พุทธติ๊ก | อนุวรรตน์ ศิลาเรืองอำไพ

สวัสดีครับ เป็นครั้งแรกที่ได้พบกัน ผมจะค่อย ๆ แนะนำตนเองแทรกไปแต่ละตอนนะครับ หัวข้อที่เขียน คือ ธรรมโมโลยี เป็นชื่อคอลัมน์ที่ผมได้เขียนในวารสารแนะนำหลักสูตรอบรมที่ออกให้สมาชิกทุก ๆ  15 วัน ตั้งแต่ประมาณ 20 ปีก่อน ความหมายคือ การใช้เทคโนโลยีอย่างมีธรรมะ  ธรรมะในที่นี้ คือ คำสอนของพระพุทธเจ้า ผมนับถือศาสนาพุทธครับ ตามสำเนาทะเบียนบ้านได้เขียนไว้ตั้งแต่เกิดว่านับถือศาสนาพุทธ  เวลาไปสมัครงาน แบบฟอร์มจะถามว่านับถือศาสนาใด เราก็จะติ๊กทำเครื่องหมายตรง “ศาสนาพุทธ” จึงเป็นที่มาของชื่อตอนว่า “พุทธติ๊ก” 


ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีชาวพุทธมากสุด พิธีกรรม การกรวดน้ำ การสวดมนต์เป็นชั่วโมง การใส่บาตรเรานิยมใส่ขวดน้ำ มันหนัก เป็นภาระให้พระ วัตถุประสงค์ เพื่อตัวเราเอง ชาติหน้าจะมีน้ำกิน เป็นความจริงหรือ จริงแล้วน้ำดื่มเป็นสิ่งที่พระหาได้ง่าย แต่อาหาร ข้าวจะต้องให้ญาติโยมตักบาตรให้ หลังจากนั้นก็ให้พระท่านให้พร การตัดกรรมโดยนอนในโลงศพ  การห้อยพระเครื่องเพื่อหวังให้คงกระพัน สาวหลง การขึ้นบ้านใหม่โดยต้องตั้งศาลพระภูมิ การใบ้หวยเลขเด็ด ชื่อหรือเบอร์โทรศัพท์ที่เป็นมงคล สิ่งเหล่านี้อยู่ในชีวิตประจำวันของเราจนเป็นปกติ  

ทั้งหมดนี้เป็นพุทธแท้ หรือ พุทธติ๊กซึ่งไม่ใช่แก่นแท้ของศาสนาพุทธ เพราะพระพุทธเจ้าพระองค์ท่านก่อตั้งศาสนาพุทธ “เพื่อ” ต้องการให้ทุกข์ดับ แต่พอถามว่า พระพุทธเจ้าสอนอะไร อริยะสัจ 4 มีอะไรบ้าง มรรค 8 ว่าด้วยเรื่องอะไร น้อยคนนักที่จะเข้าใจตอบได้อย่างมีเหตุผล ซึ่งผมจะอธิบายแบบง่าย ๆ ลองอ่านดูครับว่าจะเข้าใจไหม หากมีท่านผู้อ่านอธิบายได้ดี ยินดีครับ

เราพยายามจะพูดว่า ศาสนาพุทธ คือวิทยาศาตร์ แต่ความจริง วิทยาศาตร์ไม่ใช่ศาสนาพุทธ เพราะทฤษฎีวิทยาศาตร์ที่เราคิดว่าเป็นจริง จะมีเงื่อนไขต่อท้ายเสมอ ขึ้นกับกาลเวลา ขึ้นกับสถานที่ ขึ้นกับอะไรอีกหลายอย่าง เช่น วิทยาศาตร์สมัยหนึ่งว่าโลกแบน แต่พอมาอีกระยะหนึ่งก็พิสูจน์ได้ว่าโลกกลม สสารไม่สูญหายไปจากโลก แต่พอเราไปดวงจันทร์ได้ ก็จะเป็นข้อแม้  แสงเดินทางเป็นเส้นตรง แต่พอเราอธิบายอีกสภาวะหนึ่ง แสงเป็นคลื่น ไม่ใช่เส้นตรง เป็นต้น แต่ศาสนาพุทธ คำพูดพระพุทธเจ้าเป็นอกาลิโก คือ เป็นจริงเสมอ ไม่ขึ้นกับกาลเวลา สถานที่ สภาวะใด ๆ ทั้งสิ้น  ไม่มีใครในโลกนี้จะแย้งได้เลย แต่ต้องเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น

ทุกข์ ให้เรารู้จักว่ามีอะไรบ้าง มีกี่ลักษณะ กี่ประเภท ถ้าเราไม่รู้จักทุกข์ เหมือนเราไม่รู้ว่าศัตรู คือใคร เราจะไปรบกับใคร ? จึงเป็นเหตุผลว่า เราต้องรู้จักศัตรูของเราให้ดีเสียก่อน ทุกข์ต้องรู้ สมุทัย ต้นเหตุของความทุกข์ อันนี้เราต้อง “ละ” จะได้แก้ที่ต้นเหตุ ทุกข์จะได้ไม่เกิดอีกต่อไป นิโรธ คือ ทางทุกข์ดับ ไม่ใช่ ดับทุกข์  ถ้าเราเปรียบทุกข์คือไฟ การดับไฟ กับ ไฟดับจะไม่เหมือนกัน  ถ้าเราต้องการให้ไฟดับอย่างถาวร คือ จะต้องไม่มีเชื้อไฟ ไฟจะดับอย่างถาวร แต่ถ้าเราดับไฟ แสดงว่าไฟยังลุกอยู่ มีเชื้อไฟอยู่ และจะมีโอกาสติดไฟใหม่ได้ทุกเมื่อ หากมีประกายไฟ หรือ มีคนจุดไฟ ดังนั้น นิโรธ คือการดับทุกข์ได้อย่างถาวร ทุกข์จะไม่กลับมาอีก ทุกข์ตรงข้ามกับสุข ทุกข์น้อยคือสุขมาก ทุกข์มากคือสุขน้อย ทุกข์ไม่มี คือ สุขสูงสุด 

แล้วเราจะทำให้ชีวิตมีความสุขได้อย่างไร ? ไม่ยาก พระพุทธเจ้าบอกไว้แล้ว มรรค คือ หนทางสู่ทุกข์ดับ

...................................................

คุณอนุวรรตน์  ศิลาเรืองอำไพ
อดีตผู้อำนวยการสายงานการศึกษาฝึกอบรม วินิจฉัยและให้คำปรึกษาสถานประกอบการ
สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)


- ONLINE TVBURABHA -

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ครั้งหนึ่งในชีวิตของ พนม ช่อจันทร์

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย

การเตรียมตัวของชีวิต | สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ