ก่อนชม 'เก่ง ลายพราง'

ในความคิดเห็นและการแสดงความรู้สึกมากมายต่อกรณี คนค้นฅน เก่ง ลายพราง มีอยู่ท่านหนึ่งที่ผมรู้สึกถึงความเป็นกัลยาณมิตรและอยากสนทนาด้วย คือผู้ที่ใช้นามว่า พรนับพัน เหมือนพิมพ์ ที่ถามมาว่าจากเสียงสะท้อนของคนดู ผมได้ข้อคิดอะไรจากกรณีของเก่ง ลายพรางบ้าง 

ความจริงเรื่องนี้มีประเด็นให้คุยกันได้มากมาย แต่คุณพรนับพันถามมาเรื่องข้อคิด ผมก็จะตอบเรื่องข้อที่ได้คิด


ข้อคิดประการแรก ที่ผมได้คือเรื่องของโลกธรรม โดยเฉพาะสัจธรรมเรื่องสรรเสริญ นินทาครับ

แต่ไม่ใช่เพียงแค่โลกมีทั้งสรรเสริญและนินทาเท่านั้น ประการที่สำคัญก็คือ 'เรา' เป็นผู้สร้างเหตุ ปัจจัย หรือสร้างกรรมให้เกิดการนินทานั้นเอง จะไปโทษผู้อื่นไม่ได้ 

ประการที่สอง ถ้ากล่าวโดยเชื่อมโยงไปอีกก็สามารถพูดให้เข้าใจกันง่ายๆว่า ทั้งๆที่รู้ว่าจะต้องมีคนด่าแต่ก็ยังทำ เพราะฉะนั้นที่มีหลายท่านเข้าใจว่า ละหลักการหรือทิ้งจุดยืนเพื่อเรตติ้งนั้น มองในมุมนี้ เรากำลังทำตามหลักการโดยให้ค่ากับความนิยมเป็นเรื่องรองไม่ใช่หรือ

ประการที่สาม กรรมเป็นเครื่องบ่งชี้เจตนาฉันใด ความเห็นก็สะท้อนให้เห็นคุณภาพของความคิดและจิตใจของผู้แสดงความคิดเห็นฉันนั้น 

ประการที่สี่ ข้อนี้ทำให้เราได้เรียนรู้ และสังวรเรื่องความเห็นต่างกับการแสดงออกซึ่งความไม่เห็นด้วย ว่าแบบไหนคือความปรารถนาดี แบบไหนแสดงถึงสติปัญญา แบบไหนคือกัลยาณมิตร และเอาเรื่องนี้ย้อนกลับมาเตือนตัวเอง

ประการที่ห้า จะเสียเวลาอันมีค่าของชีวิตให้กับอะไร และจะกรองอะไรให้จิตใจดื่มกิน ก็เป็นเรื่องของแต่ละคน

ประการที่หก แต่ก็ดีที่ได้ตรวจสอบ ทบทวนจุดยืนหรือหลักในการทำงานกันอีกครั้ง ซึ่งประเด็นหลักที่ต้องการชวนคิดในเรื่องนี้ก็ไม่มีประเด็นอะไรใหม่ แก่นหลักเป็นเรื่องเดิมที่เราพูดกันมาเสมอ ต่างกรรมต่างวาระ นั่นคือเรื่องพรหมวิหาร4 หรือความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ เพราะหลักยึดเรามีหลักเดียว เป็นหลักเดิม นั่นก็คือหลักธรรมของพุทธศาสนา ไม่ใช่หลักการตลาดหรือหลักโฆษณา ประชาสัมพันธ์

ประการที่เจ็ด เมื่อเรายังมั่นคงและแม่นยำกับหลักนี้ ไม่ว่าสรรเสริญหรือนินทาก็ต้องไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เปลี่ยนจุดยืน เพราะสิ่งที่เรายึดคือหลัก ไม่ใช่กระแสความรู้สึก โดยเฉพาะความรู้สึกที่ไม่มีคุณภาพ (ถ้าอยากรู้ว่า หลักคิดของผมในเรื่องนี้เป็นอย่างไร ให้กลับไปอ่านเรื่องของเปรี้ยว 2 สัปดาห์ก่อน) ผมยืนยันว่าการทำคนค้นฅนไม่ว่าตอนนี้หรือตอนไหน เรามีสองข้อแรกของอริยมรรคคือสัมมาทิฐิกับสัมมาสังกัปปะเป็นเครื่องกำกับเสมอ

ประการที่แปด แต่เราก็ได้เรียนรู้ว่าการแม่นในจุดยืนอย่างเดียวไม่พอ ต้องตระหนักถึงข้อควรระวัง ทำงานอย่างรัดกุม ให้งานเติบโต มีวุฒิภาวะตอบเจตนารมณ์ของจุดยืน ทั้งความกว้างและความลึก ครบถ้วนและครอบคลุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีแบบนี้ ต้องลงไปเอาใจใส่ ตรวจสอบถึงคุณภาพของงานหรือตัวรายการให้ละเอียดถี่ถ้วนกว่าปกติ 

ประการที่เก้า ซึ่งในแง่นี้ต้องเรียนว่า ยังมีข้อหละหลวม อ่อนด้อย ที่ไม่น่าพึงพอใจในความชัดเจน ครบถ้วน ของเนื้อหาที่ต้องการสื่อสารอยู่พอสมควร ข้อนี้ในฐานะคนทำงานไม่มีข้ออ้าง มีแต่ต้องน้อมรับ เอามาเรียนรู้และพัฒนาให้เกิดปัญญามากกว่านี้

ประการที่สิบ ทำให้ผมสนทนากับตัวเองว่า ถ้าคนที่เข้ามาวิพากษ์วิจารณ์นั้น เป็นแฟนรายการคนค้นฅนจริง ผมคงต้องทบทวนและตั้งคำถามถึงความเชื่ออะไรบางอย่างที่ตัวเองเคยมีเกี่ยวกับมรรคผลของรายการ ที่มีต่อสำนึกและการเรียนรู้ของผู้คนใหม่ 

ประการที่สิบเอ็ด แต่เบื้องต้นผมคงต้องบอกตัวเอง และทีมว่าเรายังต้องพยายามอีกเพราะเรายังทำได้ไม่ดีพอ คือทำได้แค่ระดับกระทบความรู้สึกแต่ไปไม่ลึกถึงระดับสำนึกและปัญญา ถ้ายังเห็นประโยชน์ก็คงต้องกลับมาคิดกันว่าจะต้องทำอย่างไร 

ประการที่สิบสอง แต่อีกด้านหนึ่ง พูดง่ายๆผมไม่ค่อยเชื่อว่าคนที่เข้ามาด่าทอนั้นจะเป็นแฟนรายการคนค้นฅนตัวจริง และเคยดูรายการคนค้นฅนสักกี่ตอน เพราะแฟนรายการคนค้นฅนย่อมรู้ดีว่า รายการคนค้นฅนคือรายการบทเรียนชีวิต ข้อคิด จากคนทุกประเภท ไม่ใช่รายการที่เจาะจงเฉพาะคนดี คนค้นฅนเคยทำทั้งเรื่องหญิงโสเภณี มือปืน พ่อเล้า นักโทษ คนค้ายา เสพยาก็ทำมาแล้วทั้งนั้น แต่แน่นอนเราให้พื้นที่กับคนดีมากกว่า เพราะฉะนั้นความเข้าใจที่ว่านำเสนอเรื่องของใครคือการเอาคนนั้นมายกย่องสรรเสริญไปเสียทั้งหมด เป็นความเข้าใจแบบคิดไปเองไม่ใช่ความจริง

ประการที่สิบสาม ทำให้ได้พิจารณาถึงข้อน่าคิดเกี่ยวกับความย้อนแย้งของความรู้สึกของคนที่อยากเห็นสังคมดี อยากขจัดสิ่งไม่ดี แต่การแสดงออกเต็มไปด้วยอกุศลจิต ความมุ่งร้าย โกรธ เกลียด เหยียดหยามและหยาบคาย อันเป็นต้นตอของความเลวร้ายที่ตัวเองอยากกำจัด แต่แท้ที่จริงมันอยู่ภายในตนนั่นเอง ผมเชื่อว่าคนจำนวนหนึ่งปรารถนาดี แต่คำถามก็คือทำไมวิธีการจึงติดอยู่กับกับดักของอคติ ความโกรธ ความเกลียด การเสียดสี นี่ทำให้ผมยิ่งต้องย้ำเตือนตัวเองว่า จงกลับมามองและพัฒนาในตัว อย่ามัวไปเพ่งโทษที่ผู้อื่น

ในรายการคนค้นฅนตอนนี้ ผู้ชมจะได้เห็นภาพที่คนทั้งฮอลล์ที่เมืองคานส์ ยืนขึ้นและปรบมือให้กับภาพยนตร์ที่ เก่ง ลายพราง ได้มีโอกาสแสดง หลังจากชมภาพยนตร์จบ นี่คือจุดที่ทำให้คนค้นฅนตัดสินใจทำเรื่องของ เก่ง ลายพราง แน่นอนเสียงปรบมือนั้นคือการส่งภาษา ส่งความรู้สึกอะไรบางอย่างถึงตัวนักแสดงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาพยนตร์ด้วย และนั่นน่าจะเป็นเสียงปรบมือชื่นชมอย่างจริงใจครั้งแรกในชีวิตของคนที่ได้รับแต่เสียงสาปแช่งมาโดยตลอดอย่าง เก่ง ลายพราง 

เสียงนั้นมีพลังมากพอที่ทำให้จิตใจสีเทาดำของคนที่เคยเรียกได้ว่าเป็นเดนสังคมคนหนึ่ง ซึ่งเคยผ่านทั้งการเสพยา ค้ายา ปล้น ทำร้ายร่างกาย จนต้องคดีติดคุก สั่นสะเทือนและเกิดความปิติจนหลั่งน้ำตาออกมา นี่อาจเป็นครั้งแรกและครั้งที่มีความหมายในชีวิตของมนุษย์สีเทาคนหนึ่ง ที่ได้รับรู้ ถึงการยอมรับในคุณค่าใหม่อันมาจากกุศลกรรมที่ตนได้ทำ ซึ่งพลังของความเกลียดชัง การก่นด่า สาปแช่งหรือพลังของความมุ่งร้ายไม่สามารถที่จะให้ความรู้สึกที่เป็นต้นธารของการเรียนรู้ มองเห็นคุณค่าและความหมายใหม่ในชีวิตของคนๆหนึ่งได้

เราจะให้พื้นที่ ให้โอกาสเขาได้ใช้พลังนี้ส่งต่อให้ใจมีกำลังให้ทำให้ดียิ่งๆขึ้นไป หรือกีดกันและไล่ต้อนเขากลับไปอยู่กับความดำมืดเช่นเดิม

คำถามสำคัญที่ไม่อาจขาดหายไปก็คือ ตอนที่ทำชั่วมีใครเคยปรบมือให้ เคยได้รับความปิติเช่นนี้ไหม? คนทั้งฮอลล์เขาปรบมือให้กับรอยสัก ปรบมือให้กับอดีต หรือปรบมือให้กับอะไร? ใช่หรือไม่ว่าเขากำลังปรบมือให้กับกุศลกรรม หรือการทำอะไรที่มีคุณค่าน่าชื่นชม คุณค้นพบความแตกต่างของกรรมทั้งหลายที่คุณทำมาแล้วได้รับแต่เสียงก่นด่าสาปแช่งกับครั้งนี้ที่ได้รับความชื่นชมมั้ย? ถ้าเป็นไปได้คุณอยากจะพาชีวิตของคุณไปอยู่ด้านใด? กรรมเก่าเปลี่ยนไม่ได้ คุณต้องทำกรรมใหม่ แน่นอนการต่อสู้กับความเคยชินของจิตใจนั้นไม่ง่าย แต่คุณก็รู้อยู่แก่ใจว่าการที่คุณอยู่กับผลของมันตลอดมาเป็นอย่างไร คุณจะอยู่กับมันตลอดไปหรือ โอกาสได้มายาก นี่คือโอกาส! คุณต้องพยายาม และนี่จะเป็นเครื่องชี้วัดว่าคุณมีปัญญาแค่ไหน? จากการที่คุณได้ใช้โอกาสให้เกิดคุณต่อชีวิตของคุณมากน้อยเพียงใด? 

นี่ไม่ใช่สารที่เราบอกเก่ง และคนประเภทเก่งเท่านั้น แต่เรากำลังบอกกับทุกคนที่กำลังกระหน่ำความรู้สึกอยู่ในขณะนี้ด้วย

ผมคิดว่าเจตนาในรายการนั้นชัดจนจะกลายเป็นยัดเยียดอยู่แล้ว แต่การใช้สื่อออนไลน์ตีโพยตีพาย ตัดสินคุณค่าแบบเหมารวมโดยไม่แยกแยะระหว่างตัวคนต้นเรื่องกับตัวรายการ ผมมองว่าเป็นความคิดเห็นที่ไม่ค่อยมีเหตุผล และถึงมีเหตุผลก็ไม่ค่อยน่าฟังเท่าไหร่ รายการคนค้นฅนยืนหยัดมาสิบกว่าปี และคงจะมีต่อไปจนกว่ามีเหตุปัจจัยให้ยุติ สัปดาห์นี้หมดเรื่องเก่ง สัปดาห์หน้าและต่อๆก็เป็นเรื่องคนดีเหมือนเดิม และก็เป็นไปได้ที่จะมีเรื่องของคนไม่ดี ไม่ถูกใจคนจำนวนหนึ่งอีก ก็เป็นธรรมดา แต่ที่สำคัญคือเจตนาหรือประเด็นที่สร้างสรรค์ ดีต่อปัญญา และไม่เคยออกนอกหลักธรรม นี่ต่างหากที่เป็นจุดหมายของรายการ 

ประการที่สิบสี่ ผมยิ่งเห็นถึงความจำเป็นของการที่ต้องทำให้ตนเจริญขึ้นตามหลักที่เชื่อ 

ประการที่สิบห้า เมื่อทำเหตุด้วยฉันทะให้ดีที่สุดแล้ว ผลเป็นเรื่องที่ต้องอุเบกขา

- ONLINE TVBURABHA -


โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เจ้าตัวโตผู้เกิดมาเป็นคุณหลวง

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

เมื่อพระสหายแห่งสายบุรี คิดถึงในหลวง