เวลาชีวิต | สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ

ช่วงนี้ผมมีเรื่องอยากเล่า 2 เรื่อง คือเรื่องความคิดเห็น และท่าทีของผมต่อเรื่องเวลากับเรื่องที่ดินโดยอาทิตย์นี้ขอพูดเรื่องเวลาก่อน อาทิตย์หน้าค่อยว่ากันเรื่องที่ดิน

อย่างที่รู้ๆกัน ชีวิตผมเดินเลยเส้นกึ่งกลางของชีวิตมาแล้ว เวลาที่เหลือน้อยกว่าเวลาที่ผ่านมา โดยสรุปที่ผ่านมา ผมคิดทบทวนย้อนไปแล้วพบว่าผมใช้เวลาอย่างอีลุ่ยฉุยแฉก ไม่รู้ค่า มากกว่าใช้ด้วยปัญญาให้เกิดประโยชน์ เกิดคุณค่าอย่างเหมาะสม 

เมื่อรู้แล้ว ผมจึงอยากบริหารเวลาที่เหลือให้มีคุณภาพมากกว่าในอดีต
มีคุณภาพของผม หมายถึง การรับใช้เหตุผลจากความคิด การมองเห็นของผม ซึ่งอาจต่างจากท่านทั้งหลาย

ที่ผ่านมา นอกจากใช้เวลาอย่างอีลุ่ยฉุยแฉก ผมยังใช้สุขภาพอย่างสุรุ่ยสุร่าย อดีตเรียกคืนไม่ได้แต่สอนเราได้ว่าควรจะปรับปรุงปัจจุบันอย่างไร


ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นให้ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ เวลา 24 ชั่วโมงของวันหนึ่งผมใช้ทำอะไรบ้าง

ปกติผมตื่นนอนไม่เกิน 6 โมงเช้า ถ้าวันไหนไม่เหนื่อยมาก หรือไม่ต้องนอนดึกมากผมจะตื่นราวๆตี 5 หรือ ตี 5 ครึ่ง เพื่อจะลงมาออกกำลังกาย ถ้าไม่วิ่งก็เดิน หรือไม่ก็ปั่นจักรยาน แต่ส่วนใหญ่จะวิ่งประมาณ 5-7 กิโล แล้วแต่เวลาและสภาพร่างกายจะเอื้ออำนวย รวมเวลายืดกล้ามเนื้อก่อนหลังออกกำลังกายก็จะใช้เวลาอยู่ราวๆชั่วโมงเศษๆ

ผมตั้งใจจะทำสิ่งนี้ให้เป็นกิจวัตร เพราะผมคิดว่าเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ ผมไม่ต้องการเป็นคนแก่ที่เจ็บออดๆแอดๆ เดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อซ่อมแซมสุขภาพถี่เหมือนไปซูเปอร์มาร์เก็ต สุขภาพกายสัมพันธ์กับสุขภาพใจ การสร้างสุขภาพกายเพื่อเป็นปัจจัยหนึ่งให้มีสุขภาพใจที่ดีซื้อหาไม่ได้ ต้องสร้างเอาเอง และนอกจากนี้ผมอยากมีสุขภาพที่ดีไว้เที่ยว ทำสวน และปฏิบัติภาวนาในวันนี้ผมจึงใช้เวลาอันมีจำกัด (เหลือน้อยลงทุกวัน) เพื่อออมสุขภาพไว้รองรับความเสื่อมถอยในอนาคต  55 ปี ยังไม่สาย

ควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย คือการรู้จักกิน ผมกินอาหารเหลือวันละสองมื้อเป็นส่วนใหญ่ คือเช้ากับกลางวัน ยกเว้นวันไหน ใช้แรงงานหนัก ร่างกายต้องการพลังงานก็จะกินมื้อเย็น กับยกเว้นตอนกลับไปเยี่ยมพ่อเยี่ยมแม่ ฝีมือแม่นั้นไม่กินไม่ได้เลย ต้องกินเกินตลอด เนื่องจากผมไม่ประณีต และมีจริตกับการกินมากนัก บวกกับการไม่ต้องเสียเวลากับมื้อเย็นทำให้ผมมีเวลาออกกำลังกาย และนอนหลับสบายขึ้น (แต่ผมคิดว่าผมยังกินของหวานมากไป ควรจะลดได้อีก)

ถ้าไม่ได้วิ่งตอนเช้า และเย็นวันไหนไม่ได้เล่นแบดมินตัน ไม่มีนัดหมายกับใคร ผมจะวิ่งตอนเย็นระยะทางก็ประมาณเดียวกันกับตอนเช้า ต่อด้วยเข้ายิมที่หมู่บ้านยืดกล้ามเนื้อบ้าง ซิทอัพบ้าง เล่นเครื่องเล่นบ้างอีกราวๆครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง ซึ่งตั้งใจว่ากลับจากปั่นจักรยานที่เมืองจีนกลางเดือนหน้าก็จะเริ่มมีครูสอนให้เป็นเรื่องเป็นราว

นอกจากเรื่องสุขภาพส่วนตัว เรื่องครอบครัวก็เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องจัดสรรเวลา หลังจากออกกำลังกายเป็นเวลาของครอบครัวที่จะต้องเจอกันบนโต๊ะอาหาร(เกือบ)ทุกเช้า จะสั้นจะยาวจะได้ทานข้าวด้วยกันหรือไม่ต้องเจอกัน ก่อนแยกย้ายกันไปตามภาระหน้าที่ แต่ถ้าเป็นวันหยุดที่ผมไม่ได้ไปทำสวน ตอนเช้าบนโต๊ะอาหารคือเวลาที่ทุกคนจะได้กินอาหารด้วยกัน สนทนาถามไถ่เล่าความเป็นมาเป็นไป มีอะไรก็แลกเปลี่ยนคุยกัน และอย่างน้อยเดือนละหนสองหนที่จะออกไปมีกิจกรรมนอกบ้านด้วยกัน กับปีละครั้งสองครั้งที่จะเดินทางท่องเที่ยวด้วยกัน

ผมใช้เวลากับการอาบน้ำแต่งตัวไม่มาก ปกติถ้าเป็นตอนเช้าก็อาบน้ำเปล่า ไม่ถูสบู่ จะใช้สบู่ก็ต่อเมื่อทำสวน ออกกำลังกาย เหนียวเหนอะหน่อย แต่งตัวก็งั้นๆ ตู้เสื้อผ้าผมเล็ก (แต่ก็ยังรู้สึกว่ามีเสื้อผ้าเกินจำเป็น) ผมไม่เคยตามแฟชั่น ถ้าไม่ออกไปติดต่อการงานที่ไหน อย่างหน้าร้อนนี้ก็ขาสั้น เสื้อยืด รองเท้าแตะ ไปทำงาน

เวลาส่วนใหญ่ของผมใช้ไปกับการทำงาน วันปกติก็ทำงานอาชีพ วันหยุดก็ทำสวน งานออกแบบสร้างที่ทางของชีวิตภาค2 ปกติผมจะออกจากบ้านไปทำงานไม่เกิน 8 โมงเช้า ราวๆ 8 โมงครึ่งถึงที่ทำงาน แน่นอนมีแต่แม่บ้านและคนสวน ลูกน้องส่วนใหญ่จะทยอยมากัน  9 โมง 10 โมง บางคน 10 โมงครึ่ง 11 โมงก็มี ผมจะทำงานไปจนถึงเที่ยง ข้าวเที่ยงก็ไม่ออกไปกินที่ไหน กินที่หลังห้องทำงานบนโต๊ะตัวเดียวกันกับที่ใช้คุยงานนั่นแหละ กับข้าวก็เจ้าเดิมๆซ้ำๆ แล้วแต่แม่บ้านจะกรุณาซื้อให้ อะไรก็กินได้ทั้งนั้น ผมใช้เวลาน้อยมาก ไม่เกิน 10-15 นาทีในการกินข้าว บางทีก็กินไปคุยงานไป เสร็จปุ๊บน้อยมากที่จะมีเวลาอ้อยอิ่ง มีงานให้ทำต่อทันทีไปจนถึงเย็นถึงค่ำ แต่ถ้าทำสวนว่ากันตั้งแต่พระอาทิตย์เริ่มขึ้นยันพระอาทิตย์ตก เพราะเพิ่งเริ่มทำ ยังมีอะไรให้ต้องทำอีกมาก และมีเวลาอาทิตย์ละไม่เกิน 2-3 วัน กับต้องเดินทางไปกว่า 200 กิโล วันนี้ผมไม่มีเวลาหายใจทิ้ง จะได้อ่านหนังสือ ฟังธรรมะ ติดตามข่าวสารในโลกออนไลน์ก็แค่ช่วงก่อนนอน(ยกเว้นขณะนั่งรถ)

ผมไม่ใช่คนเก่ง ผมไม่ได้รักงานที่ผมทำทั้งหมด แต่ผมเคารพงานที่ผมทำทั้งสิ้น ผมอยู่ดีมีสุขทุกวันนี้เพราะผมซื่อสัตย์กับงาน กับตัวเอง เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครเต็มที่ไม่เต็มที่อย่างไร ผมเต็มที่และจริงจังกับงานเสมอ สันดานผมเป็นอย่างนี้ ไม่ว่าทำงานที่ออฟฟิศ ออกกองถ่าย งานที่สวน หรืองานอะไรผมก็ประพฤติปฏิบัติอย่างนี้

เท่านี้ เวลาของชีวิตผมในแต่ละวันก็ไม่เหลือให้อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์กับชีวิตแล้ว


- ONLINE TVBURABHA -

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เจ้าตัวโตผู้เกิดมาเป็นคุณหลวง

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

เมื่อพระสหายแห่งสายบุรี คิดถึงในหลวง