บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560


สารภาพตามตรงว่า หลายปีก่อนหน้าเดือนตุลาคม พ.ศ. 2559 ผมมีความวิตกกังวลอยู่ลึกๆ เมื่อต้องคิดถึงวันที่จะสิ้นรัชสมัยของในหลวงรัชกาลที่9 ความวิตกกังวลของผมเป็นความวิตกกังวลในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่อยากเห็นบ้านเมืองสงบร่มเย็น ผมวิตกกังวลต่อสถานการณ์ ความเป็นไปที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติยามสิ้นพระองค์ท่าน ทั้งๆที่ความจริงโดยสถานะ ตำแหน่งแห่งหนของผม ก็ไม่ได้ไปมีส่วนเกี่ยวข้องได้เสียกับความเป็นไปหรือความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นแม้แต่น้อย

แต่ในความรู้สึกนึกคิด บางครั้งก็ห้ามใจไม่ให้คิดไปไม่ได้ ประสาคนที่ยอมรับ เคารพและนอบน้อมต่อสถาบันกษัตริย์ โดยเฉพาะราชวงศ์จักรี เนื่องจากกระแสข่าวเล่าลือและความพยายามที่จะให้ร้ายสถาบันกษัตริย์ของคนกลุ่มหนึ่งมากมายเหลือเกิน โดยส่วนตัวผมชัดเจนว่าไม่ต้องการการปกครองระบอบอื่น นอกจากระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และไม่ต้องการราชวงศ์อื่น นอกจากราชวงศ์จักรี

เพราะผมเกิดและเติบโตในในรัชสมัยของพระมหากษัตริย์ที่ประจักษ์แท้ไปทั่วว่า พระองค์มีพระชนม์ชีพเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับผืนแผ่นดินและปวงชนชาวไทย โดยเฉพาะกับคนยากคนจน โดยไม่แบ่งแยกยกเว้น ซึ่งผมพบว่านอกจากประเทศชาติแล้ว ตัวเองก็เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับสิ่งที่ดีงามจากการทรงงานหนักของพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงทศพิธราชธรรม ที่ผมเกิดและเติบโตในรัชสมัยของพระองค์ท่านเหลือคณานัป

เรื่องราวทำนองนี้ หากเป็นสมัยเมื่อ30กว่าปีก่อน ผมคงรู้สึกหวั่นไหวไม่มากก็น้อย ประสาคนๆหนึ่งซึ่งเคยมีเรื่องโง่งมอยู่บ้าง ก่อนจะเกิดปัญญา ตอนจบการศึกษาปริญญาตรี ผมเคยปฏิเสธการรับพระราชทานปริญญาบัตร เพราะคิดว่าปริญญาบัตรไม่ใช่เครื่องชี้วัดอะไร ผ่านมา30ปี ผมถึงรู้ว่าผมได้สูญเสียโอกาสที่มีความหมายที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตไปแล้ว 

แน่นอนผมไม่สามารถย้อนเวลาได้ หรือถึงแม้ย้อนเวลาได้ ผมก็อาจไม่เปลี่ยนแปลงการตัดสินใจ เพราะผมยอมรับในกรรมทุกอย่างที่เคยทำมาในอดีต แต่สิ่งที่จะเปลี่ยนไปแน่นอน ก็คือการเรียนรู้และการเติบโตที่ทำให้ผมพบว่า ความจริงนั้นไม่ได้มีเฉพาะด้านที่ไม่มีความหมายที่ผมเลือกมอง แต่ยังมีด้านที่มีความหมายที่ผมมองไม่เห็นอีกมากมาย ซึ่งหากมีโอกาสเช่นวันนั้นอีก ถึงผมจะไม่แก้ไขความผิดพลาดนั้น แต่เหตุผลในการตัดสินใจก็คงเป็นเหตุผลใหม่ที่ต่างไปอย่างแน่นอน

ถ้าสรุปที่มาของความคิดและการตัดสินใจในอดีตแบบกระชับๆ ก็คือล้วนแล้วแต่มาจากการรู้ไม่จริง มองแคบ และการรู้สึกนึกเอาเองเป็นส่วนใหญ่ แต่ที่รู้จริงๆ เชื่อได้จริงๆ มีข้อมูลครบถ้วนมากพอแทบจะหาไม่ได้เลย ซึ่งในชีวิตมีเรื่องเดิมมากมายที่ผมเคยมีความคิดความเชื่อแบบหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป ชีวิตได้เรียนรู้ มีหลักคิด เกณฑ์ยึดหรือมุมมองใหม่ ความคิดที่มีต่อเรื่องนั้นๆก็เปลี่ยนไป 

อาทิเช่นก่อนหน้านี้ผมเคยเกิดความรู้สึกไม่พอใจเสมอ  เมื่อรับรู้ว่าถูกว่ากล่าวให้ร้ายลับหลัง โดยเรื่องที่ถูกนำไปเป็นเนื้อหานั้นนอกจากขาดบริบทแล้ว ยังผิดเพี้ยนบกพร่องไปจากความจริงไม่มากก็น้อย ปัญหาเรื่องนี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ ที่ผ่านมาผมสัมพันธ์กับผู้คนน้อยลง เลือกผู้คนที่จะสัมพันธ์มากขึ้น แต่เมื่อหลักคิด ความเข้าใจต่อชีวิตเปลี่ยนไป ความเข้าใจต่อการเกิดขึ้น มีอยู่ของโลกธรรมและสิ่งที่เราสามารถรับผิดชอบได้ ทำให้ผมเข้าใจว่านั่นไม่ใช่ปัญหาของผม แต่เป็นปัญหาของคนเหล่านั้น ไม่เกี่ยวกับตัวเองแม้แต่น้อย 

นอกจากการเลือกที่จะสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้คนจะเปลี่ยนไปแล้ว ผมยังเปลี่ยนแปลงการจัดการกับปัญหาในใจ ทั้งด้านการแก้ไขและป้องกัน และที่สำคัญคือการทำให้ด้านกุศลที่ยังไม่มีเกิดมีขึ้น โดยการพัฒนาภาวะจิตใจของตนเอง และมองเรื่องการเร้ากุศลเป็นพื้นฐานในการคบมิตรมากกว่าเรื่องอื่น

ความรู้สึกนึกคิดและความเข้าใจที่มีต่อเรื่องราวของชีวิตหลายอย่างที่เปลี่ยนไป และเป็นที่พึงพอใจของตนเองนี้ นอกจากจะต้องขอบคุณความไม่รู้ ความบกพร่อง ผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่าในชีวิตแล้ว ที่จะต้องจารึกไว้ก็คือครูบาอาจารย์ผู้ให้หลักธรรมอันนำมาสู่สติและปัญญา ซึ่งนอกจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงเปิดเผยความเป็นจริงและอริยสงฆ์ผู้สืบทอดและเผยแผ่แล้ว สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่9ทรงดำรัสและพระราชทานในวาระและโอกาสต่างๆก็เป็นแสงสว่างและแนวทางที่สำคัญยิ่ง

ในมุมมองที่เกิดขึ้นใหม่ ผมมองเห็นทั้งความจริงทั้งด้านที่เป็นตำแหน่งสถานะซึ่งเป็นสิ่งสมมติ ด้านที่เป็นปูมประวัติศาสตร์อันเป็นที่มา ด้านที่เป็นมนุษย์ผู้มีความรู้สึกนึกคิดสุขทุกข์  ด้านที่เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมอันผันแปรควบคุมบังคับไม่ได้ ด้านที่เป็นกรรมอันเป็นผลของการทำเหตุ ด้านที่เป็นส่วนหนึ่งของอริยสัจคืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา รวมทั้งด้านที่เป็นคลื่นลมแห่งโลกธรรม ลาภยศสรรเสริญนินทา เหล่านี้ท้ายที่สุดคือนำมาซึ่งความรู้สึกรัก ชื่นชม ศรัทธาและสุดท้ายกระทั่งสยบยอม 

พูดสั้นๆได้ว่า การมีอยู่ของพระองค์ท่านนั้นมีความหมายอย่างยิ่งต่อชีวิตและจิตใจของผม




ก็คงเช่นเดียวกันกับคนอื่นๆ ที่โดยความรู้สึกไม่มีใครอยากสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ไม่อยากให้วันนั้นมาถึง แต่นั่นแหละ ความเป็นจริงเราต่างรู้ดีว่า วันหนึ่ง...วันนั้นก็ต้องมาถึงอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้  และแท้ที่จริงแล้วเราทั้งหลายต่างรอคอยวันนั้น

เพียงแต่มันช่างเป็นการรอคอยที่หม่นเศร้าอย่างบอกไม่ถูก ทุกครั้งที่ผมเห็นพระพักตร์ของพระองค์ท่านผ่านโทรทัศน์ผมสงสารพระองค์ท่านจับใจ นั่นคือพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในโลกที่ลำบากพระวรกาย เสด็จพระราชดำเนินไปในทุกแดนทุรกันดาร ที่ยากแค้น ทุกข์เข็ญ ขอเพียงมีประชาชนของพระองค์อยู่ ไม่ว่าชาวเขาหรือชาวเรา ไม่ว่าในกระท่อมไม้ไผ่บนดอยสูง บนสะพานไม้ หัวคันนา ผืนดินผืนหญ้า ในป่าบนภูดอย ทุ่งธารและป่าพรุปลายสุดแดนด้ามขวาน ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม จะกลางแดดหรือกลางฝน ฝุ่นลมหรือกลางหนาว ล้วนสามารถก้าวย่างและทรุดพระวรกายลงนั่งเคียงข้างประชาราษฎร์ ด้วยปรารถนาที่จะช่วยเหลือผู้คนที่ว่ายวนอยู่ในทุกขภูมิ ให้หลุดพ้นและเกิดปัญญา

ความสลดในชีวิตผมอย่างหนึ่งก็คือ การที่เห็นผู้นำ ข้าราชการ นักการเมืองหรือผู้ที่ถวายสัตย์ต่อพระองค์น้อยคนนัก ที่ทำบทบาทหน้าที่ในฐานะผู้รับสนองบรมราชโองการและตัวแทนของปวงชนให้ยอมรับได้สักเศษเสี้ยวของพระองค์ มิหนำซ้ำยังกลับตรงกันข้าม ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยความฉ้อฉล สับปลับ หน้าไหว้หลังหลอก เห่อเหิม มัวเมา จมอยู่ในอำนาจ โลภะ กิเลสตัณหา อวิชชา มิจฉาทิฐิอย่างน่าอดสู 

ผมคิดเอาเองว่า ในพระนิพนธ์พระมหาชนกที่ว่า  นับตั้งแต่อุปราช ถึงคนรักษาช้างรักษาม้า นับแต่คนรักษาม้าถึงอุปราช โดยเฉพาะเหล่าอำมาตย์ล้วนจาริกอยู่ในโมหภูมิ พวกนี้ขาดทั้งความรู้ทั่วไป คือความสำนึกธรรมดา ไม่รู้แม้แต่ประโยชน์ส่วนตน พวกนี้ชอบกินผลมะม่วง แต่ก็ทำลายต้นมะม่วงนั้น เป็นการสะท้อนความจริงและความเป็นไปของผู้คนทั้งในสังคมไทยและที่แวดล้อมพระองค์ท่านอย่างโทมนัสและปลงสังเวช

ส.ค.ส. หลายฉบับที่พระองค์ท่านทรงพระราชทานให้กับพสกนิกรชาวไทย พระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ที่ฉายกับสุนัขทรงเลี้ยง จึงแฝงนัยยะ ความหมายซ่อนข้อเตือนสติเตือนใจอันลึกซึ้ง

ผมคิดว่าพระองค์ทรงมองเห็นโลกธรรมอย่างถ่องแท้ เพราะพระองค์เองก็ต้องเผชิญกับโลกธรรมนั้น แนวคิดทั้งหลายที่พระองค์ดำริและพระราชทาน เพื่อปลดปล่อยผู้คนออกจากทุกข์ภูมิ จึงตั้งอยู่บนฐานของปัญญาธรรม เพราะเมื่อปรารถนาความยั่งยืนย่อมมิอาจฝืนกฎของธรรมชาติ

ผมคิดว่าแนวคิดเรื่องการพึ่งตนให้ได้ในเบื้องต้น อย่างพอดี พอเหมาะ พอเพียงและพอประมาณแก่ตนเอง ที่ทรงพระราชทานนั้น เป็นแนวทางการดำเนินเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตสายกลาง ที่ไม่ไหลไปตามกระแส เอาความสุข ความสำคัญของชีวิตไปผูกติดหรือขึ้นต่อสิ่งเสพย์มากไป แต่ก็ไม่ต้านกระแส จนแร้นแค้นต่อปัจจัยในการมีชีวิตทั้งหลายเกินไป ซึ่งสอดคล้องกับหลักมัชฌิมาปฏิปทาในพระพุทธศาสนาอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งเงื่อนไขประกอบที่ต้องมีทั้งความรู้และคุณธรรม ก็อยู่ภายใต้บริบทของหลักไตรสิกขาอันประกอบด้วย ศีล สมาธิและปัญญา 

โดยทั้งหมดทั้งมวล ซึ่งต้องใช้ปฏิปทาอันมีความเพียรอันบริสุทธิ์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด เป็นต้นธารของแนวทางปฏิบัตินั้น โดยรวมแล้วก็เป็นส่วนหนึ่งของอริยมรรคและอิทธิบาท4นั่นเอง ซึ่งเมื่อแสงแห่งปัญญาสาดส่องที่ปลายอุโมงค์อันมืดทึบให้เห็นเช่นนี้แล้ว ใครยังเขลา โลภและหลงอยู่ในความดำมืดของภพภูมิแห่งโมหะและมหาสมุทรแห่งมิจฉาทิฐิ ตัณหา อุปาทาน ก็เป็นเรื่องที่ต้องอุเบกขาหรือชั่งหัวมัน

การที่จะทำให้วาจาอันมีปาฏิหาริย์ของพระองค์ไม่สูญหายไปในอากาศ การยกตนว่าเป็นผู้เทิดทูนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเหนือใคร ใครจะพอเพียงต้องแบบฉัน ไม่น่าจะใช่พระราชประสงค์ พระองค์ท่านไม่เคยแบ่งแยกพสกนิกร ไม่เคยมีความเกลียดชังผู้ใดในพระหฤทัยของพระองค์ท่าน พระองค์ทำทุกอย่างเพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาราษฎร์ โดยหวังให้ภายในตน ทุกคนได้เกิดปัญญา เท่าทันอวิชชา กิเลสตัณหาและมิจฉาทิฐิ มีความเพียร สามารถพึ่งพาตนเองและรู้จักความพอ ส่วนระหว่างกันก็รู้จักแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเกื้อกูล และสุดท้ายคือฉลาดพอที่นอกจากจะไม่เบียดเบียนตนไม่เบียดเบียนผู้อื่นแล้ว ยังต้องมีปัญญาที่จะกินผลมะม่วงอย่างรับผิดชอบ ไม่ทำลายแล้ว ยังต้องรู้จักฟื้นคืนซึ่งคือการนำความยั่งยืนของสรรพชีวิตกลับมา 


ในทัศนะของผมการจะตามรอยพระองค์ท่านไม่ใช่การยกและแยกตนว่าฉันคือผู้หรือพวกที่ใช่ แล้วผลักไสผู้อื่นไปอยู่ฝ่ายตรงกันข้าม แต่คือการทำให้ทุกสิ่งที่ว่ามาปรากฏตั้งแต่ต้นทางในตนกระทั่งปลายทางคือความยั่งยืนของโลกใบนี้



ซึ่งวันหนึ่งผมก็เกิดปัญญาว่า ตัวเองไม่มีทางจะเข้าถึงความหมายของสิ่งที่พระองค์พระราชทานอย่างถ่องแท้ได้ถ้าไม่ลงมือทำ หากเราเป็นห่วง รักและอาลัยต่อพระองค์ท่าน เราควรจะลงมือทำอะไรสักอย่างตามแนวทางที่พระองค์พร่ำบอกพร่ำสอน มากกว่าเอาแต่นั่งวิตกกังวลและเศร้าโศก หดหู่กับโมหะและโลกธรรมทั้งหลาย หรือก่นด่าผู้อื่น

ถ้าอยากให้พระองค์ท่านอยู่กับเรา สิ่งที่ควรจะลงมือทำเบื้องต้นก็คือ ทำให้สิ่งที่พระองค์พระราชทานเกิดขึ้นในตัวเรา อยู่ในวิถีชีวิตและการงานของเรา

ผมใช้เวลาวันหยุดเสาร์อาทิตย์อย่างมีวินัย บ่ายหน้าไปยังที่ทางรกร้างริมแม่น้ำเพชรบุรี เริ่มเรียนรู้จากการค้นคว้า ศึกษา สิ่งที่เป็นความรู้ภายนอก ลงมือปฏิบัติผ่านการเลี้ยงดินให้ดินเลี้ยงพืช ปลูกป่า3อย่างประโยชน์4อย่าง ลองผิดลองถูก เปรียบเทียบ แยกแยะ บนฐานของอิทธิบาททั้ง4 ผมทำความเพียรบนผืนแผ่นดินแห่งนั้นไปพร้อมๆกับการวางวิธีคิดเช่นเดียวกันในตนและในกิจการของบริษัททีวีบูรพาที่กำลังเผชิญปัญหาภาวะตกต่ำของแวดวงโทรทัศน์ 

ผมเรียนรู้ว่าสิ่งที่เป็นหลักค้ำภายใน มีทั้งด้านที่ต้องรู้จักพอ นั่นคือด้านที่เป็นกิเลส ตัณหา ต้องฝึกลดละเอาแค่พอประมาณหรือพอเพียง แต่ด้านที่เป็นกุศล ความรู้ ความเพียร ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา นั่นต้องทำให้เพียงพอหรือให้เกิด ให้มี ให้มากพอ  

เป้าหมายไม่ใช่เพียงเพื่อลองพิสูจน์แนวทางที่ท่านพระราชทาน เพราะนั่นไม่มีอะไรที่ไม่ประจักษ์อีกต่อไปแล้ว แต่เพื่อให้ความหมายแห่งการทำความเพียรดั่งพระมหาชนกนั้นได้ถูกเข้าถึงและปรากฏในตน ในสวนผมใช้ทั้งสองมือที่ทิ้งร้างห่างพร้าห่างจอบมานาน ส่วนในการงานอาชีพผมใช้ความตั้งใจใหม่แทนที่ความตั้งใจเดิมที่คิดจะวางมือแล้ว...ลงมือทำ และลงมือทำ 

มันไม่ใช่การทำสวน ไม่ใช่การทำการเกษตร และไม่ใช่การดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดในวงการสื่อ แต่คือการทำความหมายทั้งปวงที่คิดได้ให้ปรากฏโดยสละการยึดมั่นถือเอาตามใจตน ผมบอกตัวเองว่านี่คือการทำเพื่อที่จะไม่ต้องทำ จงใช้มันเป็นส่วนหนึ่งของการบำเพ็ญภาวนา

ในที่รกร้างริมแม่น้ำนั้น ไม่มีแม้แต่ห้องน้ำ มีเพียงกระท่อมทรุดโทรมติดที่ดินหลังหนึ่งพอได้อาศัยชายคาผูกเปลนอน อาศัยแม่น้ำเพชรบุรีเป็นที่ชำระล้างร่างกาย วันแล้ววันเล่า คืนแล้วคืนเล่า ไม่ว่าแดด ไม่ว่าฝน ไม่ว่าร้อน ไม่ว่าหนาว ผมทำใจเป็นกลางไม่หลบหลีกหนี มือด้านแล้วด้านอีก พุพองแล้ว พุพองอีก ไปกลับสลับไปมาพร้อมๆกับภาระอันหนักอึ้งในบริษัทที่เหมือนเรือปริ่มน้ำ ที่คนบนเรือจำนวนหนึ่งค่อยๆสละเรือเพื่อเอาตนรอดไปทีละคนสองคน เป็นเวลาสองปีเศษๆ 

คล้อยหลังทิวาราตรีแห่งความเพียรที่ผ่านไป ผมค่อยๆพบว่า ความงอกงามและความเปลี่ยนแปลงไม่ได้มีแค่บนผืนแผ่นดินริมฝั่งแม่น้ำและในเรือปริ่มน้ำลำนั้น แต่มันยังปรากฏในใจ


วันนี้นาวายังคงแล่นฝ่าคลื่นลมในมหาสมุทร พร้อมๆ กับคนในเรือที่ยังอยู่อย่างปกติสุข ในแง่ผลผลิต ผมได้ทุกอย่างที่สร้างเหตุ และตระหนักว่าการจะรักษาผลไว้ให้ได้นั้น ต้องสร้างเหตุให้ดียิ่งๆขึ้นไป ประมาทและย่อหย่อนไม่ได้เลย  ในแง่ความรู้ความเข้าใจผมพบความจริงว่า การเกิดขึ้นของปัญญานั้น หากไม่ปฏิบัติ บำเพ็ญภาวนาย่อมยากที่จะจะเข้าถึง ในแง่ความซาบซึ้งในสิ่งที่พระองค์ท่านสอน ผมยิ่งสยบยอม นั่นหมายความว่าไม่ใช่เฉพาะสังคมไทย ไม่ใช่เฉพาะการดำรงชีวิต แต่สำหรับการนำผู้คนออกมาจากโมหะภูมิ อวิชชาและมิจฉาทิฐิ สร้างความยั่งยืนบนฐานการพึ่งตน พอเพียง มีเหตุผล พอประมาณอย่างแท้จริงให้เกิดกับทุกสรรพชีวิตนั้น ไม่ยากเกินวิสัย 


ขั้นต่อไปพระองค์สอนให้มีพรหมวิหาร รู้จักสละออกเพื่อเจือจาน ความงอกงามขึ้นไม่ใช่การเบียดเบียนหากแต่คือการแบ่งปัน หากจะอ้างศาสตร์พระราชาไม่ใช่เอาไปอวดตัวเป็นจุดขาย แต่ต้องเอาไปเป็นเครื่องมือและเป็นหน้าที่ๆจะทำให้ความทุกข์ของผู้คนและสรรพชีวิตในผืนแผ่นดินนี้หายไป และทำให้ความยั่งยืนของผืนแผ่นดินกลับคืนมา

และนี่คือสิ่งที่ผมทำอยู่ ทำมา และจะทำต่อไปทั้งในครอบครัว ในที่ทำงาน และในประเทศชาติ ผืนแผ่นดินที่อาศัยอยู่

ในวันที่พระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย ผมพบว่าที่ปั่นป่วนที่สุดไม่ใช่ในบ้านเมืองที่ผมวิตกกังวลแทนแต่อย่างใด  แต่เป็นในใจของตัวเองมากกว่า

การสวรรคตของพระองค์เป็นประจักษ์พยานแก่ผู้คนบนโลกใบนี้ ถึงความรัก ความเคารพอย่างสูงสุดที่ให้กับคนๆหนึ่ง ผมดีใจที่การเปลี่ยนผ่านรัชสมัยเป็นไปอย่างที่ผมเฝ้าอธิษฐาน โลกนี้มีสิ่งที่เหนือปุถุชนคนบาปอย่างผมจะเข้าถึงอีกมากมาย

และเอาเข้าจริง ผมใช้เวลาไม่นานนักในการทำความเข้าใจกับความสูญเสีย ถึงตอนนี้ผมคิดว่าไม่มีความเศร้าโศกต่อการสูญเสียพระองค์ท่านแล้ว เพราะผมคิดว่าหากจงรักภักดีต่อพระองค์ท่านและราชวงศ์จักรีก็คือการใช้ชีวิตสืบทอดสิ่งที่ท่านได้ทำไว้ให้เห็น ฝากไว้ให้สืบสาน นั่นน่าจะเป็นการแสดงออกถึงความรักที่มีต่อพระองค์ท่านที่ดีที่สุด


วันที่ 13 ตุลาคม ผมเปลี่ยนชื่อสวนซึ่งเคยตั้งไว้ว่า ริมแม่น้ำแห่งการเริ่มต้น เป็นริมแม่น้ำตามรอยพ่อ  เพื่อเป็นการถวายสัตย์แก่พระองค์ท่านไปพร้อมๆกับการตั้งปณิธานของชีวิต

เป้าหมายนั้นชัดเจนเมื่อรู้แล้วว่า ภูมิต้านทาน คือการต้องทำให้มี ทำให้เกิดขึ้น หรือรักษาไว้ซึ่งความสามารถในการพึ่งพาตัวเอง และ อย่าทิ้งความสามารถในการพึ่งพาตนเอง ถ้าทิ้งไปแล้วต้องฟื้นกลับมา

การที่จะพึ่งพาตนเอง ที่สำคัญคือต้องเพียรฝึกตน ทำตนให้เป็นที่พึ่งได้ ไม่ตั้งตนอยู่บนความประมาทเสมอ เพราะไม่ว่าความเพียร ความพอ หรือภูมิต้านทานอะไรก็ตาม ไม่ได้เสถียรคงที่อยู่อย่างนั้น

ผมระลึกอยู่เสมอว่า ยังแหวกว่ายอยู่ท่ามกลางคลื่นลมในมหาสมุทร และเตือนตนอยู่ทุกลมหายใจว่าไม่สำคัญหรอกว่าฝั่งจะอยู่ใกล้หรือไกล หน้าที่ผมคือว่ายไปโดยไม่รอนางมณีเมขลา 

ในจิตใจที่ไม่หวั่นไหว ผมพบว่าพระองค์ไม่ได้จากเราไปไหน เพียงเคลื่อนย้ายมาอยู่ภายใน

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เจ้าตัวโตผู้เกิดมาเป็นคุณหลวง

เมื่อพระสหายแห่งสายบุรี คิดถึงในหลวง