พอลล่า ฉันเกิดมาเพื่อเป็นเจ้าหญิง

ใบหน้าค่อยๆ เปลี่ยนไป ร่างกายดูเหมือนจะหดเล็กลง เมื่อหญิงคนหนึ่งถอดร่างกลายเป็นเจ้าหญิง ก่อนอื่น คุณต้องลืมซินเดอเรลลา และเจ้าหญิงแสนดีที่เคยรู้จักไปเสียก่อน

ณ อาณาจักรเล็กๆ ในตรอกเก่าแก่โบราณ ยังมีเจ้าหญิงผู้เย่อหยิ่ง



ก่อนที่โชคชะตาจะลิขิตให้หญิงสาวคนหนึ่งได้กลายมาเป็นเจ้าหญิง เธอผู้นั้นใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้ออยู่ในโลกแบรนด์เนม ตั้งแต่เสื้อผ้าหน้าผม ไปจนถึงของกินของใช้จิปาถะ

หญิงสาวผู้ไม่เคยแยแสคนละแวกบ้าน ใช้ชีวิตอยู่กับสังคมชั้นสูงในวงการมายา 
"พอลล่าไม่ได้เกิดมาก็เป็นเจ้าหญิงเลยนะ มารู้ว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิงก็ตอนที่กลับมาจากฮ่องกง ต้องมีคนเข็นรถให้ตลอดเลย และหลังจากนั้นก็ไม่ต้องเดินเองอีกเลย

"เวลานอนก็ต้องมีนางสนองฯ มานอนเฝ้าอยู่ข้างๆ จะไปห้างก็มีองครักษ์คอยอัญเชิญเกี้ยว วันนี้ องครักษ์ไม่อยู่ อยู่แต่นางหนอง"

พยักเหยิดไปยังหญิงสาววัยรุ่น ย้อมผมทอง กำลังนั่งยิ้ม อายม้วนอยู่บนเตียง นางในคนที่หนึ่งของเจ้าหญิงมีชื่อว่า 'เทหญ้า' ไม่ใช่ 'เทย่า'

เหล่าองครักษ์ของเธอประกอบด้วย อะลิฟ อะดิ๊ง และโจอี้ หลาน 3 คน วัย 10 ขวบ  ผู้พร้อมจะติดตามไปทุกหนแห่ง "แรกๆมันไม่อยากจะไปหรอก ต้องทิปหนักๆ ถึงจะยอมไป"

พอลล่ามาแน่ใจว่า เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ เอาเมื่อวันหนึ่ง
ขณะที่องครักษ์โจอี้วัย 10 ขวบ เข็นรถคันโตท่วมหัวเพื่อพา 'คุณแม่' ไปช้อปปิ้ง ณ ห้างโรบินสัน วงเวียนใหญ่ แต่บังเอิญพื้นเล่นระดับห้างสูงเกินกำลังจะพาข้ามไหว คุณน้าที่หลานๆ ชอบเรียกเป็น 'คุณแม่' จึงบอกให้ไปเรียก รปภ. มาช่วยยก


ไม่เพียงไม่มีใครหน้าไหนมาช่วย หนำซ้ำยังฝากองครักษ์มาบอกด้วยว่า สภาพอย่างนี้อยู่บ้านเหอะ

"พอลล่ากด 1133 เดี๋ยวนั้นเลย ต่อสายถึงผู้จัดการ นี่คุณทำอย่างนี้ได้ไง ฉันมาที่นี่ ไม่ได้มาเดินเที่ยวเฉยๆนะ ฉันมาซื้อของ เอาเงินมาให้ห้าง ปีหนึ่งให้ตั้งเท่าไหร่ ฉันเป็นลูกค้านะ ลูกค้าสำคัญด้วย มาพูดกับลูกค้าอย่างนี้ได้หรือ ..ฉอด...ฉอด...ฉอด..."

"อีกพักเดียว ทีนี้ รปภ แห่กันมาเพียบเลยครับ แย่งกันยกรถพอลล่าใหญ่เลย ได้เป็นเจ้าหญิงก็วันนั้นนั่นแหละ มีองครักษ์เป็นพรวนช่วยกันหาม เขาเลยบอกว่าพี่ครับ มาเมื่อไหร่ เชิญได้เลยครับ คราวหน้าพี่เข้าทางประตูด้านหลัง ทางเข้าพนักงานเลยนะครับ ทางมันเรียบดี ที่นี้..เราก็วีไอพีของจริง"

ชีวิตของเจ้าหญิง แห่งตรอกบ้านสมเด็จก็เริ่มต้นขึ้นนับแต่วันนั้น

วันนี้เป็นวันพุธ

สำหรับคนทั่วๆไป วันกลางสัปดาห์เช่นนี้ อาจไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษ แต่กับพอลล่า วันพุธ เป็นวันเริ่มต้นชีวิตใหม่ เช่นเดียวกับวันอาทิตย์ เป็นวันที่เธอฟื้นฟูทั้งร่างกายและความทรงจำ เป็นวันที่พระเจ้าประทานพรผ่านเครื่องฟอกของมูลนิธิโรคไตในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่โรงพยาบาลสงฆ์ เธอจึงบอกเล่าเรื่องราวในชีวิตกระท่อนกระแท่นน้อยกว่าวันอื่นๆ 

รอยะห์ รังสิมันต์ เป็นลูกสาวคนเดียว เด็กหญิงตากลมโต เป็นประกาย เกิดขึ้นมาเมื่อสี่สิบปีก่อน ครอบครัวของเธอเป็นครอบครัวใหญ่ มีน้าๆถึง 7 คน ปลูกบ้านอยู่กันพร้อมหน้าย่านตรอกมัสยิดบ้านสมเด็จ ครั้นต่อมา ญาติๆโยกย้ายออกไปพำนักที่อื่น ทิ้งบ้านเก่าหลายหลังเอาไว้ให้พี่สาว คือคุณป้าของเธอ ดูแลและเก็บค่าเช่ากิน เดือนหนึ่งๆ จึงมีรายได้โขอยู่โดยไม่ต้องดิ้นรนทำงานหนัก ป๊ะเสียไปหลายปีแล้ว ส่วนมะของเธอ ขายอาหารเล็กๆน้อยๆอยู่ในย่านนั้น

รอยะห์มีความฝัน เฉกเช่นเด็กสาวทั่วไป ฝันของเธออยู่ในโลกแห่งความงามและมายา เธอรับรู้ถึงความฝันในวันหนึ่งหลังจากจบการศึกษาระดับ ปวช.จากพาณิชยการราชดำเนิน

"ใครๆก็บอกว่า พี่รอยะห์สวยนะ ..ตอนนั้นตรงห้องนอนมองออกไปพอดีกับห้องเช่า มีหนุ่มมาอยู่เปิดหน้าต่างก็เห็นกันพอดี เราก็ยิ้มให้เขา ยังไม่ทันได้คุยกันเลย พอป้ารู้เท่านั้นแหละ จับตัวย้ายไปอยู่บ้านญาติที่บางมดเลย"

หมดห่วงจากไอ้หนุ่มห้องเช่า แต่ไม่พ้นภัยหนุ่มโรงงาน สาวยะห์ได้ไปพบกับชายหนุ่มลูกจีน ลูกเจ้าของโรงฟอกกางเกงยีนส์ข้างๆบ้านคุณน้า ทั้งคู่สานมิตรภาพระหว่างกันด้วยกิจกรรมยามดึก กระทำกันสม่ำเสมอนั่นคือ เตะฟุตบอลโกล์รูหนู ตอนตีสาม

"เพราะโรงงานบ้านเขาทำงานทั้งวันทั้งคืน พอว่างตอนตีสาม เขาก็เตะบอลกัน เราก็ไปเตะด้วย"

"ตอนนั้นน้าพาไปฝากทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว แผนกเร่งรัดหนี้สินขององค์การโทรศัพท์ เราเตะบอลทุกคืน ได้นอนวันละชั่วโมงเดียว เช้าไปทำงาน มันก็เบลอไปหมด ลูกค้ามียอดค้างแค่ร้อยเดียว ตาลายเห็นศูนย์สามตัว ก็โทรไปทวงเขา ถูกเขาโวยเกือบตาย"

"ได้ยินเขาบอกว่า ถ้าง่วงนอน ต้องกินกาแฟ ก็เลยชงกินเป็นขวดเลย กินแล้วใจมันหวิวๆ เป็นลมพับ ล้มโครมลงมาจากโต๊ะทำงานเลย เดือนร้อนคนช่วยกันพาไปหาหมอ หมอบอกว่า  ร่างกายไม่แจ่มใส เพราะไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย เราจะเถียงก็ไม่กล้า ไม่ได้ออกอะไร เตะบอลถึงเช้าทุกที"

จากวันนั้น รอยะห์จึงแน่ใจว่า ชีวิตของเธอมีความฝันอันเฉิดฉายไกลกว่าโต๊ะทวงหนี้ทางโทรศัพท์

เธอไปฝากเนื้อฝากตัวกับคุณพ่อของเพื่อนที่เป็นเจ้าของสตูดิโอภาพนิ่งในซอยสุขุมวิท 24 ช่วยประสานงาน ติดต่อนักแสดง ถือแฟ้มภาพถ่ายนางแบบนายและเตรียมพร็อพประกอบฉาก ถึงจะรับเงินเดือนน้อยนิด แต่ก็มีความสุข เพราะหญิงสาวได้ก้าวเข้ามาใกล้กับหนทางฝันของตัวเองแล้ว 

จากงานสตูดิโอภาพนิ่ง ไม่นานต่อมา ก็ก้าวเข้าสู่วงการโมเดลลิ่ง และแคสติ้งเฟ้นตัวแสดง

"ต้องถืออัลบั้มรูปเป็นปึกๆไปให้ลูกค้าดู เวลาเขาต้องการสเปค เช่น ผมยาว ดำตรง ไม่มีหน้าม้า สมัยก่อนไม่เหมือนเดี๋ยวนี้นะ สมัยนี้เขาต้องมีหน้าม้า แต่เมื่อก่อน ไม่ได้เลยนะ พอลูกค้าเลือกได้น้องแอปเปิ้ล น้องเชอร์รี่ ก็นัดวัน แจ้งราคา แจ้งคิว ต่อรอง เจรจา ประสานงาน วันไปถ่ายก็ต้องตามไปประสานงานอำนวยความสะดวกให้กับนักแสดง"

บริษัทโมเดลลิ่งที่รอยะห์ไปทำงานให้ ยุคนั้นกำลังดังเรื่องส่งนางสาวไทยเข้าประกวด ปีนั้นส่งน้องป๊อบ อารียา เข้าประกวดจนได้เป็นนางสาวไทย

ที่เล่ามานี่ ไม่ได้เกี่ยวกับงานของเธอสักเท่าไร เพียงแต่ต้องการเน้นย้ำถึงความดัง และทุกครั้งที่พยายามรื้อฟื้นความทรงจำ อดีตมักพาเธอเฉไฉออกไปหารายละเอียดของคนในวงการเสียทุกทีไป

"ไม่ว่าไฮโซคนไหน ถ้าลูกค้าสนใจอยากได้ตัวมาแสดง น้องยะห์ เอาตัวมาได้หมด ขนาดดาราดังๆ บางคนที่เกลียดการเทสต์หน้ากล้อง เรายังกล่อมให้เขามาเทสต์กับเราได้"

เธอค้นพบความสามารถอันเอกอุของตัวเอง หลังจากทำงานมาได้ไม่นาน

"พวกไฮโซ คนดังนี่ ค่าตัวเขาจะแพงกว่านางแบบทั่วไป ได้ค่าตัวแพง เงินเปอร์เซ็นต์ของเราคิดเป็นเงินแล้วก็มากโข คนจ้างเขาไม่สนหรอก ขอให้ดังไว้ก่อน บางคนเล่นเป็นสากกะเบือแช่ช่องฟรีชแค่ไหนก็ไม่ว่า"

สารรูปของแมวมองไฮโซคงไม่ใช่สภาพของสุภาพสตรีบนรถเข็น ใส่เสื้อคุณป้า เบื้องหน้านี้เป็นแน่

"นี่ชุดนี้ เบเบ้เคยใส่ถ่ายแบบ" แต่มันมาอยู่ที่บ้านเธอได้อย่างไร ไม่ได้แจ้ง

หลักฐานในห้องเก็บของเต็มไปด้วยเสื้อผ้ายี่ห้อแพงหมกอยู่ในลัง พอจะบอกถึงสิ่งที่ผู้หญิงคนนี้เคยมีและเป็น

"เมื่อก่อนนี้ เสื้อผ้าต้องแบรนด์เนมเท่านั้น ใส่เบเนตต็อง เอสปรี ดีเค ถ้าแบรนด์ไทยก็ต้องโซดา ชีวิตโดนสาปไว้ ใส่ของปลอมไม่ได้ ใส่แล้วร้อน นิตยสารที่อ่านไม่ใช่พวกเธอกับฉัน วัยหวานนะ อ่านลลนา รู้จักไหม แพร-รัชนี ศิรเลิศ พี่โต๊ะ-นวลจรี จำนงค์ไทย คนนี้หุ่นดีมากๆ

รสนิยมในการฟังเพลงก็ต้องเพลงสากล "ชอบวิทนีย์ ฮุสตัน มารายห์ แล้วก็เคนนี จี เอาไว้เปิดเบาๆ ตอนตื่นมาตอนเที่ยงคืน"

แผ่นซีดีเพลงโปรดที่ว่า ไม่เหลือให้เห็นแม้แต่แผ่นเดียว ที่มีอยู่ติดเครื่องเล่นในห้องวันนี้เป็นคาราโอเกะคาราบาว

นอกจากเสื้อผ้าแบรนด์เนมแล้ว เธอก็ไม่ต่างจากสาวๆทำงานที่รักการกินขนม ของขบเคี้ยว

"พวกฮานามิ มันฝรั่ง อะไรพวกนี้ กินไม่ได้นะคะต้องกินขนมเซนต์ไมเคิลเท่านั้น ของเขาดี หนักเนยนมกินทุกวันเลย ชอบมากๆ"

"เดี๋ยวนี้ หมอบอกเป็นไงล่ะ ชอบแบรนด์ดีนัก"

ภาพหญิงสาวตาโตเป็นลูกเชอร์รี่ โพสต์ท่าเหมือนนางแบบในอัลบั้มส่วนตัว เป็นคนคนเดียวกับผู้หญิงบนรถเข็นในเสื้อผ้าของคุณยาย ปัจจุบันกับอดีตห่างไกลกันราวกับคนละชาติภพ

"เสื้อแบบนี้ใส่แล้วมันเย็นดี เวลาวะห์แกไปตลาดนัดหรือไปเที่ยวเขมร แกชอบซื้อมาให้ ตัวที่ใส่นี่ เป็นเสื้อของยายคนหนึ่ง แกอยู่แถวนี้ เป็นโรคไตแล้วไม่ยอมรักษา นอนรอให้ตาย พอเสียไปแล้ว หลานแกก็เลยขนเสื้อผ้ามาให้ ดอกเยอะไปหน่อยแต่ก็เย็นดี"

เสื้อผ้าคาร์ดิแกนติดยี่ห้อจากอิตาลี ซื้อจากสยามเซ็นเตอร์ เสื้อผ้าแบบเก๋ๆ ประดับไหมฟูฟ่อง กลายเป็นของต้องห้าม เพราะชีวิตทุกวันนี้ต้องทำตัวให้เย็น   ใส่ได้แต่เสื้อผ้าตัวใหญ่ๆ สบายๆ บรรดาแฟชั่นหรูจึงระเห็จลงกล่อง ขนไปบริจาคสองรอบแล้วยังไม่หมด

ทำงานหนักเช้าจรดค่ำ ชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือในวงการ จนโมเดลลิ่งหลายแห่งจ้องจะคว้าตัวมาร่วมงาน

"ก็คิดไว้ว่าอยากเปิดของเราเอง แต่ยังไม่ได้ทำ ก็มี จิ๋ม โมเดลลิ่ง ตอนนั้นเขาเป็นผู้จัดการของยู่ยี่ กำลังดังเลย โทรมาแต่ก็ไม่ได้เจอกัน แล้วก็อีกแห่ง ชื่อ พีเอ็น โมเดลลิ่ง"

โชคชะตากำหนดให้มาทำงานกับพีเอ็น ได้รู้จักกับหุ้นส่วนคนปัจจุบัน ที่ออกมาเปิด อิน โมเดลลิ่ง ของตัวเองภายหลัง

"งานหลักเลยก็ออกไปหาไฮโซ คนนามสกุลดัง"

ปฏิบัติการล่าไฮโซของเธอ มักเกิดขึ้นที่ห้างเซ็นทรัล ชิดลม ในยุคนั้น พูดได้ว่า เป็นเมกกะของไฮโซเลยทีเดียว คนดังๆ หลายคนที่ปรากฏตัวในโฆษณาโทรทัศน์ ล้วนมีเธอคนนี้เป็นบันได และได้ตัวมาจากที่นี่

"คนเป็นไฮโซจริงๆ ดูหน้าออกเห็นปุ๊บรู้เลย ไม่เหมือนพวกไฮโซปลอมที่พยายามบิลด์สุดฤทธิ์แต่ก็ไม่เหมือน ถ้าจะให้ชัวร์ ต้องไปช่วงคริสต์มาส พวกนี้เขาจะกลับจากเมืองนอกกันเยอะ แม้แต่ฟลุคก็ยังไปเจอเขาที่เดอะ เธค ตอนคริสต์มาส คุณพ่อเขาทำธุรกิจ เปิดร้านรองเท้า เครซี สเต็ป"

ร่ายยาวชื่อดารา ไฮโซ ที่เคยทำงานกับ อิน โมเดลลิ่ง ที่เธอเป็นหุ้นส่วน

"มีโฆษณาแชมพูออร์แกนิคส์ เชอร์รี่ ศรีเฟื่องฟุ้ง นิโคล จิราธิวัฒน์ ภูริ ฟลุค นุ่น จ๊อบ-นิธิ ดอน"

"โอ้โฮ มีหลากรูปแบบ บางคนคุณแม่เป็นสาวใหญ่ เปิดคลับเลี้ยงหนุ่มเอาไว้ให้สาวใหญ่ มาเลือกใช้บริการ หรือพิธีกรหญิงชื่อไม่ค่อยทู่ เห็นเฉิดฉายอยู่นี่ ก็เป็นแม่หม้ายเคยแต่งงานกับเจ้าของสตูดิโอมาก่อน แต่ไม่มีใครรู้"

กิจการไปได้ดี รอยะห์มองไปถึงอนาคตที่จะโกอินเตอร์ อิมพอร์ตนางแบบจากต่างประเทศเข้ามา ในห้วงที่ธุรกิจในประเทศใกล้จะอิ่มตัว จึงเจียดเวลาไปเรียนพิเศษภาษาอังกฤษ

รอยะห์ทุ่มเทกับการทำงานเสียจนแทบลืมไปแล้วว่า นอกจาก หะริส ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่เกิดกับสามีที่เคยเตะฟุตบอลตอนตีสามแล้ว เธอไม่เคยสุงสิง พูดคุยกับใครเลยในละแวกบ้าน

ขณะเดียวกันความผิดปกติอ่อนๆของร่างกายก็ค่อยๆย่างกรายเข้ามา

แต่ดูเหมือนไม่ไยดีอะไรกับมัน


ความเป็นผู้หญิงรักสวยรักงามที่พอลล่ายังเก็บรักษาไว้ มีเพียงลิปสติก และกระจกแต่งหน้าบานเล็กกว่าฝ่ามือ

"พอลล่าของแท้ ต้องปากแดง ถึงไม่ทำงานปากก็ต้องแดง ขอโทษ พวกมิสทีน นี่ไม่ใช่นะคะ ต้อง Clinique ฝากเพื่อนซื้อจากเมืองนอก"

นอกจากลิปสติก 2 แท่ง ในกระเป๋าใบเล็ก ข้างตัวยังมีกระจกส่องหน้า ที่เจ้าหญิงหยิบขึ้นส่องบ่อยๆตรงตา จมูก แก้ม ส่วนสีลิปสติกที่ริมฝีปาก เธอไม่สนใจมากเพราะคนในวงการมีวิธีทาให้อยู่ทน

"ทาปุ๊บ เอาทิชชู่ซับสองครั้ง แล้วเอาแป้งตบ เท่านี้มันจะอยู่ทน อยู่ไปได้ทั้งวัน วิธีนี้คนในวงการเขาใช้กัน"

เหตุผลสำคัญที่ไม่อยากดูสีลิปสติก ไม่ใช่เพราะมันอยู่ทนดี แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหลังการผ่าตัดต่อมพาราไธรอยด์ จนสภาพบนใบหน้าจะเข้าที่เกือบดีเหมือนเดิมแล้ว จะมีก็ปากนี่แหละที่ใหญ่ขึ้นๆ

กระจกส่องหน้าบานจิ๋ว ส่องได้เฉพาะจุด เธอบอกว่าดีต่อความรู้สึก 

"เมื่อก่อนโต๊ะเครื่องแป้งใหญ่ก็ตั้งอยู่ในห้องนี้นั่นแหละ แต่พอ 3 ปี ผ่านไป"

"เก็บโต๊ะเลย...ทนความจริงไม่ได้"

ความดัน 120 ชีพจร 74 นักศึกษาวิชาพยาบาลขานตัวเลขบอกสภาพร่างกาย 
"วันนี้ ร่างกายดี เฟรชมาก"

พอลล่าบอกเบาๆ ถึงสถานการณ์ของตัวเอง เพื่อคลายข้อกังขาว่า เหตุใดพยาบาลสาวๆ จึงไปให้ความสนใจกับป้าสุนีที่นอนฟอกไตอยู่ข้างๆ แทบไม่มีใครมาสนใจเธอเลย

"ความดันป้าแกขึ้นสูงมาก ของเราดีแล้ว ความดันปกติ ไม่สูง เพราะกินน้ำน้อย"

นอนตาแป๋ว ส่งเสียงแจ๋วๆ ขณะที่แขนข้างซ้ายมีเข็มขนาดใหญ่เจาะเข้าไปที่เส้นเลือดสองสามเส้น ร่องรอยการใช้งานอย่างหนักและยาวนาน แสดงออกมาให้เห็นจากความปูดโปนที่ท่อนแขน

ที่นี่ ไม่มีใครรู้จัก 'รอยะห์' ตลอด 9 ปี ที่เข้าวงการเธอใช้ชื่อว่า 'พอลล่า'

ระยะเวลา 11 ปี , 2 ปี ฟอกกับโรงพยาบาลเอกชน และอีก 9 ปี เต็ม ที่ชีวิตผูกพันกับชั้น 7 ตึกกัลยานิวัฒนา โลกของผู้หญิงคนหนึ่งเปลี่ยนไปแทบพลิกกลับ แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนไปเลยก็คือ วิธีใช้ชีวิต

"แม่..แม่ ...ขนาดนอนฟอกไตอย่างนี้ แม่ไม่เหนื่อยหรือ หนูเห็นแม่พูดไม่หยุดเลยตั้งแต่เริ่มเข็มแทงจนถอด"

"พี่พอลล่า..พี่พอลล่า" หนุ่มบนเตียงฟอกไตแก๊งเดียวกัน นอนเตียงข้างๆสะกิดถาม "ผมเห็นพี่นินทาหมดทุกคนเลยในห้องนี้ อย่างนี้ผมจะเหลือไหมเนี่ย"

พี่พอลล่าไม่ต้องตอบ

"เฮ้ย! เป็นไปได้ขนาดนี้เลยหรือเนี่ย..."
เมื่อกระจกรถค่อยๆ เลื่อนลงช้าๆ เหมือนในมิวสิกวิดีโอ ชายผู้เป็นพ่อของลูกชายของเธอถึงกับอุทานเสียงลั่นเมื่อเห็นใบหน้าของอดีตภรรยา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อห้าหกปีก่อน หลังจากที่หญิงสาวผ่านการผ่าตัดต่อมพาราไธรอยด์ครั้งแรก ผู้ป่วยโรคไตที่ละเลยการดูแลร่างกายมักจะมีอาการข้างเคียง เกิดความผิดปกติในการหลั่งพาราธอร์โมน จากต่อมพาราไธรอยด์ ฮอร์โมนนี้ทำหน้าที่รักษาสมดุลของแคลเซียมและฟอสฟอรัสในร่างกาย หากเกิดความผิดปกติ จะส่งผลถึงใบหน้าและร่างกาย



สภาพที่เกิดขึ้นและดำเนินไปอย่างช้าๆ โดยเธอเองไม่ได้สังเกต แต่คนรอบข้างเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงจากหญิงสาวร่างเล็ก หน้าตาดี ตากลมโต ปากอิ่ม หน้าผากค่อยๆยื่นง้ำออก เหงือกบวมจนดันปากยื่นเหมือนครุฑ เพดานปากทรุด ตาโปน หน้าตาเปลี่ยนไปจนยากจะยอมรับ

"กินข้าวคำนึง ติดคอแทบตาย พูดอะไรก็ฟังไม่รู้เรื่อง มันอู้อี้อ้อแอ้ ใครถามก็บอกเขาว่า เป็นลูกครึ่งอังกฤษ พูดไม่ค่อยชัด"

"ที่เป็นอยู่ตอนนี้นี่ดีขึ้นแล้วนะ ถ้าก่อนหน้านี้ ตอนก่อนผ่าตัดครั้งที่สอง สภาพแย่กว่านี้อีก"

ถ้าสภาพแย่กว่าสิ่งที่เห็นในปัจจุบัน ผู้หญิงเคยสวยคนหนึ่งเอาความเข้มแข็งมาจากที่ใดในการเผชิญกับมัน

เธอไม่รู้ 
รอยะห์ผ่าตัดพาราไธรอยด์ 2 ครั้ง ในสองเดือน เจาะเลือดตรวจทุกๆ 3 เดือน ต่อเนื่องมาอีกหลายปี ขณะเดียวกัน ในวัยที่ยังน่าจะยังสนุกอยู่กับงาน และพบปะผู้คน เธอต้องไปฟอกไตในโรงพยาบาลเอกชน ที่เสียค่าใช้จ่ายสามพันบาทต่อครั้ง สัปดาห์ละสองครั้ง

ก่อนหน้านี้ มงกุฏเจ้าหญิงยังไม่ได้ครอบลงมาในชีวิตชัดเจนนัก หญิงสาวทำงานหนัก ใช้ชีวิตไปในแวดวงและชีวิตแบบที่เธอเลือกแล้ว 

ช่วงปี 2539 เริ่มกิจการของตัวเองได้ไม่ทันนาน ลูกชายคนเดียวกำลังเรียนชั้น ป.6 อาการป่วยด้วยโรคไตปรากฏชัด รอยะห์มีอาการตัวบวมมาก่อนหน้า แต่วันนั้น ทุกอย่างเลวร้ายเมื่อเธอฟุบไปสมองไม่รับรู้ ต้องพาส่งโรงพยาบาลเป็นการด่วน หมอพบว่า ไตของเธอเหลือทำงานได้เพียง 10 เปอร์เซ็นต์

รอดพ้นวิกฤติชีวิตในห้องไอซียูมาได้ ต้องพักฟื้นต่อไปอีกนับเดือน หากรอยะห์รู้ว่า ระหว่างที่ล้มพับไปเกิดอะไรขึ้นที่บริษัท บางที เธออาจไม่อยากฟื้นขึ้นมาอีกเลยก็เป็นได้ หรือบางที อาจต้องลุกขึ้นเร็วกว่าที่คิด

ระหว่างที่พักฟื้นในโรงพยาบาล เธอถูกปิดบังมาตลอดถึงสภาพการณ์ของบริษัท น้องๆในบริษัท ไม่อยากให้กระทบกระเทือนทางจิตใจ ถ้าได้รู้ว่า อิน โมเดลลิ่ง กำลังประสบปัญหา ทั้งจากสภาพเศรษฐกิจในยุคต้มยำกุ้ง และพฤติกรรมของหุ้นส่วนคนหนึ่งที่หนีจากไป

กิจการของเธอค้างภาษีกับสรรพากรถึงสามล้านบาท ติดเงินค่าตัวนักแสดงอีกหลายราย ไม่มีเงินแม้กระทั่งจ่ายค่าไฟ

"เราเช่าบ้านเขาทำบริษัท เจ้าของก็อยู่ใกล้ๆ พอตกเย็น ไม่อยากให้เขารู้ว่าถูกตัดไฟ ทุกคนก็ออกมาตีแบดฯกัน เฮฮาหน้าบ้าน ปล่อยให้บ้านปิดไฟมืด ทำเหมือนช่วยกันประหยัด"

รอยะห์กลับมาโหมงานเพื่อกอบกู้ฐานะของบริษัทภายในปีเดียว ก็ใช้หนี้นักแสดงได้จนครบทุกคน และอีก 3 ปี ก็หมดหนี้กับสรรพากร แต่ก็แลกมาด้วยสภาพร่างกายที่ทรุดลง ถึงขั้นนั่งไม่ได้ เพราะปวดหลังจนต้องนอนทำงาน หน้าตาก็ค่อยๆเปลี่ยนไปอย่างน่ากลัว อันเป็นผลจากความผิดปกติของต่อมพาราไธรอยด์

สุดที่จะฝืนต่อไป เธอจึงต้องยุติบทบาทของตัวเองลง 

"หยุดงานรักษาภาพพจน์บริษัท ใครมาเห็นเข้าจะเป็นไง นอนทำงานอยู่บนโซฟา ในช่วงนั้นไม่ได้ออกไปหาไฮโซแล้ว ใช้วิธีโทรศัพท์ติดต่ออย่างเดียว"

หุ้นส่วนก็เห็นใจ แม้จะถอนตัวไปแล้วก็ยังคงจ่ายเงินเดือนให้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อใช้เป็นทุนรักษาตัวในระดับที่ไม่ต้องทุกข์ร้อน แต่สำหรับผู้หญิงที่ชื่อ รอยะห์ให้กินๆ นอนๆ อยู่เฉยๆ ไม่เคยมีในพจนานุกรมชีวิต

แก๊สจะหมดแล้วไปไม่ได้หรอก
แท็กซี่คันที่สามแล้ว อ้างเรื่องแก๊ส เมื่อได้เห็น 'ผู้โดยสาร' ที่ รปภ. โรงพยาบาลสงฆ์พามาขึ้นรถ ไม่ใช่แค่นั่งรถเข็นมา แต่เธอผู้นี้ยังมาคนเดียวอีกต่างหาก

"เขาไม่อยากรับไปด้วยหรอก กลัวว่าจะไปตายบนรถเขามั้ง"
น้ำเสียงของพอลล่าไม่ได้บอกความคับแค้นใจใดๆอาจเป็นด้วยภูมิต้านทานระดับเข้มข้นที่มีอยู่ในชีวิต

เมื่อต้องใช้เวลานานในการ 'ลุ้น' แท็กซี่ เย็นวันอังคาร หลังเสร็จสิ้นการบำบัด เธอจึงไม่รีบร้อน เตรียมข้าวห่อมาจากบ้าน หามุมเหมาะๆซึ่งบ่อยครั้งก็คือ ป้อมยามทางเข้าโรงพยาบาลนั่นเอง

"พอลล่า ชอบออกมากินข้าวนอกบ้าน กินข้าวยังต้องมีองครักษ์แวดล้อม"

ซึ่งก็คือยามหน้าประตูโรงพยาบาล

"ยามชุดนี้ตอนมาใหม่ๆไม่รู้จักเรา เห็นเข้ามากินข้าว ก็มองๆ พอดีพยาบาลที่รู้จักลงตึกมา ร้องเรียก พอลล่า พอลล่า พี่ยามมองหาใหญ่เลย ไหนๆ พอลล่า จนพี่พยาบาลเดินมาหา ถึงรู้ว่าพอลล่าเป็นคนดัง หนูเองแหละ พี่ๆ ช่วยเรียกแท็กซี่ให้หน่อยสิ...ใช้ซะเลย"

"ถามเขาก่อนด้วยนะว่า มีแก๊สหรือเปล่า"
เจ้าหญิงกำชับ
เมื่อมุกแก๊สหมดใช้ไม่ได้ เพราะโชเฟอร์เพิ่งพลาดท่าบอกไปแล้วว่า โอ๊ยเพิ่งเติมมาเต็มถัง

บรรยากาศบนรถแท็กซี่จากโรงพยาบาลย่านพญาไท มุ่งหน้าไปสี่แยกบ้านแขกคันนั้น จึงเลวร้ายอย่างยิ่ง

"ตาลุงแท็กซี่คนนั้น พอหมดทางเลี่ยง ต้องยอมรับพอลล่าขึ้นรถ เอารถเข็นขึ้นท้ายเสร็จก็ไม่พูดไม่จา หน้าตาเครียด หงุดหงิดตลอดทางไปจนถึงบ้าน พอจอดรถได้ ก็ลงมายกรถเข็นโยนโครม ล้อชี้ฟ้า แล้วออกรถไปเลย"

"พอลล่าลงจากรถก็ได้แต่ยืนมอง ทำอะไรไม่ได้รอจนแม่เดินมารับ ช่วยยกรถเข็นให้ แกยังถามเลย อ้าวทำไมจับรถหงายท้องอย่างนั้น พอลล่ามีปัญญาไปทำอย่างนั้นได้ยังไง แต่ก็ไม่โกรธนะ"

บางวันรถติดมากๆ ขึ้นนั่งประจำที่ สงบปากสงบคำได้ไม่นาน แท็กซี่ก็เริ่มหงุดหงิด บ่นปวดขา

"เหมือนเราเป็นคนผิด ไปทำให้พี่เขาเดือดร้อน ยังไงไม่รู้ ก็เลยบอกว่า งั้นหนูช่วยขับไหมพี่"

บางทีหนีรถติด ก็แนะทางให้ไปออกทางด้านมาบุญครอง สามย่าน

"แต่พี่แกเล่นขับอ้อมวน พาพอลล่านั่งรถเล่นไปจนถึงซอยนานา สุขุมวิทโน่น แล้ววกไปข้ามสะพานตากสิน แถมบอกอีกต่างหากว่า เส้นนี้ดีที่สุด โดนค่ารถไปสองร้อยกว่าบาท ช่างเขา เห็นอย่างนี้แล้วยังอยากจะฟันเงินเราก็ตามใจ"

ตอนพันธมิตรฯ ปิดถนน ยึดทำเนียบ ใครเลยจะรู้ว่า เจ้าหญิงคนหนึ่งต้องเดือดร้อนกับ 'การเมืองภาคประชาชนบนท้องถนน' หนนั้นอย่างร้ายกาจ

"ค่าแท็กซี่แม่ให้ไว้ ไปกลับครั้งละสองร้อยไม่เคยพอ ไปอย่างเดียวก็เกือบสองร้อยแล้ว"
เส้นทางที่เคยใช้ประจำถูกยึด ต้องวนอ้อมไปมา

"วันหนึ่ง แม่เรียกรถให้มาจากบ้าน พอข้ามสะพานพระปกเกล้าไปฝั่งโน้น โห! รถติดยาว ดูเหมือนจะเป็นวันที่เขายิงแก๊สน้ำตากัน พี่แท็กซี่หงุดหงิดอีกแล้ว บอกไปเปียแชร์ไม่ทัน ทำไงดี พอลล่าก็ถาม พี่เปียที่ไหนล่ะ อ้อ ตรงท่าพระจันทร์ ใกล้ๆกับธรรมศาสตร์ งั้นพี่ไปเปียก่อนก็ได้ เขาก็พาพอลล่า อ้อมไปเปียแชร์ก่อนถึงไปส่งโรงพยาบาล คิดดูดิ"

จะว่าแท็กซี่ทั้งกรุงเทพฯ มีแต่คนใจร้ายกับองค์หญิงก็หาไม่

"เมื่อเช้าออกจากบ้านมาโรงพยาบาล มากับพี่ตากล้อง คนค้นฅน พอลงรถ พี่เขาไม่เอาตังค์ พี่ตากล้องถามว่า ทำไมล่ะ เขาบอกว่า เอาไม่ลง ผมขาแขนดีๆ เดินเองได้ยังหากินลำบาก แล้วเขาเดินก็ไม่ได้ จะเป็นไง เอาเงินเขาไม่ลงหรอก แหม!! ใจดี ได้ออกทีวีเลย

"พอขึ้นรถได้ก็นั่งเงียบๆ บางทีเขาก็ชวนคุย พอแม่เรียกรถแล้วส่งขึ้นไปคนเดียว พี่แท็กซี่ก็ถามเลย อ้าว! ไปคนเดียวเหรอก ไหวเหรอ แหม!พี่ ถึงหนูจะเดินไม่ได้ หนูก็มีสมองนะ"

หรือถ้าเจอแท็กซี่หน้าบูดๆ เกิดกลัวขึ้นมา ก็บอกว่า "พี่ พี่ อย่าเอาหนูไปขายนะ ถ้าพี่จะเอาไปขายจริงๆ ให้หนูไปหาแม่ก่อน แม่หนูอยู่ในนั้น ก็ชี้ไปที่เขาดิน แม่หนูเป็นลิงอุรังอุตัง"

ไม่เฉพาะนั่งรถเข็นขึ้นแท็กซี่ไปฟอกไต เจ้าหญิงบนรถเข็นยังไปไหนได้ทุกที่ที่มีทาง เคยยกขบวนพาแม่พายาย ซึ่งเพิ่งหายจากอัมพฤกษ์ นั่งรถเข็นตะลุยสยามพารากอนให้ฮือฮามาแล้ว

"ไปสยามพารากอน ได้ไปดูปลาทะเลหรือเปล่า"

"ปลาอะไรเหรอ อ๋อ อ๋อ ที่ปลามันตายเยอะๆ ใช่ไหม อู๊ยส์!!  พอลล่าไม่ไปหรอก เคยไปดูที่ฮ่องกงมาแล้วสวยกว่า ดีกว่า ปลาก็เยอะกว่า..."

ในยามที่ป่วยหนักจนเดินไม่ได้ เจ้าหญิงพอลล่ายังสามารถไปปร๋อเล่นสล็อตแมชชีนอยู่ที่เกนติ้ง ไฮแลนด์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นทริปสุดท้ายที่เธอให้รางวัลชีวิตและเกิดขึ้นมาร่วมๆ 5  ปี แล้ว

เธอไปเที่ยวเมืองนอก ช้อปปิ้งในห้างหรู ขณะเดียวกัน ก็มีความจำเป็นต้องไปตลาดพาหุรัดด้วย

"เพื่อนสมัยเรียนมัธยมเขามาเป็นสะใภ้ร้านขายอุปกรณ์ทำขนมที่พอลล่าชอบมาซื้อของ พอเห็นเรา เขาก็เลยอยากช่วย ก็ไม่ขัดศรัทธา เราชอบขอเงินคนอยู่แล้ว ขอเงินแล้วมันอบอุ่นดี..เขารู้จักกับร้านขายยา ก็เลยสั่งยาสร้างเม็ดเลือดตามที่หมอสั่งให้ แล้วพอลล่าก็ต้องไปเอาเองเดือนละครั้ง"

การตะลุยพาหุรัดของพอลล่า คือการโดดขึ้นท้ายมอเตอร์ไซค์ไปเพียงคนเดียว และเจ้าหญิงของเราก็ไปของเธอเองได้ ไม่มีปัญหา

"แม่ผมนี่เก่งนะ ขนาดนั่งรถเข็น ยังไปได้ทุกที่"

หะริส ลูกชายคนเดียว ที่บัดนี้ห่างอกไปแล้วพูดถึงคุณแม่เจ้าหญิงให้ได้ยินบ่อยๆ พูดถึงอย่างชื่นชมเสมอ แม่คนนี้จึงต้องเก่งให้ได้ตลอดไป ให้สมกับความชื่นชมที่ลูกมีให้ แม้ความจริงที่เป็นอยู่

ชีวิตไม่ได้ง่ายจนเก่งไปได้ตลอดเช่นนั้น

อย่าตั้งชื่อเรื่องว่าเจ้าหญิงกบนะ
"...ป้าไม่ชอบ อย่าไปเรียกให้ป้าได้ยินเชียว ป้าจะโกรธมากเลย แกบอกหลานสาวออกจะสวย มาเรียกอย่างนี้เดี๋ยวโดนระเบิด"

แต่ดูเหมือนไม่มีใครกลัวคุณป้าสักเท่าใดนัก
"ว่าไงล่ะ เอเลี่ยน"

"คุณแม่พยาบาลที่สนิทกันมากๆ ชอบล้อหนูว่าเป็นเอเลี่ยน ตอนหลังเลยเรียกแกว่า แม่เอเลี่ยนเสียเลย  ล้อมากๆตอนนี้หน้าแม่เหมือนหนูแล้ว"

เธออาจมีชื่อในวงการ (บนตึกชั้น 7 ของมูลนิธิโรคไต) ว่า พอลล่า ด้วยความปลาบปลื้มที่มีต่อน้องดาราลูกครึ่งคนสวย แต่กับในระแวกตรอกมัสยิดบ้านสมเด็จทันที่ที่รถเข็นคล้อยหลังได้ไม่ไกล เจ้าหญิงพอลล่าบนรถเข็นถูกเอ่ยถึงด้วย 'ชื่อนอกวงการ' อีกอย่างน้อยๆ 4 ชื่อ

"บางทีเขาก็เรียกว่า ปลาปักเป้า หรือเรียก อีง่อย บางทีก็เรียกนังพิการ"

แต่ที่ดูเหมือนจะฮิตติดหูจนองครักษ์ประจำตัวเจ้าหญิงจำไปเรียกด้วย ก็คือ

เจ้าหญิง ....กบ
ผ่านไปที่ใด คล้อยหลังเจ้าหญิงไม่ทันลับตา เป็นต้องมีเรื่องให้พูดถึง

"พี่คนนี้ เมื่อก่อนสวยนะ แต่ก่อนตอนที่ยังเดินได้ อู๊...ย แต่งตัวเก่ง หยิ่ง ไม่คบใครเลย แต่เดี๋ยวนี้เหรอพอเดินไม่ได้ขึ้นมา แหม ทีนี้ พูดกับทุกคนเลย

"ไม่โกรธหรอก พอลล่าคงจะดีเกินไป สวยเกินไป พวกเขาถึงเอามาเมาท์ ถึงจะต้องมาเป็นอย่างนี้ แต่พอลล่าก็ได้ทำงานตามที่ฝันไว้ ออกไปนอกบ้าน ไปเป็นลูกจ้างเขามา 8 ปี แล้วเป็นเจ้าของบริษัทเองอีก  15 ปี คนที่นินทาบางคนไม่เคยออกไปไหนไกลจากบ้านนี้เลย"

"ชีวิตพอลล่าสุดยอดแล้ว ได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก ถึงวันนี้จะต้องมานั่งรถเข็นก็ไม่เป็นไร พอใจแล้ว"

ไม่โกรธเลยสักนิดกับเสียงนินทา

"ถึงคนแถวนี้จะนินทา แต่เขาก็ยังมีมารยาทนะไม่มีใครเรียกต่อหน้า ยกเว้นก็แต่ยายนี่"

ชี้ไปที่นางหนองที่อยู่ข้างๆ
"มันเรียกต่อหน้าเลยว่าเจ้าหญิงเคโระ"

"คุณแม่ คุณแม่"
หลานชายองครักษ์สะกิดเรียกกลางห้าง
"ดูดิ หน้าเหมือนคุณแม่เลย" ชี้ไปที่ตุ๊กตากบตัวสีเขียว ปากกว้างๆ ตาโปนๆ

สภาพร่างกายของเธออันเป็นผลจากความผิดปกติของต่อมพาราไธรอยด์ ทำให้หน้าตาแปลกไปจากที่เคยเป็น หลานๆ หลายคนที่มาเยี่ยมหา ไม่กล้าเข้ามาสลาม "แอบกระซิบถามว่า ป้าครับ ป้าครับ ทำไมปากป้าใหญ่มากเลย"

บางที เธอเล่า "เด็กๆแถวๆบ้าน เห็นพอลล่าผ่านมาก็เข้ามาถาม ป้าคับ ทำไมป้าปากใหญ่จังครับ"

นอกจากใหญ่ และยังปูดเพราะเหงือกดันออกมา
"ป้าอมทอฟฟี่น่ะ"
"วันรุ่งขึ้น พอเข็นรถผ่าน ไอ้ตัวแสบมันกระโดดต่อยปากเลย อ๋อ รู้แล้ว ป้าอมฮอลล์

"หลานๆจะเรียกพอลล่าว่า คุณแม่ พอเพื่อนมันมาหา ได้ยินเรียกว่า คุณแม่ ก็แอบถามว่า นี่แม่เหรอ หลานเรามันไม่ยอมรับ ได้แต่หัวเราะ มันอายเพื่อน"

หลังการผ่าตัด ครั้งที่ 2 สภาพใบหน้าบิดเบี้ยวผิดรูปกลับคืนมาบ้าง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ดูเหมือนตัวพอลล่าจะหดเล็กลง เว้นไว้ก็แต่ส่วนหัวที่ดูโตขึ้น ทั้งๆที่มันก็เท่าเดิม

"เราหัวโตตั้งแต่เด็กแล้ว สมัยเรียนเพื่อนมันยังเรียกว่า หัวแอปเปิ้ล ตาเชอรี่"

นานกว่า 4 ปี บนรถเข็น การมีชีวิตยังเป็นเรื่องสนุก และดำเนินไปเช่นชีวิตที่เคยดี แม้จะตกอยู่ในท่ามกลางคำที่น่าจะเจ็บช้ำบั่นทอนความรู้สึกจากผู้คนรอบข้าง ทั้งรักสนิท และคนที่สัมผัสเพียงผิวเผิน

"อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับใจเรา ป้าสอนพอลล่าเสมอว่า อัล ฮัม ดู ลิน ละห์..."
แล้วมันแปลว่าอะไรหล่ะ

"นั่นน่ะสิ แปลว่าอะไรหว่า..." หลับตาคิด วันนี้เป็นวันศุกร์แล้ว ความจำชักแย่"

"สักวัน พระเจ้าจะเปิดใจเขา" เธอว่า

พระเจ้าจะเปิดใจเขา เหมือนที่เปิดใจเธอ
"วันที่เดินไม่ได้ พอลล่าก็ตัดสินใจออกไปซื้อรถเข็นที่ศิริราช เช้าวันนั้นก็ขึ้นแท็กซี่ไปทำงานที่บริษัทเหมือนปกติ ไม่เสียใจ ไม่เสียดายอะไร เพราะชีวิตเราเดินมามาก เดินมาไกล เดินมาพอแล้ว

"สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต ถือว่าพอแล้ว"
ระดับของความรู้จักพอ คงทำให้หัวใจของเธอเข้มแข็ง และอดทนรอได้จนถึงวันที่ อัล ฮัม ดู ลิน ละห์


"มีเด็กคนหนึ่งชอบมานอนเฝ้าพอลล่า เขาจะออกตุ้งติ้งหน่อย วันนั้น เขากำลังเดินมาหาที่บ้าน ยัยป้าอ้วนประจำซอย เรียกใช้ไปทำอะไรไม่รู้ แต่ไม่ยอมไปทำให้ บอกว่าไม่ได้ กำลังจะไปหาพี่ยะห์ ยายป้านั่นเลยบอกว่า อ๋อ จะรีบไปรับใช้นังเจ้าหญิงกบหรือ"

ฉายานามที่คุณป้าแสนเกลียดจึงเกิดขึ้นนับแต่นั้น
สำหรับเทหญ้า เป็นนางหนอง คนสนิทวัยคราวหลาน
"เคยอยากรู้จักพี่เขามาตั้งนานแล้ว เมื่อก่อนเห็นพี่เขาเราก็สงสัยว่า ทำไมพี่คนนี้ไม่มีรองเท้าแตะที่บ้านเลย"

หญิงสาวเฉี่ยวทันสมัย ออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ กลับบ้านอีกทีก็เกือบๆเที่ยงคืน
"ทำงานอาทิตย์ละ 6 วัน  วันอาทิตย์ถ้าไม่ออกไปเดินห้าง ก็นอนอยู่บ้านไม่ออกไปไหน ชีวิตนี้จึงไม่เคยมีรองเท้าแตะเลย"

รองเท้าแตะที่ขาดหายไปในชีวิต จึงเปรียบได้กับความเหินห่างกับผู้คนละแวกบ้านรอบตัว

เทหญ้าไม่ทันได้รู้จักหญิงสาวแสนเฉี่ยวทันสมัยคนนั้น หากแต่มาได้รู้จักอีกคนที่รูปลักษณ์ต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่น้ำจิตน้ำใจนั้นเจ้าหญิงแท้ๆ

..................

หลานสาวผู้เป็นที่รักของวะห์เสมอ ไม่ว่าเธอจะอยู่ในสภาพเช่นไร ก็ยังเป็นเด็กเล็กๆ ที่คุณป้าเห็นมาแต่น้อย
"ป้าแกยังเลี้ยงพอลล่าเหมือนเป็นเด็กๆ ถ้าเกินสองทุ่มไม่กลับบ้าน ต้องให้คนไปตามแล้ว จะคุยอะไรกันนักกันหนา ต้องบอกแกไปบ้างว่า โตป่านนี้ ไม่มีใครจับตัวไปหรอกป้า"

"นี่อย่าไปบอกใครนะ เอาแหวนเพชรของป้ามาใส่ติดนิ้วอยู่นี่ ไม่กล้าถอดคืน ไปทำเพชรแกหลุดหายไปสามเม็ด ไม่รู้ทำไง เอาสำลีทากาวยัดเอาไว้ ถ้าคืนไป แกต้องเอาไปล้าง ต้องรู้แน่เลย"


ยีราฟตัวข้างๆ เคยวัดความสูงไว้ได้ที่ 155 เซนติเมตร แต่ขณะนี้ พี่ยีราฟเป็นสิ่งที่น่ากลัวไปเสียแล้วสำหรับพอลล่าค่าที่ความสูงที่วัดได้ หายไปถึง 20 เซนติเมตร


....................

อดีตแสนหวานของคุณแม่กับลูกชาย
ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้ก็เพียงภาพบันทึกเก่าๆ ใบหนึ่ง ความสมบูรณ์แบบของชีวิต อาจเคยมี แต่ก็ผ่านไปเร็วเหมือนความฝัน หากแม้จะเป็นเช่นนั้น สำหรับเธอ มิได้จบสิ้นสูญเปล่า ร่องรอยหลักฐานมากมายที่ชีวิตทิ้งไว้ให้ ทำให้แน่ใจว่า ชีวิตมิใช่ความฝัน และความสุข คือ การได้ใช้เวลาที่เหลือเพื่อรำลึกถึงอย่างภูมิใจ...มิใช่ไห้หาให้ได้กลับคืนมาอย่างสิ้นหวัง

....................

"เอาชื่อเรื่องนี้ไหม ครั้งหนึ่ง ฉันเคยสวย หรือผู้หญิงไม่ท้อแท้"
ตะกร้าสานใบหนึ่งวางอยู่ใต้ชั้น ในนั้นเต็มไปด้วยแคปซูนยาหลากสี
"ยาลดความดัน ยาบำรุงกระดูก ยาฟอสเฟต ยา...."

นอกจากต้องไปฟอกเลือด เพื่อขจัดสิ่งสกปรกออกจากร่างกายสัปดาห์ละ 2 วัน  วันเสาร์กับวันอังคารทุกครั้งที่ไปใช้เวลาไม่น้อยกว่า 5 ชั่วโมง ไม่รวมเวลาอิดออดไม่ยอมไปของแท็กซี่อีกร่วมๆชั่วโมง ฉีดยาสร้างเม็ดเลือดอย่างน้อยเดือนละครั้ง ตรวจเช็คตามอาการงดอาหารบางชนิด เช่น น้ำอัดลมสีดำ ขนมเค้ก ครีมมันๆ ช็อกโกแลต ยอดผักก็กินไม่ได้ รวมทั้งห้ามดื่มน้ำ หรือดื่มให้น้อยที่สุด

"กินน้ำมากก็ไม่ได้มันจะท่วมปอด"
ระบบกล้ามเนื้อที่ไม่สมบูรณ์ทำให้พอลล่ายกแขนได้เพียงเสมอไหล่ เรื่องสระผมจึงลืมไปได้เลย แต่ครั้นจะไปให้ร้านสระให้ ก็ต้องระวังน้ำจะไหลมาท่วมปอด วันที่สระได้จึงเป็นวันอาทิตย์หรือวันพุธ เมื่อกลับมาจากโรงพยาบาลแล้ว ตาที่เคยกลมใสมีฝ้าจางๆของต้อกระจก แพทย์ไม่สามารถลอกให้ได้เนื่องจากสภาพร่างกายไม่พร้อม

ทุกวัน พอลล่าต้องกินยา 1 กำมือ 12 เม็ด เช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน รวมแล้ววันละ 48 เม็ด และต้องพยายามเก็บตัวอยู่ในที่เย็นๆ เพื่อไม่ให้ดื่มน้ำมากเกินไป

"ที่เป็นนี่ไม่ใช่โรคธรรมดาๆ ต้องคนมีพรสวรรค์เท่านั้น ถึงจะเป็นได้"

เมื่อรีไทร์จากงานบริษัทโมเดลลิ่ง พอลล่ากลับมาอยู่บ้าน เปิดร้านมินิมาร์ทเล็กๆ ตั้งชื่อตามชื่อลูก ที่ตั้งตามนายหัวในละครจำเลยรัก หะริส มินิมาร์ท

"ไม่ชอบอยู่ว่าง พอเปิดร้าน 24 ชั่วโมง ปรากฏว่าของหายบ่อยจัง แล้วคนขโมยก็ไม่ใช่ใคร เพื่อนลูกเราเองทั้งนั้น วันหนึ่งจับตัวได้ถามว่า ขโมยของร้านแม่ทำไม....ก็ผมหิวนี่ ตอบอย่างนี้แล้วจะเอาตัวไปส่งตำรวจได้ยังไงล่ะ เอ้า อยากขโมย ให้ขโมยไปเลย ในที่สุดก็เจ๊ง"

จากนั้น หันมาทำแซนด์วิช ใส่ตระกร้าเอาไปฝากขายตามร้าน แล้วพัฒนามาหัดทำโดนัท ขนมหัวเราะโดยพ่วงไปด้วยทุกครั้งที่ไปฟอกไต

"พอลล่าตีไข่เองเลยนะ"
ตีไข่ของเธอ หมายถึง  ใช้ไม้ตีหัวเป็นขดทองเหลือง ตีในกระแป๋งใบใหญ่ แต่ก่อนที่จะพัฒนาต่อไปเป็นเค้ก ขนมของเธอก็มีอันต้องหยุด เพราะทนปวดแขนตีไข่ต่อไปไม่ไหว หนำซ้ำนางหนองที่ชื่อเทหญ้าเกิดไม่อยากมาช่วย

"หันมาสั่งเค้กแฟรนไชส์มาขาย ลงทุนประมาณพันบาท ขายได้กำไรสองเท่าเลย"

รถเข็นของพอลล่าจึงพะรุงพะรังด้วยกล่องเค้กใส่ถุงอยู่ระยะหนึ่ง

"เขาตัดเป็นชิ้น ใส่กล่องพลาสติกอย่างดีมาแล้ว แหม!!เรารู้สภาพ ตัวเราเป็นอย่างนี้ ใครอยากจะมากินของที่เราหยิบตัก จับให้เขา ก็ต้องใช้วิธีที่แพ็คมาสำเร็จรูป ไม่ต้องเอามือจับ"

เมื่อประตูลิฟท์เปิดออก
"สวัสดีค่ะ วันนี้พอลล่าขอเสนอ เค้กแสนดี"
"ใครถามว่า อร่อยไหม ก็บอกว่า อร่อยเลิศค่ะ คุณพี่ขา"

"แต่ในใจบอก..ไม่เห็นเข้าท่าเลย ฉันเคยกินดีกว่านี้ตั้งเยอะ"
"เรานั่งรถเข็น ตอนขายเค้กก็ทำตาเศร้าๆ แบ๊วๆ พี่ขา...ช่วยซื้อขนมหน่อยค่ะ ทำอย่างนี้  รับรองเสร็จทุกราย"

พอลล่าทำหน้าประกอบให้เห็นจริง และด้วยเงินลงทุนพันบาท บวกความแบ๊วจอมปลอมของเธอ ทำกำไรได้ถึงพันกว่าบาท หักค่าแท็กซี่ไปกลับสองร้อย ค่าทิปองครักษ์สองร้อย ส่งแชร์สองร้อย ที่เหลือจากนั้นก็ได้เวลา

"เอ้า พวกเรา ไปโรบินสันกัน!!"
เมื่อเจ้าหญิงมีบัญชา องครักษ์ก็นำรถออกไปยังห้างส่วนตัวอย่างเร็วรี่

ความป่วยไข้ที่ดำเนินมายาวนาน บางครั้งเธอแทบจะลืมไปว่า เคยมีชีวิตที่ห่างทั้งหมอและพยาบาลมาก่อน

"ถ้าชาติหน้ามีจริง พอลล่าขอเกิดมาเป็นคนไข้ของแม่อีกนะ"
"ชาติเดียวยังไม่พออีกหรือไง" คุณแม่ว่า

..............

ตอนดึกชอบฝันร้ายแล้วตื่นขึ้นมาตอนเที่ยงคืน ตื่นขึ้นมา ก็มานั่งทำรองเท้า เปิดทีวีดูชิคแชนแนลให้ผ่อนคลาย ชีวิตเรามีความสุขไปกับคนรอบข้าง พูดคุยกับเขาไปได้ทั่ว ตกดึกก็ทำรองเท้าให้หลานๆใส่



ร่องรอยปูดโปนที่เส้นเลือดใหญ่เหนือข้อมือซ้ายบอกได้ถึงระยะเวลาอันยาวนานของการมีชีวิตที่ต้องพึ่งพาการบำบัด ผิวหนังแห้ง แขนขาเรียวลีบ เสียจนน่าสงสัยว่า ความมีน้ำมีนวลที่เคยมีนั้น ละลายหายไปซ่อนอยู่ ณ ที่ใด

แม้ชีวิตจะมีสภาพเช่นนี้ หากพอลล่า ยังมีความสุขกับทุกลมหายใจ
"พอลล่ายังไม่อยากตาย และไม่คิดว่าจะตาย"
"....เดี๋ยวก็ตายแล้ว"
คุณแม่พยาบาลแกล้งแหย่เธอแรงๆ แฝงด้วยความห่วงใย

"แอบกินเค็มมาใช่ไหม ทำไมความดันขึ้นสูงจัง"
"ไม่ได้กินเลยนะ"
"แล้วไปกินอะไรมา"
พอลล่าสาธยายของที่กินมาทั้งวัน ไปจบลงตรงบ๊วยเค็มที่ช่วยซื้อจากเด็กที่เอามาเร่ขาย
"ซื้อมา 20 เม็ด กินไปแล้ว 18 เม็ด"
คุณแม่พยาบาลดุแว้ด นั่นแหละ เค็มแล้ว
"เดี๋ยวก็ได้ตายหรอก"
"คนอิสลามไม่ถือเรื่องความตาย เอามาล้อเล่นกันได้เรื่องตายเป็นเรื่องปกติ"
"พอลล่าไม่อยากตายหรอก พอลล่าอยากอยู่ อยู่กับลูกต่อไปนานๆ"
แน่นอน เรื่องตายเป็นเรื่องปกติ เรื่องอยู่ต่างหากที่แปลกต่าง ด้วยเหตุที่ยากเหลือเกินที่จะใช้มันให้ได้อย่างมีความสุข กับสิ่งที่ ...เท่าที่ชีวิตมีให้

...................

พอลล่ากำลังรอ รปภ. เรียกรถเพื่อพาเธอกลับบ้าน แม้วันนี้ มีแท็กซี่แก๊สหมดกระทันหันไป 4 คันแล้ว แต่เธอยังอยู่ที่นั่น รออย่างมีหวัง

ผู้คนมากมายพยายามแสวงหาความหมายของชีวิต ยิ่งค้นหากลับยิ่งทุรนทุราย เพราะความหมายกับมิใช่คำตอบ

แต่สำหรับผู้หญิงคนหนึ่ง  ชีวิตมีความหมายในตัวของมันเอง และด้วยเหตุนี้ เธอจึงเชื่อมั่นเสมอที่จะอยู่ต่อไป

เรื่องจาก นิตยสาร ฅ.คน  ปีที่ 4 ฉบับที่ 41 เดือนมีนาคม 2552

ปัจจุบัน พอลล่า หรือ รอยะห์ รังสิมันต์ เสียชีวิตแล้ว เธอจากไปอย่างสงบ เมื่อเวลาประมาณตี 1 ของคืนวันที่ 23 พฤษภาคม 2558 ด้วยโรคประจำตัว 3-4 โรค ทั้ง โรคหัวใจ โรคไต และอื่นๆ ได้ประกอบพิธีทางศาสนาอิสลามเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2558




- ONLINE TVBURABHA -

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย

การเตรียมตัวของชีวิต | สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ

ได้ชีวิตใหม่ในวันรับเสด็จ ยายชุบ สามร้อยยอด