ข้อคิดจากกำแพงหิน 1 | สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ

ผมไม่แน่ใจว่า ผมควรใช้คำว่ากำแพงหรือรั้ว เพราะจะใช้คำว่ากำแพงก็ไม่น่าจะตรงนัก ด้วยความสูงเมตรเศษๆ ของมันนับว่าไม่สูงนัก ครั้นจะเรียกว่ารั้ว ก็รู้สึกว่าเทียบกับรั้วทั่วๆไปที่เห็นในละแวกเดียวกัน มันก็ดูละม้ายกำแพงเสียมากกว่า เอาเป็นว่าเรียกกำแพง แต่ให้เข้าใจว่าเป็นรั้วกั้นบอกอาณาเขต แสดงการครอบครอง และความเป็นเจ้าของที่ดินผืนหนึ่งก็แล้วกัน

มันเป็นที่ดินผืนเล็กๆผืนหนึ่ง ผมกะด้วยสายตาน่าจะไม่เกิน 1 ไร่ เป็นผืนดินลาดเอียงลงมาหาถนน รูปร่างที่ดูจากกำแพงที่กั้นก็บิดๆเบี้ยวๆที่เต็มไปด้วยกรวดหิน ไม่มีต้นไม้ และต้นหญ้าสีเขียวแม้แต่ต้นเดียว มันเป็นส่วนหนึ่งของลาดไหล่เขาแคบๆระหว่างทางจากหมางคางสู่บาซู ดินแดนแห่งเทือกเขาหินสลับซับซ้อน 

ที่ดินแบบนี้ถ้าเป็นที่บ้านเรา หากมีใครยกให้ฟรีต้องมีโกรธกัน เพราะในความเห็นของคนทั่วไปมันเป็นที่ดินที่ไม่มีคุณค่าใช้ทำอะไรไม่ได้ พ่อเคยเล่าให้ฟังว่าคนใต้แต่ก่อน สำหรับลูกชังพ่อแม่จะยกที่ดินริมทะเลให้ เพราะเป็นที่ดินทราย ทำมาหากินอะไรไม่ได้ ส่วนลูกรัก ก็จะยกที่ดินที่ดินดี เป็นไร่นา สวนผลไม้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป มูลค่าไม่ได้ขึ้นกับการทำการเกษตรอีกแล้ว ลูกชังคงนึกขอบคุณที่พ่อแม่ไม่ค่อยรัก ลูกรักคงคิดในใจทำไมไม่เกิดมาเป็นลูกชัง


การจะสร้างรั้วล้อมรอบกั้นอะไรสักอย่างนอกจากแสดงความเป็นเจ้าของ ป้องกันการรุกล้ำของผู้อื่น ไม่ว่าคนหรือสัตว์ โดยทั่วไปรั้วกำแพงยิ่งแข็งแรงเท่าไหร่ ของที่ล้อมไว้ยิ่งต้องมีค่าน่าหวงแหนมากเท่านั้น เรากั้นรั้วล้อมที่ดินที่ลงพืชผลกันวัวควายเหยียบย่ำ ล้อมบ้านกันการมองเห็น กันขโมย ที่วัดกั้นรั้วกั้นลูกกรงล้อมพระพุทธรูปเก่าแก่กันโจรกรรม ยิ่งรั้วใหญ่โตแข็งแรงสวยงามหรือซับซ้อนมากเท่าไหร่ ยิ่งแสดงให้เห็นถึงการทุ่มเท ใช้กำลังทั้งทรัพย์ ทั้งเวลา ทั้งบารมี มากเท่านั้น ไม่มีใครนึกครึ้มๆ ทำรั้วกันเล่นๆ เพราะว่างจัด หรือกั้นรั้วเพราะไม่มีอะไรทำ

กำแพงหินที่ว่าเกิดจากการเรียงหินก้อนเล็กก้อนน้อยตั้งแต่เท่ากำปั้นจนถึงหัวเข่าทีละก้อนๆ จากฐานถึงสุดกำแพงน่าจะสูงราวๆ เมตรครึ่ง ความยาวทุกด้านรวมกันคะเนจากสายตาไม่น่าจะต่ำกว่า 3-400 เมตร คำนวณไม่ถูกว่าต้องใช้หินกี่แสนกี่ล้านก้อน ซึ่งไม่ใช่เฉพาะการพิจารณาว่าจะใช้หินก้อนไหนก่อนหลัง จะเรียงต่อไปอย่างไรเท่านั้น แต่ยังหมายถึงหินจำนวนมหาศาลที่ต้องหา เก็บ ขนมา ทั้งหมดที่ว่านี้โดยกำลังกายของมนุษย์ ซึ่งดูจากทั้งสถานะ ความเป็นอยู่ของคน ภูมิประเทศ สิ่งแวดล้อมแถวนั้นไม่น่าจะมีเครื่องทุ่นแรงใดๆ นอกจากอุปกรณ์ชักลาก หาบคอนที่ต้องใช้แรงไม่แรงคนก็แรงสัตว์

หิน น่าจะมาจากบริเวณแม่น้ำซึ่งแห้งขอด ที่อยู่ห่างออกไปกว่า 300 เมตร หากการขนต้องใช้แรงคน แรงสัตว์ ที่ขนได้อย่างจำกัด จะต้องขนกี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่นเที่ยว หากคนขนมีเพียงคนเดียว หากคนเดียวนั้นต้องทั้งเลือก ทั้งเก็บ ขุด ขน ทั้งขึ้นและลง แล้วยังต้องก่อกั้น ในการกั้นก่อก็ไม่ได้ใช้ลำพังหิน แต่ยังต้องใช้ดินเป็นตัวสมาน ดินมาจากไหน มากเท่าไหร่ ลำพังดินไม่สามารถสมานได้ ต้องใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย ต้องผสมดินกับน้ำ ต้องนวดเคล้าให้มีความเหลวความเหนียวพอเหมาะ หมดต้องทำใหม่ ขนใหม่ ต้องทำอย่างนี้อยู่กี่รอบ กี่วัน กี่เดือน กี่ปี ไหนจะต้องหิว ต้องพัก ต้องทำมาหากิน ต้องขี้ ต้องเยี่ยว ต้องมีกิจธุระอื่น ซึ่งไม่แน่ว่าเวลาที่ทำอย่างอื่นรวมๆ กันแล้ว เทียบกับเวลาที่ทำกำแพง ชีวิตหมดเวลาไปกับสิ่งไหนมากกว่ากัน

ถ้าฝนตก แดดออก ถ้าร้อน ถ้าหนาว ถ้าหิมะตก มรสุมมา พายุพัด และถ้าต้องล้มป่วยล่ะ...ฯลฯ
กำแพงนี้ถ้าเทียบกับมาตรฐานกำแพงทั่วๆไปในละแวกนี้นับว่าไม่ธรรมดา นอกจากเรียงหินใหญ่โตดูขัดแย้งกับของข้างในที่ไม่น่าต้องลงทุนลงแรงขนาดนั้นแล้ว มันยังฉาบดินโดยรอบ ดินที่ฉาบสีน้ำตาลออกม่วงแดง ซึ่งหมุนตัวดูรอบๆไม่เห็นด้วยสายตาว่ามีดินสีนี้อยู่ที่ตรงไหน แต่ดูจากร่องรอยการฉาบทาน่าจะผ่านเวลามาไม่น้อย เพราะบางจุดกระเทาะล่อนเห็นหินที่อยู่ภายใน มีเรื่องราว ที่มา มีความสำคัญ แรงผลักดัน แรงบันดาลใจหรือความหมายอะไร ซ่อนอยู่เบื้องหลัง     ปฏิมากรรมแห่งชีวิตชิ้นนี้

ในที่ดินไม่มีร่องรอยทำการกสิกรรม ถ้าเอาเวลาที่ก่อกำแพงปลูกต้นไม้ๆคงเติบโต ให้ร่มเงา ดอกผล ถ้าสร้างบ้านๆคงเป็นรูปร่าง คุ้มลมคุ้มแดดคุ้มฝน...หรือเพียงทำได้แค่กำแพง แต่ความตั้งใจยิ่งใหญ่และสำคัญของชีวิตยังไม่ลุล่วง เจ้าของก็ด่วนจากลาไปก่อน โดยยังไม่ได้ลงมือทำสิ่งใดนอกจากกำแพง....กำแพงที่ล้อมความว่างเปล่า 

ชีวิตของคนจำนวนมาก สูญเสียเวลาเกือบทั้งชีวิต ทุ่มเทพลังทั้งหมดที่มีกับความปรารถนาบางอย่าง หลงคิดว่าตัวเองทำอะไรมากมาย แต่สุดท้ายคล้ายแค่สร้างกำแพงล้อมความว่างเปล่า ที่เบื้องหลังปราศจากคุณค่า และแก่นแกนอันใด 

ผมเล่า เป็นเช่นนั้นด้วยหรือ?



- ONLINE TVBURABHA -



โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

ครั้งหนึ่งในชีวิตของ พนม ช่อจันทร์

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย