นัยความแห่งพระนาม

บทความเรื่องนี้่ ตีพิมพ์ในนิตยสาร ฅ.คน ปี พ.ศ.2551 

พระนามแห่งสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ นั้น เนื้อความมี 3 ท่อนด้วยกันคือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ ช่วงแรกนี้อธิบายได้ง่ายก็คือ ทรงเป็นสมเด็จพระเชษฐภคินีองค์ใหญ่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ในส่วนที่สองก็คือ พระนามที่ว่า เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา คำว่า  "กัลยาณิวัฒนา" นั้น เป็นพระนามที่ทรงได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อแรกประสูติ

สำหรับคำว่า 'เจ้าฟ้า' นั้น เป็นพระราชสกุลยศสูงสุดถัดจากพระเจ้าแผ่นดินลงมา พระยศที่เป็นสกุลยศนั้นคือ พระยศเจ้าฟ้า ตามตำราโบราณ ดังพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง ธรรมเนียมราชตระกูลในกรุงสยาม เจ้าฟ้ามีไว้ด้วยกัน 11 ประเภท แต่จะอธิบายถึงพระยศเจ้าฟ้าที่เกี่ยวข้องกับองค์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ พอสังเขป
เจ้าฟ้าหมู่แรกคือ พระราชโอรส-พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ประสูติแด่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถทั้งสี่พระองค์ ทรงเป็นเจ้าฟ้าตั้งแต่แรกประสูติ พระราชสมภพมาเพื่อที่จะเป็นเจ้าฟ้า ชาววังโบราณถือเป็นเจ้าฟ้าชั้นเอก เจ้าฟ้าชั้นหนึ่ง มีคำขานพระนามหรือลำลองในหมู่ชาววังด้วยการออกพระนามว่า ทูลกระหม่อม เช่น ทูลกระหม่อมหญิงพระองค์ใหญ่ ทูลกระหม่อมชาย ทูลกระหม่อมเล็ก เป็นต้น

ส่วนสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ทรงเป็นเจ้าฟ้าอีกเหตุผลหนึ่ง ซี่งเป็นเหตุผลโบราณคือ เมื่อไรก็ตามที่ทรงพระเจ้าแผ่นดินขึ้นมา ก่อนหน้านั้นจะดำรงพระยศเป็นอะไรก็ตาม เมื่อท่านพระองค์นั้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้วบรรดาเจ้านายพี่น้องร่วมท้องก็จะต้องเป็น 'เจ้าฟ้า' ด้วยกันทั้งหมด เพราะฉะนั้นสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ก่อนหน้ารัชกาลที่ 8 จะเสวยราชย์ ในรัชกาลที่ 7 ท่านเป็นเพียง 'หลานพระเจ้าแผ่นดิน' ไม่ได้เป็นเจ้าฟ้า เป็น 'พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา' แต่เมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองพลิกผันไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 8 เป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ฐานะของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ในฐานะสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอในวันนั้น ซึ่งบัดนี้คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ต้องเปลี่ยนเป็นเจ้าฟ้าทั้งสองพระองค์ เพราะทรงเป็นพี่น้องร่วมท้องกับพระเจ้าแผ่นดิน 

เมื่อรัชกาลที่ 8 เป็นพระเจ้าแผ่นดิน ท่านเปลี่ยนพระยศเป็น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ในรัชกาลปัจจุบันท่านก็ยังคงดำรงพระยศอย่างนั้นอยู่ จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2538 ทรงมีคุณูปการหลายอย่างต่อแผ่นดิน ต่อบ้าน ต่อเมือง  ทรงช่วยแบ่งเบาพระราชภาระในการส่วนพระองค์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอนุสรณ์คำนึงถึงพระราชกรณียกิจที่เป็นคุณูปการต่างๆ เหล่านี้ และทรงอยู่ในฐานะทรงเป็น 'พระโสทรเชษฐภคินี'

คำว่า พระโสทรเชษฐภคินี เป็นคำซึ่งคนโบราณใช้แปลได้ว่า พี่สาวคนใหญ่

ภคินี แปลว่าพี่สาวหรือน้องสาวก็ได้ ถ้าหากว่าเป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า อยากจะให้ชัดเจนว่าเป็นพี่สาว ไม่ใช่น้องสาวก็ใส่คำว่า 'เชษฐ'  แปลว่า คนใหญ่กว่า

ถ้าเป็นน้องสาว ก็ใช้คำว่า ขนิษฐภคินี และเพื่อบ่งระบุให้ชัดว่าร่วมท้องนั้น ก็เติมคำว่า โสทร เข้าไป เป็นคำสนธิระหว่าง ส และ อุทร ส แปลว่า ร่วม อุทร  แปลว่า ท้อง รวมกันแล้วโสทรเชษฐภคินี แปลว่า พี่สาวร่วมท้องพระเจ้าแผ่นดิน

ทรงพระอนุสรณ์คำนึงถึงฐานะพิเศษ และพระกรณียกิจที่ยิ่งใหญ่ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ก็โปรดสถาปนาเป็นกรมหลวง ธรรมเนียมนี้มีมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ปลายๆ กรุงศรีอยุธยาสืบเนื่องมาจนถึงรัตนโกสินทร์ กล่าวคือ เรามีธรรมเนียมที่จะยกไพร่พล ไพร่ฟ้า คือ ชาวบ้านธรรมดา ให้อยู่ในความดูแลของเจ้านาย เพื่อในยามเกิดศึกสงครามจะได้ช่วยป้องกันประเทศ ในยามสงบก็เป็นกำลังในการทะนุบำรุง สร้างวัดสร้างวา ขุดคลอง ทำถนน เป็นการแบ่งกำลังราษฎรมาช่วยงานหลวง แทนการเสียภาษี

แต่ครั้นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์เดียวก็ทรงดูแลไม่ทั่วถึงจึงต้องกำหนดให้เจ้านายและขุนนางต่างๆ มาช่วยดูแลและกำกับ เจ้านายแต่ละพระองค์ก็ดูแลไม่ไหวเหมือนกัน ต้องมีขุนนางมาช่วย

ธรรมเนียมโบราณที่สืบทอดมาของไทย คือความเคารพยำเกรงเจ้านาย ไม่นิยมออกพระนามโดยตรง เป็นต้นว่า วัดมกุฎกษัตริยารามราชวรวิหาร เป็นวัดที่รัชกาลที่ 4 ทรงสร้าง พระรามเดิมพระองค์ท่านคือ เจ้าฟ้ามงกุฎ เมื่อรัชกาลที่ 4 ทรงมีพระชนม์อยู่ ทรงพระราชทานนามว่า วัดมกุฎ ใกล้เคียงกับพระนามท่าน ชาวบ้านก็ไม่เรียก ด้วยความเคารพ เลยเรียกกันว่า วัดพระนามบัญญัติ เรียกเช่นนี้มานานมากจนพ้นรัชกาลที่ 4 ไปแล้ว จึงหันมาเรียกว่า วัดมกุฎ

ฉะนั้นแบบแผนโบราณจริงๆ จะไม่ออกพระนามโดยไม่จำเป็น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เมื่อท่านดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้า คนทั้งบ้านเมืองก็รู้อยู่ ต่อมาได้รับมอบหมายให้มาบังคับบัญชาคนจำนวนหนึ่ง มีขุนนาง มีข้าราชการ ช่วยกำกับดูแล การมีคนรวมอยู่ด้วยกันเป็น กลุ่มก้อนอย่างนี้ โบราณท่านเรียกว่า กรมกรม หมายถึง  หมู่หมวดที่คนอยู่ด้วยกัน คำว่ากรมในสมัยก่อนนั้นจึงมีความหมายอีกความหมายหนึ่ง

คนที่มาอยู่รวมกันเรียกว่ากรม ครั้นเมื่อมีเจ้านายอยู่พระองค์หนึ่งทรงเป็นเจ้านายของกรม คนก็ไม่รู้ว่าจะเรียกอย่างไร จะออกพระนามก็ไม่ถูกธรรมเนียม ก็บังเอิญมีขุนนางคนหนึ่งเป็นคนที่ช่วยดูแลเป็นเจ้ากรมกรมนี้ คนก็เลยเรียกเจ้านายพระองค์นั้นว่า เสด็จในกรมฯ เสด็จในกรมพระยาอะไรก็ว่ากันไป

สำหรับ 'เจ้าฟ้า' จะทรงเริ่มต้นได้ที่กรมขุน  ถ้าเป็น 'พระองค์เจ้า' จะเริ่มที่กรมหมื่นซึ่งต่ำกว่า คือเรียงจากน้อยไปหามาก  จาก หมื่น ขุน หลวง พระ และพระยา เป็นพระยศที่ทรงกรม พ้นจากพระยศนี้ไปก็เป็นสมเด็จพระ เช่น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สมเด็จพระศรีนครินทราฯ ซึ่งพระยศเกินกรมแล้ว

ส่วนวิธีการอ่านนั้นมีคำว่า กรม กับ หลวง คำว่า กรม กับ ขุน  แต่โบราณมีวิธีอ่านแบบมี 'ลูกเก็บ' อ่านว่า กรม-มะ-หลวง , กรม-มะ-หมื่น , กรม-มะ-พระ แต่เมื่อเป็นกรมพระยา จะไม่อ่าน กรม-มะ-พระ-ยา เพราะว่าในทางภาษาศาสตร์มีผู้อธิบายว่า วิธีการอ่านลูกเก็บคำไทยอ่านลงจังหวะสามคำ จังหวะจะสวย ถ้ากรม-มะ-พระ-ยา จะไม่ไพเราะ เราจึงอ่านลงพระนามว่า กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ อย่างนี้เสมอ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์จึงมีคำว่า 'มะ' ทำให้มีจังหวะ อ่านแล้วไพเราะ

ฉะนั้น 'กรมหลวง' ก็คือ การได้รับสถาปนาเพิ่มพูนพระอิสริยยศขึ้น โดยจะทรงพระอนุสรณ์คำนึงพระกรณียกิจที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านต่อเมือง

สำหรับ 'นราธิวาสราชนครินทร์' อันเป็นพระนามที่ได้รับพระราชทานนามเพิ่มพูนขึ้นพร้อมกับพระยศกรมหลวง เมื่อปี พ.ศ. 2538 ในคราวนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระนามสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ให้ทรงกรม เป็น กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

ตามธรรมเนียมราชตระกูล ซึ่งสถาปนาเจ้านายต่างกรมซึ่งเป็นชื่อจังหวัด เกิดขึ้นในรัชกาลที่ 5 ทรงอนุโลมธรรมเนียมมาจากตะวันตก เช่น เจ้าชายแห่งเวลส์ คงอนุโลมธรรมเนียมนี้มาใช้กับประเทศไทย โดยทรงเลือกหัวเมืองสำคัญเป็นหัวเมืองสำหรับเจ้านายที่จะทรงกรม และที่น่าสนใจคือ เจ้านายราชตระกูลมหิดลทรงกรมทางจังหวัดภาคใต้แทบทั้งสิ้น เช่น สมเด็จพระราชปิตุฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ฯ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร เพชรบุรีก็เริ่มปักษ์ใต้ลงมาแล้ว 

สมเด็จเจ้าฟ้าสมมุติวงค์วโรทัย กรมขุนศรีธรรมราชธำรงฤทธิ์ เป็นพระภารดาของสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชกรมหลวงสงขลานครินทร์

ผู้ใหญ่ในพระราชสำนักเล่าว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ก็ทรงพอพระทัยที่จะทรงรับพระราชทานสถาปนากรมไปในทางปักษ์ใต้ แล้วหัวเมืองสำคัญใหม่แห่งหนึ่งในรัชกาลนี้ก็คือนราธิวาส เพราะเป็นที่ทรงสร้างพระราชฐานคือ ทักษิณราชนิเวศน์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงสถาปนาเป็นกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

คำว่า ราชนครินทร์ ก็บอกชัดว่าเป็นเมืองที่เป็นเมืองพระราชฐาน

ที่น่าสนใจยิ่งก็คือ พระองค์ไม่เพียงเป็นพระเชษฐภคินีของกษัตริย์ถึงสองพระองค์ แต่ยังทรงเป็นพระเชษฐภคินีที่นานที่สุดเท่าที่ปรากฏในพระราชพงศาวดารไทย เพราะเป็นทั้งสองรัชกาลต่อกัน 

ไม่เคยมีเจ้านายราชนารีพระองค์ใดดำรงพระยศที่เป็นสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอได้ยืนยาว และทรงเป็นที่เคารพสักการะของมหาชนได้นานถึงเพียงนี้

หมายเหตุ ข้อมูลทั้งหมดเขียนไว้เมื่อปี 2551

เรื่อง และภาพจาก นิตยสาร ฅ.คน   ปีที่ 3 ฉบับที่ 4 เดือนกุมภาพันธ์ 2551 (กองบรรณาธิการเรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ ดร.ธงทอง จันทรางศุ และ อาจารย์ชัชพล ชัยพร)


- ONLINE TVBURABHA -


โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย

การเตรียมตัวของชีวิต | สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ

ได้ชีวิตใหม่ในวันรับเสด็จ ยายชุบ สามร้อยยอด