ผืนแผ่นดิน | สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ

อาทิตย์ที่แล้วผมเกริ่นไว้ว่าผมอยากพูดเรื่องที่ดิน ความจริงถ้าให้ถูกต้องน่าจะต้องบอกว่า ผมอยากพูดเรื่องผืนแผ่นดินมากกว่า

ผมไม่ใช่ผู้มีความรู้ชำนาญเรื่องที่ดิน ไม่ได้มีที่ดินเยอะ แต่ผมเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา หลังจากการลงมือทำสวน

ถ้าเป็นการพูดคุยเรื่องต่อไปนี้ประมาณว่าเป็นเรื่องที่ผมคุยกับคนเล็กๆ ชาวบ้านชาวช่องด้วยกันเท่านั้นนะครับ ผู้มีความรู้ความสามารถ มีอำนาจวาสนา มีวิธีหาความมั่นคงทางอื่นโดยไม่ต้องแยแสชุดความคิดที่ผมมอง ก็ข้ามๆไปก็แล้วกัน
1.ผมคิดว่าการได้ครอบครองผืนแผ่นดิน มีที่ทำอยู่ทำกินในที่ดินของตัวเอง เป็นปัจจัยสำคัญของการมีชีวิตที่มั่นคงอย่างแท้จริง

2.แต่สำคัญต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถในการจัดการผืนแผ่นดินนั้น

3.ในการจะให้เกิดความมั่นคงของชีวิต ชนิดอุดมสมบูรณ์ คนเราไม่จำเป็นต้องครอบครองที่ดินเยอะมาก แค่ไม่กี่ไร่ก็พอแล้ว ส่วนเกินจากนั้นเป็นตัณหา

4.ในเรื่องนี้ผมยังมีตัณหาอยู่บ้าง

5.เมื่อเห็นความสำคัญ และคุณค่าของผืนดิน ผมเสียดายทั้งเงิน และเวลาที่ผมใช้อย่างไม่รู้ค่า ไร้สาระในอดีต ผมคิดว่าถ้าผมรู้จักคิดแบบนี้ตั้งแต่เริ่มทำงานหาเงิน และนำเงินเหล่านั้นมาซื้อที่ดินแล้วลงมือหาความรู้ สร้างทำอะไรบนผืนดินนั่น ผมน่าจะเป็นเจ้าของความมั่นคงที่มั่งคั่ง

6.ของทุกอย่างที่ผมมี ซื้อหาครอบครอง มีแต่เสื่อมมูลค่าลง แม้แต่ร่างกายของตัวเอง มีแต่ผืนดินเท่านั้นที่มูลค่ามีแต่เพิ่มขึ้น

7.น่าสนใจว่า คนรุ่นปู่รุ่นย่า ไม่มีเงิน ไม่มีการศึกษา แต่สามารถครอบครองที่ดิน ทำมาหากินเลี้ยงลูกหลานให้สุขสบาย ส่งเรียนหนังสือสูงๆได้ แม้ลูกหลานแยกครัว ก็จัดสรรแบ่งปันให้ได้พออยู่อาศัย

8.แต่ลูกหลานรุ่นหลังที่ถูกส่งเรียนสูงๆจำนวนมาก กลับทิ้งความรู้ที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายสั่งสมมาอย่างไม่เห็นคุณค่า คิดว่าความก้าวหน้าคือการออกไปให้พ้นจากวิถีของพ่อแม่บนที่ดิน 

9.แต่สุดท้ายก็ต้องซมซานกลับมาตายบนผืนดินที่พ่อแม่ใช้เรี่ยวแรงสร้างมา โดยที่ไม่มีปัญญาหาที่ดินเพิ่มได้ในรุ่นของตัวเองแม้แต่ตารางนิ้วเดียว

10.ในจำนวนที่ว่านั้น มีไม่น้อยที่สุดท้ายก็ค่อยๆขายที่มรดกตกทอดกินจนหมดสิ้น ความสามารถที่ไปร่ำไปเรียนมาเอาตัวไม่รอด เหมือนลงทุนเสียเงิน เสียเวลา ออกจากบ้านไปเพื่อให้ถูกเบียนบ่อนให้อ่อนแอ ง่อยเปลี้ยจนทำอะไรไม่ได้ 

11.ที่น่าสนใจคือเกิดอะไรขึ้นกับระบบการศึกษา ระบบชีวิต และความคิดของคน ทำไมพัฒนาการของมนุษย์ในระบบโลก จึงทำให้คนมีความรู้เป็นชิ้นส่วนๆ แต่ขาดทักษะชีวิตพื้นฐานจนไม่เหลือหลอ ซึ่งสุดท้ายการจะดำรงชีวิตอยู่ได้ ต้องพึ่งแต่ระบบบริการ ไม่สามารถสร้าง และรักษาความมั่นคงของตัวเราเองได้ด้วยตัวเอง 

12.ที่แย่คือไม่ว่าระบบบริการห่วยขนาดไหน เราก็ต้องใช้โดยไม่มีทางเลือก 

13.แต่วันหนึ่ง ถ้าระบบที่เราเคยพึ่ง เกิดไม่ให้เราพึ่ง มีไม่พอให้พึ่ง หรือแย่กว่านั้นคือไม่มีให้พึ่ง ใช่หรือไม่ว่าวันนั้นจะเป็นวันที่เคว้งคว้าง ว่างเปล่า มืดมนอย่างที่สุด เพราะนอกจากไม่มีใครให้พึ่งแล้ว ตนเองยังไม่สามารถเป็นที่พึ่งของตนเองได้

14.การที่ตนจะเป็นที่พึ่งแห่งตนได้ จะต้องผ่านกระบวนการฝึกฝน ทำตนให้เป็นที่พึ่งได้ นี่คือเป้าหมายของระบบการเรียนรู้ และศึกษาของชีวิต 

15.ตั้งข้อสังเกตไว้อีกครั้ง แต่ทำไมความรู้ ความสามารถ ความเชื่อที่ปลูกฝัง เรียนรู้นอกจากจะเป็นความรู้ที่ขาดความสมบูรณ์ในเป้าหมายแล้ว ยังมุ่งให้มนุษย์พึ่งพาผู้อื่นเป็นความเคยชิน หรือมองอีกมุมคือไม่สามารถพึ่งตนเองได้ หรือจะพูดว่า(ถูกสอนให้)ทิ้งความสามารถในการพึ่งพาตนเองก็ว่าได้

16.ชีวิตยิ่งดำเนินไป มนุษย์ยิ่งต้องใช้บริการสิ่งรับใช้ และสิ่งรับใช้ทั้งหลายล้วนมีสถานะเป็นสินค้าทำกำไร

17.ข้อสังเกตคือใครเป็นเจ้าของระบบบริการ และสิ่งรับใช้เราทั้งหลาย มีเราเป็นเจ้าของอะไรบ้างไหม(ที่เราเข้าใจว่าชีวิตฉันมีอิสระ ฉันเป็นอิสระ ฉันเลือกได้ กำหนดได้นั่นจริงหรือ-อิสระถ้าจะมีคืออย่างไร)

18.กลับมาที่ผืนดิน ระบบหรือกลไกโลกนี้สัมพันธ์กับการที่เจ้าของผืนดินจำนวนมากสูญเสียความสามารถในการทำให้ที่ดินเกิดความมั่นคงไปหมดสิ้น จนสุดท้ายคือต้องสูญเสียกระทั่งที่ดินหรือไม่ อย่างไร...น่าสนใจ

19.กลับไปที่คำถามที่ว่า ทำไมเราไม่สามารถสร้าง และรักษาความมั่นคงของตัวเราเองได้ด้วยตัวเอง ทำไมความรู้ ความสามารถ ความเชื่อที่เรียนรู้มุ่งให้เราไม่เป็นอิสระต่อระบบพึ่งพา แถมมีตำแหน่งแห่งหนในระบบพึ่งพาเป็นเป้าหมายชีวิตด้วยซ้ำ 

20.มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่ต้องพึ่งพากัน แต่ความหมายของการพึ่งพาที่แท้จริงคืออย่างไร แบบไหนพึ่งพา แบบไหนหาประโยชน์ แบบไหนแลกเปลี่ยน แบบไหนหลอกต้ม แบบไหนขูดรีด แบบไหนมาเฟีย มัดมือชก...แท้จริงเราสัมพันธ์กับระบบพึ่งพาแบบไหน 

21.ซึ่งผมคิดว่าการสูญเสียความสามารถ รวมทั้งการมีความสามารถอย่างผิดๆในการจัดการผืนดิน ไม่ได้มาจากเหตุบังเอิญ แต่มาจากความตั้งใจสร้างเหตุ ปัจจัย เงื่อนไข กติกา ของผู้เสวยประโยชน์จากระบบนั้น

22.ไม่ใช่ปฏิเสธ และไม่เห็นข้อดีของระบบกระแสหลัก แต่นึกถึงคำว่ามีภูมิต้านทาน และความสามารถในการพึ่งพาตนเองของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9

23.เพราะว่าผืนแผ่นดินมีจำกัด โดยเฉพาะผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์นับวันยิ่งร่อยหรอลง ไม่มีผืนแผ่นดินใหม่ให้บุกเบิกเพิ่มอีกแล้ว ยกเว้นดาวดวงอื่น (ทำโลกนี้ให้ดีง่ายกว่า) แต่ประชากรนับวันมีแต่เพิ่มขึ้น

24.ยิ่งนับวันความไม่ลำบาก การได้เป็นซัมบอดี้ที่นำเทรนด์ โก้เก๋ เท่ หรู คือเน็ตไอดอล เทรนด์ที่เร้าตัณหามีคนพยายามเป็นเยอะ แต่มีไม่กี่คนที่เป็นได้สำเร็จ ขณะความยากลำบาก ตากแดดตัวดำในไร่นาถูกมองว่าคือเป็นความไม่สำเร็จ ความคิดแบบนี้พาคนออกไปไกลจากความสามารถ และความประสงค์จะครอบครองที่ดิน 

25.คิดมากไปไหม ถ้าจะสรุปว่าการกระตุ้น ชักชวน กระทั่งสุดท้ายคือบีบให้ต้องคายที่ดินออกไปให้คนที่ฉลาดกว่าครอบครอง ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ

26.แท้ที่จริงแล้วเป็นนิยายพล็อตเก่า คนที่ไม่เท่าทันคอยแต่จะรอรับการป้อน หลงเปลือก อยากเสพความโก้เก๋สุขสบาย  จะถูกลากไปจนไม่เหลือที่ดิน กลายเป็นคนไร้ราก เป็นเครื่องมือรับใช้ ที่ไม่ใช่ในความหมายที่ควรเป็นของการพึ่งพา

27.ทั้งหมดนี้ไม่ได้ตำหนิต่อว่าผู้ใด แต่อยากให้คนที่มีที่ดินน้อยนิดรักษาผืนแผ่นดินไว้ คนที่ไม่มีที่ดิน เผื่อจะไม่ทิ้งขว้างเวลา ทรัพย์สินไปอย่างไร้สาระ ถึงวัยหนึ่งที่โหยหาที่ดิน วิ่งไขว่คว้า ก็เกินความสามารถแล้ว หรือถึงได้มาก็ทำอะไรไม่ได้ ทำอะไรไม่เป็น ทำเป็นแต่ของปลอมๆ ย้อมอารมณ์ไป แต่ทำให้เกิดความมั่นคงแก่ชีวิตจริงๆไม่ได้

28.ไม่ว่าอย่างไร สุดท้ายไม่มีใครเป็นเจ้าของอะไร และเอาอะไรไปได้อย่างแท้จริง 

29.ไม่ครอบครองหรือปล่อยวางการครอบครองให้เป็น ก็ไม่เป็นทุกข์ 

30.แต่ว่าใครคิดอย่างไรก็สุดแท้แต่ ผมขอลาไปปั่นจักรยาน ไปเสพย์ความโก้เก๋ในแผ่นดินอื่นชั่วคราว สวัสดีครับ

- ONLINE TVBURABHA -

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

เจ้าตัวโตผู้เกิดมาเป็นคุณหลวง

ครั้งหนึ่งในชีวิตของ พนม ช่อจันทร์