จากเมย์ ครีมถึงเปรี้ยว | สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ

หากร่างกายไม่อุทธรณ์ว่าถึงเวลาที่ต้องพักผ่อนอย่างเป็นกิจลักษณะแล้ว เสาร์อาทิตย์นี้ถ้าไม่อยู่ที่งานอบรมชาวนาที่สระบุรี ผมก็คงอยู่ที่สวนริมแม่น้ำฯ และคงไม่ได้รับรู้ว่าสังคมไทยอลอึงไปด้วยเรื่องของเปรี้ยว และคงไม่ได้เสพย์(กระแสความรู้สึกและความเห็นของคนไทยที่มีต่อ)เรื่องของเธอมากขนาดนี้

คงไม่ต้องกล่าวซ้ำว่ากระแสนั้นเป็นอย่างไร เท่าที่เห็นปฏิกิริยาของคนส่วนใหญ่เทไปในทิศทางเดียวกัน มีเพียงส่วนน้อยที่มองต่างหรือมองอย่างกลางๆ ส่วนที่เฉยๆกับเรื่องนี้ เข้าใจว่าก็คงมีไม่น้อย แต่ไม่น้อยนั้นมากเท่าไหร่ก็ไม่ทราบได้ เพราะยังเฉยอยู่ ส่วนที่ยกย่องชื่นชมเป็นไอดอลเห็นว่าก็มีอยู่ แต่ไม่ว่าจะด้วยวิธีคิดแบบไหนผมขอถอนหายใจ


ผมลองแยกธาตุการปรี๊ดแตกทางอารมณ์ของสังคมไว้เล่นๆดังนี้ จะถูกหรือผิดมากน้อยแค่ไหนก็คงไม่ใช่เรื่องที่ต้องเอาเป็นเอาตายกันนะครับ กระแสความไม่พอใจเริ่มก่อตัวจากความสะเทือนใจต่อภาพที่อเนจอนาถของผู้ถูกกระทำ และเมื่อรู้ว่าผู้กระทำเป็นใคร ต่างไปจากฆาตกรที่อยู่ในจินตนาการอย่างไร รู้พฤติกรรม ขั้นตอนการลงมือ เจตนาที่จะหลบหนีรวมทั้งการหลบหนีที่ไม่ได้กระเซอะกระเซิง ลนลาน เหมือนในละคร หนำซ้ำยังสวยไม่สำนึกผิดตลอดเวลาอย่างน่าหมั่นไส้ก็น่าจะมีส่วนอยู่มาก พอเหมาะพอเจาะกับการขุดคุ้ยที่เริ่มพบเชื้อเติมไฟ ซึ่งนอกจากจะนำพาไปสู่การพาเหรดกันขนานใหญ่ของขบวนผู้พิทักษ์ความดีที่ช่วยกันสาปแช่ง ควานหา ขุดค้นข้อมูล พฤติกรรมย้อนหลังอีกหลายเรื่องราว มาขยายความเชื่อมโยง แฉโพย ให้เห็นความแหลกเหลว เสื่อม น่าประจานและประณามของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งยิ่งขุดคุ้ยยิ่งพบกรรมเก่าต่างกรรมต่างวาระ ที่เป็นเชื้อสำหรับโหมกระพือไฟอารมณ์ให้อยากบดขยี้ทำลายผู้หญิงเลวๆน่าชิงชังรังเกียจคนหนึ่งได้เป็นอย่างดี ความพยายามนี้หากจะมองว่า เป็นความพยายามที่จะหาสิ่งมาสนับสนุนอารมณ์ การลงความเห็นของตนและสังคมที่เป็นอยู่ก็มีส่วนจริงอยู่ไม่น้อย

สื่อนั่นเหมือนพบขุมทรัพย์ที่จะแปรรูปวางบนเชลฟ์  ยิ่งมีความน่าชังใหม่ๆถูกปล่อยออกมาเป็นอาหารความรู้สึก คนยิ่งติดตามเสพย์ ยิ่งมีคนติดตามเสพย์ ยิ่งมีการกระหน่ำความคิดเห็น  ไฟอารมณ์ยิ่งถูกโหมกระพือ ไฟยิ่งโหมสื่อยิ่งเห็นและยิ่งหิว ทั้งสื่อกระแสหลัก ไม่หลัก สื่อสำนัก สื่อส่วนตัว(บางท่านเรียกสื่อเถื่อน) ช่วยกันจัดร่วมกันจุดลุกโชนขึ้นทั้งใจลามไหม้ไปทั้งสังคม

การลงความเห็นเป็นไปอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ยิ่งมีภาพถ่ายคิดน้อยของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง การแถลงข่าวของนายตำรวจใหญ่ บัญชีหางว่าวของเจ้าหน้าที่ๆมีส่วนร่วมในการจับกุม ฯลฯ ที่ไม่สบอารมณ์ก็เป็นอันถูกถล่มกันถ้วนหน้า

ที่จริงแล้วผมก็เห็นไปในทิศทางเดียวกันกับคนจำนวนมากอยู่บ้าง    ว่ามีบางแง่มุมของการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ที่ถูกสื่อสารออกมา ขัดกับกระแสความรู้สึกของสังคม แต่ผมรู้สึกว่ากรณีนี้ออกจะด่ากันเกินกว่าเหตุ พร้อมกับเกิดคำถามว่าที่เราคิดว่าเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ อยากให้เป็นอย่างนี้อย่างนั้น เรารู้ความจริงอะไรบ้าง เราด่ากันแล้ว บริภาษกันแล้ว ตัดสินกันแล้วโดยไม่ปรารถนาที่จะเข้าถึงความรู้ความจริง หรือเหตุและผลใดๆ เราไม่แม้แต่จะสามารถอดทนรอให้มีข้อมูลประกอบการสาดอารมณ์มากกว่านี้สักหน่อย เฟสบุคทำให้เราง่ายมากในการที่จะประหารชีวิตใครก็ได้โดยไม่ต้องมีความรับผิดชอบใดๆ ผมคิดว่าในวันหนึ่งๆเดือนหนึ่งๆปีหนึ่งๆเพชฌฆาตเฟสบุคสังหารคนมากกว่าเปรี้ยวมากมาย

ผมทราบดีว่าไม่อาจก้าวล่วงความรู้สึกนึกคิดของผู้ใดหากเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล แต่เมื่อจากเรื่องคิดส่วนตัวที่มีการใช้เสรีภาพที่ขาดสติง่ายมาก จนกลายมาเป็นกระแสสังคม นอกจากจะทำให้เห็นปรากฏการณ์(คุณภาพ)ทางอารมณ์ของคนจำนวนมาก ผมอดเป็นห่วงสังคมส่วนรวมไม่ได้ ผมคิดว่าอารมณ์แบบนี้อันตรายต่อสังคมกว่าเปรี้ยว การฆาตกรรมผู้อื่นของเปรี้ยวนอกจากจะต้องทุกข์ทั้งกายและใจ ได้รับบทเรียน เข็ดหลาบ สาสมไปนาน แต่ในโลกออนไลน์อาชญากรจำนวนมากยังลอยนวลและพร้อมก่ออาชญากรรมโดยไม่รู้สึกตัว

ใจจริงผมรู้สึกสงสารทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คนที่ผมสงสารมากที่สุดคือแอ๋มผู้ถูกทำร้ายจนกระทั่งเสียชีวิต ต่อมาก็คือบุพการีของเธอซึ่งต้องสูญเสียผู้ที่เป็นที่รัก ไม่ว่าเธอจะเป็นอย่างไร ชีวิตของเธอเกี่ยวข้อง พัวพัน คลุกคลีกับอะไรมาบ้าง ก็ไม่มีใครมีสิทธิ์ไปทำร้ายเธอขนาดนั้น เธอจะไร้ค่าสำหรับใครและเป็นที่ชังของใครขนาดไหน แต่สำหรับผู้ที่รักเธอ ความรักนั้นก็สะกดเหมือนกันและแปลความหมายไม่ต่างกันด้วยกันทั้งนั้น ความเจ็บปวด โกรธแค้นและการสูญเสียก็ทำนองเดียวกัน

สำหรับเปรี้ยวกับเพื่อน แน่นอนใครทำผิดอะไรก็ต้องรับผลของกรรมนั้นไป ทั้งตามกฎหมายและกฎธรรมชาติ แต่ผมคิดว่าหากเราลองแยกแยะเรื่องการทำความผิด การก่อบาปของคนๆหนึ่ง ออกจากปูมปม เงื่อนไข ที่มาของชีวิตหรือบุพกรรมของเขา จะทำให้เราวางจิตใจ วางความรู้สึกและความเข้าใจต่อที่มาของความเป็นคนของคนๆนั้น ไม่ปะปนกับกรรมอันเป็นผลของการกระทำจากความตั้งใจหรือเจตนาที่คนๆนั้นก่อขึ้น การมองแบบนี้น่าจะเป็นผลดีทั้งต่อจิตใจ สติ ปัญญาและความปรารถนาที่จะเห็นสิ่งดีๆเกิดขึ้นกับสังคมของเรามากกว่า

มีความเป็นไปได้ที่นี่อาจจะเป็นการคิดเอาเช่นเดียวกับตุลาการทางอารมณ์บนเฟสบุคทั้งหลาย แต่เท่าที่เห็นเมื่อมองไปยังบุพกรรมอันเป็นที่มาของชีวิตของเด็กผู้หญิงอย่างเปรี้ยว ตั้งแต่สภาพครอบครัว สิ่งแวดล้อม ทุนชีวิตของพ่อแม่ อันส่งผลต่อความรู้สึกนึกคิด จิตใจ และสติปัญญาของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ผมรู้สึกว่าน่าหดหู่มากกว่าน่ารังเกียจ เพราะมองไม่เห็นแม้แต่น้อยว่าคนอย่างเธอมีโอกาสและเงื่อนไขใดให้ได้บ่มเพาะจิตสำนึกเกี่ยวกับคุณค่า หน้าที่ ความหมายที่แท้ของชีวิต....เรื่องนี้น่าเปลืองเวลา เปลืองสมองไม่น้อย เพราะไม่ใช่ชะตากรรมของคนๆเดียว แต่เป็นชะตากรรมของคนประเภทเปรี้ยวอีกจำนวนมาก  ที่จะส่งผลถึงชะตากรรมของสังคม

เป้าหมายชีวิตที่คนอย่างเปรี้ยวดิ้นรนไขว่คว้า แสวงหา เพราะคิดว่าจะพาชีวิตของเธอออกไปให้พ้นจากสภาพที่เธอไม่ปรารถนา และจะนำมาซึ่งความสุขสำเร็จ ล้วนแล้วแต่คือเปลือกอันฉาบฉวย วิธีการที่เธอใช้เพื่อให้ได้ออกจากความดำมืดคือความมืดดำ คุณธรรมจริยธรรมเป็นเช่นไรเธออาจไม่เคยรับรู้  ความละอายเกรงกลัวต่อบาปอาจไม่ใช่เรื่องแรกๆที่สามัญสำนึกเธอทำงาน ชีวิตที่ว่ายวนอยู่ในโลกสีเทา หมกมุ่นอยู่กับเรื่องกิเลสตัณหาไม่กี่เรื่อง ยิ่งได้เห็นคลิปจากโลกออนไลน์ของเธอที่มีผู้ขุดมาแฉ ผมคิดว่านั่นไม่ใช่ผู้หญิงปกติธรรมดา แต่คือมนุษย์ที่เจ็บป่วยคนหนึ่งซึ่งเป็นผลผลิตจากความขาดพร่องพิกลพิการ

เมื่อมองแบบนี้ ผมเกิดความหดหู่สมเพชเวทนาต่อชีวิตของคนแบบเปรี้ยวมากกว่าความเกลียดชัง มันไม่ใช่ความสงสารเห็นใจอยากให้ได้รับการปฏิบัติที่พิเศษหรือพ้นผิด แต่เป็นความปรารถนาดีที่เราสามารถมีต่อชะตากรรมชีวิตของเพื่อนมนุษย์ ที่ตลอดทั้งชีวิตไม่มีผู้ใดเป็นกัลยาณมิตรที่จะพาชีวิตเขาออกจากอวิชชา ตัณหา อุปาทานแม้แต่ผู้เดียว

พ่อของเธอที่ผมเห็นจากข่าว นัยตาว่างเปล่า ไม่มีประกาย น่าจะเป็นชายฉ่ำเหล้าที่ชีวิตแตกสลาย  ผมมองไม่เห็นสัญญาณความสุข ความหมายในการมีชีวิตหรือความภูมิใจใดๆในชีวิตเขา ส่วนแม่ก็น่าจะเป็นผู้หญิงที่อ่อนแอ ไร้ปากเสียงและถูกกระทำ ทั้งสภาพของตัวเธอ สภาพของชีวิต ปัญหา สถานะความเป็นอยู่ที่พ่อแม่ของเธอให้เธอได้เเค่นั้น คือสภาพที่เธอรู้สึกว่าต่ำต้อย น่าอับอายและอยากหนีไปให้พ้น  เธอหนีจากความเป็นเด็กบ้านนอกตัวดำๆด้วยการทำทุกอย่างให้ต่างไปจากพันธุกรรมด้วยสิ่งที่ล้วนแปลกปลอม ผมคิดว่าเธอทั้งผ่า ทั้งเสริม ทั้งฉีด ทั้งกิน ทา สารพัด เพื่อให้ไม่เหลือคราบไคลแท้ดั้งเดิมที่เธออับอายและชิงชังรังเกียจ แต่เธอหารู้ไม่ว่า ไม่ว่าเธอจะเปลี่ยนเปลือกไปอย่างไร เธอไม่มีวันเปลี่ยนธาตุเดิมแท้ภายในของเธอได้เลย หากยังว่ายวนอยู่ในอวิชชา ตัณหา อุปาทาน

เปรี้ยวป่วยจิตเพราะอะไรพอทำความเข้าใจได้ แต่ผมอยากชวนคิดว่า จิตใจประเภทเดียวกันกับที่เปรี้ยวป่วย คือจิตใจที่ไม่มีความยั้งคิด ขาดทั้งสติและสัมปชัญญะ เต็มไปด้วยโมหะ อคติ ความโกรธเกลียด อาฆาต  ใช่หรือไม่?คนไทยจำนวนมากที่เจ็บแค้นกับความบิดเบี้ยว อยากพิทักษ์ความถูกต้องดีงาม กำลังเผยจิตใจแบบเปรี้ยวที่แท้ที่จริงแล้วสิงอยู่ในส่วนลึกของตนอย่างไม่รู้ตัว

เราด่าทอความต่ำของผู้หญิงคนหนึ่ง โดยที่เรากำลังพาจิตใจของเราลงมาระนาบเดียวกัน ตามแรงโน้มถ่วงของอารมณ์ เราอยากเห็นสังคมที่สูงและดีงามขึ้น แต่เราไม่ได้สร้างเหตุปัจจัยอะไรที่จะให้เกิดผลที่คาดหวังเลย แม้แต่กับปัจจัยที่เล็กและลึกที่สุดคือใจเรา เรารู้สึกหรือไม่ว่าเรากำลังจะพัฒนาการสำนึกรับผิดชอบที่มีต่อสังคมไปสู่จุดที่เหลือแค่ความสามารถในการด่าทอ เพราะเราทำซ้ำ ทำบ่อย จนเคยชิน เราจำเป็นต้องทำสิ่งที่ยากและซับซ้อนกว่าการนั่งผรุสวาททางอารมณ์หน้าคีย์บอร์ดรึเปล่า โดยเริ่มง่ายๆจากการมีสติและข่มใจ เรายิ่งถลำลึกในความเกลียดชังเปรี้ยวมากเท่าไหร่ เรากำลังเข้าใกล้ความเป็นเธอมากเท่านั้น

...................................................

เพราะได้อยู่บ้าน นอกจากได้รับรู้กระแสเปรี้ยว ผมยังได้มีโอกาสชมการถ่ายทอดสดกีฬาที่ผมชอบถึงสองคู่ในวันเดียวกัน คู่ แรกคือศึก UFC ระหว่าง Jose Aldo กับ Max Holloway  และอีกคู่ที่สร้างความประทับใจมากคือ การแข่งขันแบดมินตัน SCG ไทยแลนด์โอเพ่น รอบชิงชนะเลิศประเภทหญิงเดี่ยว ระหว่างน้องเมย์ รัชนก อินทนนท์ กับน้องครีม บุศนันท์  อึ๊งบำรุงพันธุ์

...................................................

อ่านต่อสัปดาห์หน้านะครับ


- ONLINE TVBURABHA -

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

เจ้าตัวโตผู้เกิดมาเป็นคุณหลวง

ครั้งหนึ่งในชีวิตของ พนม ช่อจันทร์