สีเทา กับดอกไม้ช่อนั้น

"อยู่โรงพยาบาล 17 วัน พอได้กลับบ้านก็ประคองแจกันมาเองเลย ประคองมาอย่างดี พอถึงบ้านก็เอาไปตั้งไว้ที่หัวนอน ปัจจุบันก็ยังอยู่ที่นั่น ตั้งอยู่สูงเหนือหัวนอน" แม้ทุกวันนี้เวลาผ่านมาร่วมสิบสองปี ช่อดอกไม้พระราชทานในแจกันทรงสูงช่อนั้นจะแห้งกรอบเป็นสีน้ำตาลไปตามกาลเวลา แต่สำหรับเขาแล้ว คุณค่าไม่ได้ลดลง กลับยังคงอิ่มเอิบในหัวใจเฉกเช่นเดียวกับวันแรกที่ได้รับพระราชทาน เมื่อตอนนอนป่วยเจียนตายอยู่ในโรงพยาบาล


สีเทา หรือ จรัญ เพ็ชรเจริญ นักแสดงอาวุโสวัยเจ็ดสิบสี่เล่าถึงประสบการณ์สำคัญในชีวิตที่ไม่อาจลืมเลือนได้

สีเทาเล่าว่า เขาไม่ได้เริ่มต้นอาชีพในวงการบันเทิงด้วยการเป็นนักแสดง แต่เป็นนักพากย์หนัง

อดีตครูประชาบาลจากสุราษฎร์ธานีที่มีใจหลงใหลในหนัง และยิ่งไปกว่านั้นคือการพากย์

สมัยก่อนหนังกลางแปลงที่ตระเวนมาฉายจะต้องมาเป็นคณะใหญ่ โดยเฉพาะนักพากย์นั้นสำคัญมาก ไม่ว่าหนังจะสร้างมาดีขนาดไหน แต่ถ้าพากย์ไม่ดีก็จะทำให้หนังเสียรสชาติไปมาก

"อยู่บ้านนอก เวลามีหนังกลางแปลงมาฉาย เราก็มักจะไปดูอยู่เรื่อย เห็นว่าอาชีพนี้มันเท่ดี มีคนล้อมหน้าล้อมหลังตลอดเวลา ตอนนั้นคณะพากย์หนังของ คุณเสน่ห์ โกมารชุน กำลังดัง เราก็บอกกับเพื่อนไว้เลยว่า ถ้าเห็นเขาขึ้นรถไฟมาเมื่อไหร่ให้เรียกเลยนะ จะไปสมัครเข้าคณะพากย์หนัง"

ครูหนุ่มไม่ได้พูดพล่อยเอาสนุก แต่มุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง และรอคอยการมาของคณะพากย์ระดับครู จนกระทั่งวันที่ฝันเป็นจริง เมื่อคณะของ เสน่ห์ โกมารชุน เดินทางมาถึง

"ผมไม่รีรอ เข้าไปพูดคุย ขอสมัครเป็นศิษย์ ขอทำงาน พอได้เรียบร้อย ก็ไปลาออกจากครูเลย เดินสายตามคณะพากย์ไปทุกที่"

สีเทากลายเป็นนักพากย์ที่มีชื่อเสียงในระยะเวลาไม่นาน เพราะลีลาการพากย์ที่เป็นเอกลักษณ์ ทั้งตลกเฮฮา มีลูกล่อลูกชน ดัดเสียงได้หลายอารมณ์ หลายตัวละคร เขาเล่าว่า สามารถพากย์ตัวละครต่างๆ ได้มากถึง 7 คนในหนังเรื่องเดียว 

และด้วยเหตุนี้ วันสำคัญในชีวิตก็เกิดขึ้นกับเขา 

"มีอยู่ครั้งหนึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งให้เข้าไปพากย์หนังให้พระองค์ท่านได้ทอดพระเนตรในวัง"

คงไม่ต้องบอกว่านักพากย์หนังหนุ่มใหญ่จะตื่นเต้นขนาดไหน

"เราตื่นเต้นมากจนไม่เป็นอันกินอันนอน จะได้เข้าไปพากย์ให้ในหลวงดู ทั้งตื่นเต้น ทั้งเกร็ง แต่ความดีใจที่ได้ไปมันมีมากกว่า พอถึงวันที่ได้เข้าไปจริงๆก็บอกกับตัวเองเลยว่าต้องทำให้เต็มที่"

เขายังจำบรรยากาศวันนั้นได้ดี

"ที่นั่งพากย์อยู่ห่างจากพระองค์ท่านไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้นเอง ตื่นเต้นมาก เกร็ง กลัวทำพลาด แล้วไหนจะเรื่องราชาศัพท์อีก คราวนี้ก็เกิดอาการเครียดขึ้นมาจนชักกลัวว่าจะทำให้หนังกร่อย"

หนังเรื่องที่ได้ไปพากย์ถวายก็คือ แม่นาคพระโขนงที่มี สุรสิทธิ สัตยวงศ์ และปรียา รุ่งเรือง เป็นคู่พระคู่นางของเรื่อง

"ก่อนหนังฉาย ในหลวงท่านเสด็จมารับสั่งกับผมว่า 'นี่เธอพากย์ในโรงยังไงก็พากย์แบบนั้นให้เราฟังเลยนะ' พอได้ฟังพระราชกระแส คราวนี้ล่ะสบายเลยหายเกร็งทันที  ผมก็พากย์ไปตามอย่างที่เคยทำ ใส่ภาษาชาวบ้านไปเต็มที่"

"เวลาที่เราพากย์ก็เหลือบมองพระองค์ท่านบ้าง  เห็นพระองค์ท่านทรงพระสรวล ก็ดีใจ คิดว่าท่านน่าจะโปรด"

การเป็นนักพากย์หนังในสมัยนั้นสีเทาบอกว่า คนพากย์ต้องใส่ลีลาและท่าทางลงไปเต็มที่ ไม่แพ้เล่นเอง ต้องนึกว่าตัวเองเป็นตัวละครในหนังเพื่อให้สมจริงสมจัง

"ก็อินไปกับหนัง ต้องออกลีลามากๆ มันก็เหนื่อย แต่พอหนังจบ พระองค์ท่านเสด็จมาตรัสกับเราว่า 'เหนื่อยไหมล่ะ ทานข้าวก่อนนะ หนังที่เธอพากย์เนี่ยสนุกดีนะ' เท่านั้นล่ะความเหนื่อยที่มีมันหายเป็นปลิดทิ้งเลยนะ  ดีใจที่พระองค์ท่านโปรด คราวนั้นเป็นการเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแบบใกล้ชิดครั้งแรกในชีวิตเลย"

จากนักพากย์หนัง เขาเบนเข็มไปเป็นตำรวจ สังกัดวงดุริยางค์กรมตำรวจ ทำหน้าที่เป็นโฆษกวง

"โอกาสนี้จึงได้เข้าไปแสดงต่อหน้าพระที่นั่งที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน ปีละ 1 ครั้ง ทำอยู่ 4 ปีก็ 4 ครั้ง นั่นคือ โอกาสที่ได้เข้าเฝ้าฯ อย่างใกล้ชิดอีก  ในหลวงท่านทรงเห็นหน้าเรา ก็คิดว่าพระองค์ท่านน่าจะทรงจำเราได้ ก็เหมือนเดิมนั่นแหละ เล่นเต็มที่ สุดความสามารถ"

คณะวงดุริยางค์จะเข้าวังไกลกังวลกันเนิ่นๆ เพื่อเตรียมตัว หลังจากนั้นก็รอรับเสด็จ พอเล่นเพลงเสร็จก็ส่งเสด็จ แล้วรอพระองค์ท่านลงมาทรงดนตรีอีกครั้ง ช่วงเวลานั้นเรียกได้ว่าเป็นความสุขและความทรงจำที่ไม่มีวันลืมในชีวิตของนักแสดงอาวุโสท่านนี้

"ในหลวงท่านทรงห่วงใยและเมตตาพวกเราเสมอ ทรงไต่ถามว่าเหนื่อยไหมเมื่อเล่นจบ สักพักเมื่อพระองค์ท่านเสด็จขึ้นไปเสวยพระกระยาหาร ก็จะเสด็จกลับลงมาทรงดนตรีด้วย ท่านทรงมีความเป็นกันเองกับข้าราชบริพารและประชาชนมาก ไม่ถือพระองค์เลยแม้แต่นิดเดียว"

เวลาผ่านมานานหลายปี นักแสดงอาวุโสผู้นี้ไม่เคยคิดว่า งานเล็กๆ ที่คนธรรมดาสามัญที่เปรียบดั่งข้าพระบาทอย่างเขาได้มีโอกาสทำถวาย จะยังทรงจำได้ 

ต้นปี 2539 สีเทาล้มป่วยด้วยอาการเส้นโลหิตในสมองแตก
"ตอนนั้นเล่นละคร รับบทเป็นลุงชาวประมง ต้องออกเรือหาปลาขับไปกลับอยู่หลายเที่ยว ทีนี้พอกลับบ้าน เดินอยู่ดีๆ ได้ยินเสียงพรึ่บ!! เหมือนฟิวส์ขาด เริ่มมึนหัว ตาเริ่มพร่า เหมือนเห็นมีลูกไฟเล็กๆวิ่งอยู่ในตาตลอดเวลา แล้วก็ค่อยๆทรุดลงไปนั่งกับพื้น ดีนะที่ไม่ล้มลงไปแรงๆ หลังจากนั้นภรรยาก็มาเห็นเข้า เลยพยุงมานั่งที่ข้างเสา เรียกรถพยาบาลมารับไป"

"ทีแรกยังรู้ตัวดีทุกอย่าง ยังแซวกับพยาบาลเลยว่าอย่าสอดท่อเข้ารูจมูกลุงแรง เดี๋ยวจะทะลุเข้าลูกตาลุง"

การรักษาตัวในห้องไอซียูไม่ทันนานทำให้เขาเริ่มวิตก สีเทาเริ่มคิดว่า คงไม่รอดแน่ ถ้าไม่ตายก็ต้องเป็นอัมพาต

"ไม่กี่วันก็ออกจากห้องไอซียู อาการก็ทรงๆ ไม่ได้ดีขึ้นหรือแย่ลง ในใจยังคิดเลยว่าอาการอาจจะแย่ลงกว่านี้ก็ได้ เพราะโรคนี้มันน่ากลัว ไม่ค่อยมีสัญญาณบอกเหตุ เราก็ภาวนาอยู่ในใจอยากจะหาย แต่ก็คิดอยู่เหมือนกันว่า สีเทาเอ๋ย แกคงจะสิ้นชื่อก็คราวนี้แหละ"

ก่อนที่จะทดท้อสิ้นหวังไปกว่านี้ ก็มีข่าวสำคัญแจ้งมายังโรงพยาบาล

"ทางสำนักพระราชวังแจ้งข่าวมายังโรงพยาบาลว่า ในหลวงท่านจะพระราชทานดอกไม้มาให้ พอรู้ข่าวนี้ความรู้สึกของผมเปลี่ยนไปเลยนะ จากที่คิดว่าอาจจะไม่รอด บอกกับตัวเองเลยว่าเรารอดแน่แล้ว เราต้องไม่เป็นอะไรแน่"

ครั้นถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2537 วันที่เขาจดจำไปชั่วชีวิตก็มาถึง

"ฯพณฯ จุลณพ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา องคมนตรี เป็นตัวแทนอัญเชิญดอกไม้พระราชทานมายังโรงพยาบาล พอรับแจกันเท่านั้นแหละ น้ำตาไหลเลย พูดอะไรไม่ออก มันตื้นตันใจอยู่ข้างใน ดีใจมาก ไม่มีคำบรรยายเลย เวลาสื่อมาถามก็ร้องไห้อย่างเดียว บอกได้แต่ว่าดีใจ กำลังใจดีขึ้นเยอะมาก อาการดีขึ้นเรื่อยๆ

 

"มันเหมือนพลิกความรู้สึกเลยนะ จากคนที่คิดว่าตัวเองต้องแย่แน่ ไม่ทรงก็ทรุด ตอนนี้กำลังใจมาเต็มร้อยเลย เหมือนพระองค์ทรงมาชุบชีวิตให้กับเราอีกครั้งหนึ่ง ให้เรามีความหวังและกำลังใจที่จะอยู่บนโลกนี้ต่อไป ในหลวงท่านมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ดอกไม้ที่ทรงให้เรานั้นเป็นกำลังใจให้เรามีชีวิตอยู่จนปัจจุบันนี้"

จากที่คิดว่าต้องอยู่โรงพยาบาลนานเป็นเดือน ใช้เวลาเพียง 17 วัน คุณหมอก็อนุญาตให้กลับบ้านได้ นับว่าเหนือความคาดหมาย

"ตอนนั่งรถกลับบ้านก็ประคองแจกันมาเองเลย ประคองมาอย่างดี พอถึงบ้านก็เอาไปตั้งไว้ที่หัวนอน ปัจจุบันนี้ก็ยังอยู่ที่นั่น ตั้งอยู่สูงเหนือหัวนอน ทุกวันนี้ดอกไม้แห้งมากแล้ว ขยับไม่ได้เลย เพราะว่าถ้าจับแล้วรับรองว่าร่วงหมดแน่นอน เราก็เอาพลาสติกมาคลุมเอาไว้ อยากเก็บเอาไว้ให้อยู่ในสภาพเดิมให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ เก็บไว้เป็นสิริมงคลแก่ชีวิต"

หลังจากพักฟื้นอีกระยะจนสุขภาพกลับมาแข็งแรงดังเดิม สีเทาก็ตัดสินใจอุปสมบท

"นึกในใจเลยว่าบวชถวายในหลวงท่าน เพื่อตอบแทนพระเมตตาที่พระองค์ท่านทรงมีให้กับเรา บวชอยู่ 15 วัน หลังจากนั้นเวลาที่ท่านเสด็จฯ ไปที่ไหนแล้วเราสามารถที่จะไปเฝ้ารับเสด็จด้วยได้ก็จะไป เวลาที่พระองค์ท่านเสด็จฯ ไปเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต เราก็จะไปรอเฝ้า

"ปรากฎว่าพระองค์ท่านทอดพระเนตรเห็นก็ตรัสว่า 'มาด้วยเหมือนกันเหรอเรา พ่อนักแสดงโบราณ' ได้ยินแค่นี้เราก็เป็นปลื้มแล้ว เพราะท่านทรงจำเราได้"

"หลายคนอาจจะเปรียบในหลวงเป็นพ่อของคนทั้งแผ่นดิน ในหลวงเป็นผู้สถิตอยู่ในดวงใจของคนทั้งชาติ หรือในหลวงเป็นต้นแบบ เป็นผู้มีพระปรีชาสามารถในเรื่องต่างๆ แต่สำหรับผมในหลวงเป็นอย่างเดียวเลย พระองค์เป็นผู้ให้ชีวิตใหม่กับเรา"

"ถ้าไม่ได้ดอกไม้พระราชทานเป็นกำลังใจในการมีชีวิตอยู่ต่อไปในวันนั้น ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าวันนี้จะยังมีชื่อของนายสีเทาอยู่อีกหรือเปล่า"

ด้วยเหตุนี้ สำหรับนายสีเทา ชีวิตที่เหลือนี้ เขาปวารณาตนเอาไว้ว่า

ถ้าทำอะไรให้กับพระองค์ท่านได้ก็จะทำให้ได้มากที่สุด

หมายเหตุ : คุณสีเทา หรือมีชื่อจริงว่า จรัล เพ็ชรเจริญ  เสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2559 ขณะอายุ 84 ปี

ขอขอบคุณ เรื่อง และภาพจากนิตยสาร ฅ.คน ปีที่ 2 ฉบับที่ 14 เดือนธันวาคม 2549 

- ONLINE TVBURABHA - 

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เจ้าตัวโตผู้เกิดมาเป็นคุณหลวง

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

เมื่อพระสหายแห่งสายบุรี คิดถึงในหลวง