ได้จริงๆก็จะบอกคุณชูพาสน์ว่าไม่ได้แล้วนะ ต้องตัดถวายใหม่ บางทีสมเด็จพระนางเจ้าฯ ก็จะทรงรับสั่งว่าให้ตัดใหม่เพราะเก่ามากแล้ว"

นอกจากนี้พระองค์ท่านไม่โปรดที่จะลองฉลองพระองค์บ่อยๆ เพราะมีพระราชภารกิจมาก

"มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ตัดถวาย ด้วยความที่เนื้อผ้าแต่ละชนิดแตกต่างกัน ความละเอียด ความอ่อนนุ่มของผ้าต่างกัน ตอนตัดจึงต้องลองบ่อย พระองค์ท่านก็ทรงรับสั่งว่า ให้ผมโน้ตข้อผิดพลาดหรือความแตกต่างของผ้าแต่ละชนิดไว้เป็นข้อๆ ครั้งต่อไปจะได้ไม่ต้องลองกันบ่อยๆ"

"ปัจจุบันที่ร้านจึงสร้างหุ่นขนาดเท่าพระองค์เอาไว้เป็นแบบ เพื่อดูข้อบกพร่องต่างๆ ของชุดเวลาสวมให้เรียบร้อย ก่อนที่จะนำฉลองพระองค์ไปถวาย"

ฉลองพระองค์ที่คนไทยทั้งชาติอาจจะได้เห็นไปเมื่อเร็วๆนี้ ก็เป็นผลงานจากร้านยูไลเช่นกัน

"ฉลองพระองค์ที่เพิ่งตัดถวาย ก็คือฉลองพระองค์ชุดสีขาวที่ทรงในงานฉลองการขึ้นครองราชย์ครบ 60 ปี ที่เสด็จออกสีหบัญชร เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา ฉลองพระองค์ชุดนั้นเราตัดถวายเลยเพราะเห็นว่าเป็นงานประวัติศาสตร์

"อีกครั้งหนึ่งก็คือ ชุดที่ใส่ในโรงพยาบาลตอนที่ทรงพระประชวร เป็นชุดสีขาว ลักษณะคล้ายกับเสื้อผ้าของทางโรงพยาบาลเกือบทุกอย่าง ใช้ผ้าคอตตอนเนื้อละเอียด แบบแขนยาว ผูกหลัง ผ่าตรงแขนออกให้สามารถเปิด-ปิดได้ เพื่อสะดวกต่อการรักษาของคณะแพทย์ ฉลองพระองค์ที่ตัดคราวนั้นต้องนำไปฆ่าเชื้อโรงที่โรงพยาบาลเสียก่อน เลยต้องเผื่อเวลาในการตัดมากหน่อย และส่งไปก่อนเป็นอาทิตย์เพื่อฆ่าเชื้อโรคให้สะอาด"

นอกจากนี้ร้านยูไลยยังมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบชุดที่ใส่ออกพระราชพิธีสวนสนาม และชุดสำคัญต่างๆ

แม้จะตัดเย็บเสื้อผ้ามานานกว่าครึ่งศตวรรษ และตัดฉลองพระองค์ถวายในหลวง และพระบรมวงศานุวงศ์มาแล้วมากมาย แต่ร้านยูไลยก็ยังเป็นเพียงร้านเล็กๆ คูหาเดียวในทำเลเดิมเหมือนเมื่อแรกตั้ง

"ก็มีคนถามผมว่าทำไมไม่ขยายร้าน ผมก็ตอบไปตรงๆ ว่า ถ้าขยายร้านแล้วดูแลไม่ทั่วถึง คุณภาพก็จะไม่ดี สู้เราทำร้านเล็ก แบบนี้ไปเรื่อยๆ แล้วเน้นที่เนื้องานให้มีความประณีต มีคุณภาพจะดีกว่า ผมพอใจที่มีร้านเล็กแบบนี้มากกว่า"

"แนวคิดของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องของความพอเพียงนั้นเอามาใช้ได้ดีกับคนทุกชนชั้น ผมก็นำมาใช้เหมือนกัน ดูง่ายๆ จากการตัดฉลองพระองค์ ถ้าไม่จำเป็น พระองค์ท่านจะไม่สั่งตัดเลย ทรงใช้ของเก่าที่มีอยู่อย่างคุ้มค่ามากที่สุด"

"คนเราต้องใช้ของที่เรามีให้คุ้มค่าพอใจกับสิ่งที่เรามีอยู่ ไม่ฟุ้งเฟ้อ ผมก็นำมาปรับใช้กับการดำเดินงานในร้าน ไม่ต้องเปิดใหญ่โต เอาแบบพอดีตัว แต่เน้นงานดี"

"พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านเปรียบเสมือนทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของผม และครอบครัวเลยก็ว่าได้ ถ้าท่านไม่ทรงเมตตาครอบครัวของเรา ก็คงไม่มีร้านยูไลย เทเลอร์ เช่นทุกวันนี้"

"ไม่รู้จะหาคำใดมากล่าวมันเหมือนเป็นบุญที่เราได้เกิดมารับใช้พระองค์ท่านจริงๆ และก็อยากจะรับใช้ไปจนกว่าเราจะทำไม่ไหว"

"พูดกันง่ายๆ เลยก็คือ จะตัดถวายจนกว่าจะไม่มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้"


ขอขอบคุณ เรื่อง และภาพจากนิตยสาร ฅ.คน ปีที่ 2 ฉบับที่ 14 เดือนธันวาคม 2549 

- ONLINE TVBURABHA - 



โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เจ้าตัวโตผู้เกิดมาเป็นคุณหลวง

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

เมื่อพระสหายแห่งสายบุรี คิดถึงในหลวง