ระหว่างการเดินทาง 3 (จบ) | สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ

ความจริงผมไม่อยากเขียนอะไรเกี่ยวกับที่ไปดมทิเบตและซีอานแล้ว เพราะเขียนมา 2 สัปดาห์แล้ว แต่กลับมาก็ไม่สบายเสียอ่วม จวนตัวเข้านึกเรื่องอะไรไม่ออกก็ต้องขออนุญาตอีกสักสัปดาห์นะครับ คงไม่ว่ากัน

ก่อนกลับเมืองไทย ผมนั่งรถไฟจากลาซามานอนที่ซีอาน 3 คืน ที่พักเป็นยูธ โฮสเทล ราคาไม่แพง ยิ่งไม่ใช่หน้าไฮด้วยแล้ว ห้องรวมหกเตียง จ่ายราวๆร้อยบาทต่อคนต่อคืน ห้องสี่เตียงก็ตกคนละร้อยกว่าบาท ส่วนผมนอนห้องสองเตียงกับยุ่นแห่งแม่น้ำร้อยสาย เราจ่ายกันคนละสองร้อยกว่าบาทต่อคืนเท่านั้น ราคานี้เป็นราคาลด 50% ที่จองล่วงหน้าตั้งแต่เดือนมกราคม


โรงแรมที่พักอยู่ไม่ไกลจากแลนด์มาร์คของเมือง คือหอระฆังและหอกลองเท่าไหร่ เดินพอเพลินๆก็ถึง และเพราะได้มีโอกาสเดินแถวๆนั้น จึงทำให้ได้พบเรื่องที่อยากนำมาเล่าสู่กันฟัง 2 - 3 เรื่อง ส่วนเรื่องที่เที่ยวตามหมายของทัวร์คงอาศัยอะไรผมไม่ได้ ไปเปิดอ่านรีวิวที่คนอื่นเขียนๆไว้ดีกว่าแน่นอน

เรื่องแรกเป็นเรื่องที่ผมประทับใจที่สุด คือฟุตบาธและถนนครับ ซีอานเอาสายไฟลงดินหมดแล้ว ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แต่ไม่ใช่เพิ่งเร็วๆนี้แน่ เพราะต้นไม้ริมฟุตบาทบางช่วงโตขนาดคนโอบ เรียงรายเป็นระเบียบ สวยงาม ฟุตบาธกว้าง สะอาด ทั่วๆไปก็กว้างกว่าฟุตบาธมาตรฐานบ้านเราอย่างน้อย 2 - 3 เท่า เพราะขนาดบนฟุตบาธเขาใช้เป็นที่จอดรถด้วย ยังมีที่ทางเดินสบายๆ แต่ที่ผมเซอร์ไพรส์มากก็คือ ฟุตบาธในบางย่านโดยเฉพาะแถวๆย่านพลาซ่าก่อนถึงหอระฆัง กว้างขนาดครึ่งสนามฟุตบอล คือกว้างมากกก แล้วก็ยาวเป็นครึ่งกิโลหรือกว่านั้น บนฟุตบาธไม่มีอะไรมากีดขวาง รวมทั้งบันไดและลานหน้าพลาซ่า อารมณ์ประมาณหน้าเซ็นทรัลเวิลด์บ้านเรา ทุกตารางนิ้วเป็นพื้นที่สาธารณะของคนเมืองและนักท่องเที่ยว สัก 4 - 5 โมงไปจนถึง 3 - 4 ทุ่ม(ช่วงที่ผมไป 2 ทุ่มยังสว่างอยู่ จะมืดราวๆเกือบ 3 ทุ่ม) ทั้งคนจีน ทั้งนักท่องเที่ยว ทั้งคนหนุ่ม คนสาว คนเฒ่า คนแก่ คนป่วย คนพิการ ครอบครัว พ่อแม่ ลูกเด็กเล็กแดง ออกมาเดินเล่น นั่งเล่น เพลิดเพลินกันตามริมและบนฟุตบาธกันอย่างเนืองแน่น แล้วฟุตบาธมันก็ทั้งน่าเดิน น่านั่งเล่นเสียด้วยจริงๆ เพราะส่วนใหญ่ปูด้วยหินแกรนิต ราบเรียบ สวยงาม ไม่มีทรุดมียุบ(ถึงบางที่จะมีรถขึ้นไปจอดก็เหอะ)


ริมฟุตบาธมีต้นไม้ที่ได้รับการดูแลอย่างดี เรียงรายเป็นแถวแนว ชูกิ่งก้านเป็นพุ่มสวยงาม ไม่มีใครมาตัดเหี้ยนกุดอย่างหยาบคายไร้ความรู้ความเข้าใจแบบบ้านเรา ผมมีความรู้สึกว่าต้นไม้ที่ซีอานโรยใบร่วงลงบนฟุตบาธอย่างเย่อหยิ่ง หญิงกวาดใบไม้รอคอยการร่วงของมันอย่างนอบน้อม ราวเป็นการเล่นเกมยั่วแหย่ความรู้สึก เมื่อใบไม้โปรยใบลงมาเล็กน้อย นางจึงค่อยขยับกายกวาดใบบอบบางนั้นอย่างอ่อนโยน ราวกลัวฝุ่นจะฟุ้งขึ้นรบกวนผู้เดินผ่านไปผ่านมา 

ถัดจากแนวต้นไม้เป็นเลนจักรยานความกว้างราวๆ 4 เมตร จักรยานและมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ขับขี่กันอย่างสบายใจไปจนกระทั่งถึงทางแยก ถัดจากเลนจักรยานออกไปจึงเป็นเลนรถเมล์ รถสาธารณะ แน่นอนระหว่างเลนจักรยานกับเลนรถเมล์มีต้นไม้พุ่มกลางปลูกประดับเรียงราย คั่นไว้อย่างสวยงามอีกแนวหนึ่ง แล้วถัดจากเลนรถเมล์จึงเป็นถนนที่รถราอื่นๆวิ่งกัน โดยระหว่างเลนรถเมล์กับถนน คั่นด้วยไม้พุ่มตัดแต่งทรง


บริเวณโค้งหัวมุมถนนรับต่อจากทางม้าลายมักจะเห็นหย่อมไม้ใหญ่ และเก้าอี้นั่งพักผ่อนตั้งอยู่ มีทั้งอาแปะแก่ๆ เด็กหนุ่มสาวและคนไร้บ้านใช้พื้นที่นั้นร่วมกันด้วยอารมณ์ความรู้สึกเดียวกัน คือการหย่อนใจหรือความเพลิดเพลินผ่อนคลาย ผมสังเกตผู้คนส่วนใหญ่ที่ใช้ฟุตบาธก็ไม่ต่างกัน นั่นคือมีความสุข ผ่อนคลาย และเพลิดเพลินกับการเดินทอดน่อง คุยกันบนฟุตบาธ อย่างไม่รีบร้อน แสดงให้เห็นว่าฟุตบาธไม่ใช่ทางผ่านไปสู่จุดหมายปลายทาง แต่คือจุดหมายที่ตั้งใจมา ซึ่งมันอาจจะสัมพันธ์กับเมืองที่สวยงาม เป็นระเบียบ อาคารที่อยู่อาศัยแบบกล่อง แนวตั้งที่เพิ่มขึ้นและบ้านเรือนเก่าๆชั้นเดียวที่หายไปก็เป็นได้ ไม่มีอะไรมากหรอกครับ แค่เห็นแล้วสะท้อนใจว่าบ้านข้าพเจ้าเมื่อไหร่จะเห็นการพัฒนา เปลี่ยนแปลงอะไร ที่อารยะๆประโยชน์ร่วมกันของส่วนรวมแบบนี้บ้างนะ ของเก่าก็แก้ไม่ได้ ของใหม่ก็ผลิตซ้ำบนซากความคิดที่วนๆอยู่บนปัญหาเดิมๆ 

ในการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง อาจต้องมีการสูญเสียหลายอย่าง ปัญหาคือเราจะเลือกการเปลี่ยนแปลงหรือรักษาสิ่งที่ต้องสูญเสียหากมีการเปลี่ยนแปลง การไปสู่จุดมุ่งหมายและการตัดสินใจ เป็นเรื่องที่ต้องเผชิญกับโลกธรรม ไม่ง่ายเหมือนกันที่จะมีผู้นำที่ทั้งมีวิสัยทัศน์ กุศโลบายและความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ผลเกิดเมื่อมีการทำเหตุก่อนทั้งนั้น

ไม่ไกลจากหอระฆัง ซ่อนตัวอยู่หลังตึกสูงริมฟุตบาธเป็นชุมชนมุสลิมขนาดใหญ่ ผมถามคนที่นั่นว่ามีชาวมุสลิมอยู่ในชุมชนนี้เท่าไหร่ ได้รับคำตอบว่าราวๆ 6 หมื่นกว่าคน ผมไม่แน่ใจว่าตัวเลขนี้สอดคล้องกับความจริงหรือไม่ แต่ยังไงก็ไม่ใช่ประเด็นที่ผมจะพูดถึงอยู่ดี ประเด็นที่ผมประทับใจเป็นอย่างมากก็คือ ในชุมชนขนาดใหญ่หลายตารางกิโลเมตรนี้ มีบ้านเรือน มัสยิดเก่าๆถนนแคบๆ หลายบล็อค ทุกบล็อคเป็นถนนคนเดินที่คึกคักมากทั้งกลางวันกลางคืน โดยเฉพาะกลางคืนนี่เรียกว่าไหลกันเลยทีเดียว สิ่งที่มีเสน่ห์มากคือทุกหลังเป็นร้านรวงที่ขายอาหาร ของกิน ของฝาก หลากหลาย ทั้งที่เป็นอัตลักษณ์ของคนมุสลิม และจีน พวกเราสนุกกันมากกับการเดินหาของกินทั้งกลางวันกลางคืนในย่านนี้ แต่ให้เดินให้ทั่วคงไม่ไหว ใครอยากเดินให้ครบทุกซอยคงต้องใช้เวลาอย่างน้อยสัก 3 วัน ที่ผมชอบคือการดูแลความสะอาด การที่คนขายของไม่ยัดเยียด ไม่ตื๊อคนต่างถิ่น บนถนนแคบๆ รถทุกคันที่เป็นรถขนส่งสิ่งของขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ ไม่มีการขากถุย แต่ยังมีการสูบบุหรี่แบบนึกจะสูบเมื่อไหร่ก็สูบ ที่นี่เองที่ผมพบหินโม่บดพริกขนาดใหญ่ที่ทำให้ผมเกิดตัณหา

ซ่อนตัวอยู่ในหลืบแคบๆ ปากทางเข้าไม่มีอะไรสะดุดใจ นอกจากประตูไฟฟ้ายืดหดได้ มีคนเฝ้าประตูหน้าตาง่วงๆอยู่ตลอดเวลาคนหนึ่ง คอยนั่งกดรีโมทเปิดปิดให้กับรถราที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปนานๆครั้ง


(หินโม่บดพริกขนาดใหญ่)

ส่วนคนใช้ช่องทางเดินด้านข้าง คือสวนสาธารณะขนาดไม่เล็ก ตอนที่ผมแวะเข้าไปเม็ดฝนโปรยปรายบางๆ ในสวนมีต้นไม้ใหญ่น้อยร่มรื่นสวยงาม ทางเดิน ซอยเล็กซอยน้อยลาดปูเป็นระเบียบ แต่สิ่งที่สะดุดความรู้สึกก็คือกิจกรรมกับกลุ่มคนที่กำลังทำกิจกรรมอยู่ในสวนนั้น

ลานด้านขวานั้นหลายสิบคนกำลังจับคู่ลีลาศ ถัดไปรำไทเก็ก ริมสระน้ำแต่งชุดแบบเดียวกันทั้งกลุ่มคล้ายกำลังซ้อมโชว์อะไรอยู่สักอย่าง ใกล้ๆกันกลุ่มใหญ่ทั้งหญิงทั้งชายกำลังเรียนร้องเพลงท่วงทำนองคล้ายอุปรากรจีน มีวงแบ็คอัพเป็นเครื่องดนตรีเล่นสดหลายชิ้น ออกลีลาอินกันเต็มที่ทั้งคนสอน คนร้อง คนเล่น แต่ที่เด่นที่สุดคือบนลานหน้าอาคารที่ยกเสต็ปขึ้นไปซึ่งอยู่ห่างออกไปราวๆ 3 - 40 เมตร เหมือนยกเวทีประกวดนาฏลีลาสไตล์จีนมาไว้อย่างไงอย่างงั้น สาวน้อยในชุดจัดเต็มรอต่อคิวออกไปโชว์กันเป็นกลุ่มๆ กองเชียร์ก็ส่องโทรศัพท์ถ่ายกันเต็มที่ คอมเมนเตเตอร์ 4 - 5 คน ท่าทางขะมักเขม้น ทั้งหมดที่ว่ามานี้อายุ 50 ปลายหรือ 60 อัพขึ้นไปทั้งนั้น พูดง่ายๆเป็นผู้มียศ มีตำแหน่ง เป็นสว.สูงวัยใกล้เคียงกับผมทั้งสิ้น เก็บไอเดียใส่กระเป๋าเลยสิครับ ถ้าแก่ตัวไป ลูกเมียไม่สนใจ นอกจากทำสวนแล้ว ผมยังมีอะไรที่จะทำให้ชีวิตมันกระชุ่มกระชวยอีกมากมาย...ฮา

จบแบบนี้เลยนะครับ ต้องออกไปปฏิบัติภาระกิจข้างนอกแล้ว สวัสดีครับ


โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เจ้าตัวโตผู้เกิดมาเป็นคุณหลวง

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

เมื่อพระสหายแห่งสายบุรี คิดถึงในหลวง