ที่นี่...ที่ไหน | เมฆ อรนภา

ยังไม่ทันก้าวเท้าลงจากรถทัวร์ เสียงเอะอะโวยวายจากชายฉกรรจ์กลุ่มใหญ่ ก็แว่วเข้ามาในโสตประสาทของข้าพเจ้า กระทั่งเหยียบพื้นคอนกรีตเต็มสองเท้าแล้วนั่นแหละ จึงเริ่มเข้าใจว่าเสียงเอะอะโวยวายนั้น เป็นเพียงคำพูดเดิมๆเหมือนเช่นในทุกๆครั้งที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสมาเยือนที่นี่ จะมีบ้างที่เสริมเติมแต่งด้วยลูกเล่นแปลกใหม่ดูน่าสนใจ แต่ทั้งหมดยังคงไว้ซึ่งจุดหมายเดิมอย่างไม่ต้องสงสัยให้ปวดหัว  ที่สำคัญ พวกเขาแย่งกันพูดเสียจนเลือกไม่ถูกว่าจะหันหน้าไปฟังใครก่อนใครหลัง แต่ความคุ้นเคยที่มีต่อพวกเขานั้นมากพอที่จะทำความเข้าใจในจุดมุ่งหมายเหล่านั้นได้เป็นอย่างดี ถึงความพยายามที่จะยื่นข้อเสนอต่างๆให้กับข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าไม่ขอรับไว้พิจารณา เพราะหากต่อความยาวสาวความยืดด้วยแล้ว มีหัวต้องหงุดหงิดจนถึงขั้นวิปลาสเสียสติเป็นแน่ ที่สำคัญ ข้อเสนอเหล่านี้ล้วนแพงหูฉี่ ชนิดที่เรียกไว้ว่าแพงกว่าราคาทั่วไปอยู่หลายเท่าตัวนัก ข้าพเจ้าจึงพยายามหลีกเลี่ยง ด้วยการอาศัยประสบการณ์ที่พอจะมีอยู่บ้าง 

แม้จะไม่มากมายนักเช่นเดียวกับเงินในกระเป๋า ด้วยการตอบปฏิเสธอย่างเป็นมิตร ผ่านทางสีหน้าแววตาที่ยิ้มแย้มแต่เงียบกริบ แม้เสียงวิงวอน ร้องขอเซ้าซี้ จนเลยเถิดถึงขั้นบีบบังคับที่กระหน่ำอยู่รายรอบ จะชำแหรกชำเราข้าพเจ้าอย่างหนักหน่วงอยู่ก็ตาม แต่มันก็ไม่สามารถทลายกำแพงความเงียบของข้าพเจ้าลงไปได้เลยแม้แต่น้อย และสุดท้าย ข้าพเจ้าก็ผ่านมาได้อย่างปลอดภัย จึงนับว่าเป็นความโชคดีที่ไม่พลาดท่าเสียทีให้แก่พวกเขาไม่เช่นนั้นแล้ว คงได้กินอากาศแทนข้าวให้นึกเสียใจในภายหลังเป็นแน่ แต่ก็ใช่ว่าจะรอดตัวได้เสียทุกครั้ง


เพราะเมื่อหลายปีก่อน ในขณะที่ข้าพเจ้าจะไปซื้อตั๋วรถทัวร์เพื่อเดินทางกลับบ้าน อยู่ๆ ก็มีชายแปลกหน้าเดินตรงเข้ามาถามคำถามด้วยน้ำเสียงแปลกประหลาด "ไอ้น้องจะไปไหน" ข้าพเจ้าไม่ตอบ ได้แต่เงียบพลางส่ายหน้า แล้วก็ยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะเดินหนีห่างออกไป ซึ่งก็เป็นสูตรเดิมๆ ที่ข้าพเจ้าใช้อยู่บ่อยๆ แล้วก็รอดตัวมาได้ทุกครั้ง แต่ก็เถอะ รอยยิ้มของข้าพเจ้าดันไปยั่วโมโหชายแปลกหน้าคนนั้นขึ้นมาได้อย่างไร ข้าพเจ้าก็ยังไม่ทราบแน่ชัด เพราะเสียงที่ดังออกมาในภายหลัง คือถ้อยวาจาที่หยาบคายและป่าเถื่อน "เก๊กนักนะมึง ไอ้ห่าเอ๊ย" นั่นเองที่ข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนโดนอะไรสักอย่างฟาดเข้าที่หน้าอย่างจัง ข้าพเจ้าโกรธมาก อยากจะลงโทษเขาด้วยกฎหมายบ้านกฏหมายเมือง จึงตรงดิ่งไปซื้อบัตรเติมเงินโทรศัพท์ แล้วโทรไปร้องเรียนกับ "......" เสียงปลายสายเป็นผู้หญิง หล่อนตอบสวัสดีเบาๆ ซึ่งเมื่อประสานเข้ากับเสียงอึกทึกคึกโครมในสถานีขนส่งหมอชิตก็ยิ่งทำให้เสียงนั้นเบาลงยิ่งขึ้นไปอีก ข้าพเจ้าจึงกดโทรศัพท์แนบชิดติดกับใบหูจนเกือบๆจะทะลุไปอีกฝั่ง จึงเริ่มได้ยินเสียงของหล่อนชัดเจนขึ้นบ้าง แล้วจึงรีบเล่าเหตุการณ์ให้ฟังอย่างรวบรัดด้วยความรู้สึกตื่นเต้น  แต่หล่อนกลับนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา ก่อนจะพูดออกมาในทำนองที่ว่า เรื่องแค่นี้เองเหรอ แล้วก็วางโทรศัพท์ใส่ข้าพเจ้าอย่างไร้เยื่อใย 

ขณะนั้นข้าพเจ้ารู้สึกตลกกับชีวิตเสียเหลือเกิน อะไรจะซวยซ้ำซวยซ้อนได้ขนาดนั้น แต่เมื่อลองนึกย้อนดูอีกที กลับพบว่าความซวยที่ว่านั้น ได้กลายมาเป็นประสบการณ์อันล้ำค่าที่ช่วยสอนให้ข้าพเจ้าระมัดระวังตัวมากยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ในวันนี้แล้ว ความรุนแรงนั้นเทียบไม่ติดเลยแม้แต่น้อย...ข้าพเจ้าพบมุมสงบ สำหรับยืนพักสูบบุหรี่ แต่ยังไม่ทันจะได้เพลิดเพลินกับควันสีเทาอย่างเต็มที่ เสียงแปลกประหลาดก็แว่วเข้าหูข้าพเจ้าจนสะดุ้งตกใจ "จะไปไหนครับพี่ชาย" ข้าพเจ้าเบื่อหน่ายเหลือเกินที่จะต้องต่อสู้กับคำถามประเภทนี้ จึงลองใช้ความเงียบงันเข้าโรมรันกับมันดูอีกครั้ง

แต่คราวนี้กลับใช้ไม่ได้ผล เพราะเสียงนั้นไม่มีทีท่ายอมจำนน "จะไปไหนครับพี่ชาย ผมถามจริงๆ" ข้าพเจ้ายังคงเงียบเช่นเดิม แต่เริ่มลังเลไม่แน่ใจ สุดท้ายจึงกลั้นใจตอบความจริงออกมา พลางพ่นควันบุหรี่คล้ายถอนหายใจ เพียงเท่านั้น ข้อเสนอของเขาก็ประเดประดังเข้าใส่ข้าพเจ้าราวกับพายุ เขาขอเงินหนึ่งร้อยห้าสิบบาทเพื่อแลกกับการไปส่งที่วัดเสมียน แต่ข้าพเจ้าไม่หลงกล เพราะรู้จักเส้นทางนี้ดี จึงปฏิเสธไปทันควัน "ไปไหม ร้อยเดียวพอเอ้า" เขายังคงคะยั้นคะยอ แต่ข้าพเจ้าไม่สนใจ พลางยืนยันหนักแน่นตามเดิม สุดท้ายเขาก็ยอมแพ้ ก่อนจะเดินจากไปอย่างหงุดหงิด  ข้าพเจ้าจึงหันไปมองเขาด้วยความรู้สึกคล้ายกับเป็นผู้ชนะในศึกครั้งนี้ ก่อนจะเดินยิ้มน้อยๆไปขึ้นรถแท๊กซี่ที่จอดรออยู่ตรงจุดให้บริการผู้โดยสารอย่างสบายใจ พนักงานที่ยืนดูแลอยู่ใกล้ๆ บอกให้ขึ้นไปได้เลยไม่ต้องกังวลและไม่ต้องถามถึงความพึงพอใจของผู้ขับให้เสียเวลา

ข้าพเจ้าจึงทำตามคำแนะนำนั้น ด้วยการเปิดประตูก่อนจะทิ้งตัวลงนั่ง....เขาหัวเราะเสียงดังราวกับกำลังประชดชีวิต เมื่อได้ยินคำว่าวัดเสมียน ก่อนจะสบถออกมาด้วยคำพูดสั้นๆ "โอยๆๆๆตายๆๆๆ" พร้อมส่ายหน้าไปมา สลับกับการฮึดฮัดไม่พอใจตามหลัง แล้วเขาก็โถมตัวเข้าไปกอดพวงมาลัยแล้วถอยออกมาพิงเบาะ ก่อนจะเหยีบคลัตช์เข้าเกียร์หนึ่งแล้วเดินหน้าอย่างฉุดกระชาก แต่รถเคลื่อนไปได้ประมาณห้าเมตร เขาก็เหยียบเบรก ก่อนจะลงจากรถแล้วปิดประตูเสียงดังลั่น แล้วเดินไปคุยอะไรบางอย่างกับเจ้าหน้าที่ตรงจุดให้บริการที่อยู่ด้านหลัง  ราวครึ่งนาที เขาก็เดินกลับมาขึ้นรถแล้วปิดประตูเสียงดังลั่นอีกครั้ง คราวนี้ข้าพเจ้าเริ่มจะทนไม่ไหว จึงตัดสินใจบอกออกไปอย่างอดกลั้น

"ถ้าไม่สะดวกผมไปขึ้นคันอื่นก็ได้นะ" แต่เขาแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินและไม่สนใจสิ่งที่ข้าพเจ้าพูด ก่อนจะเร่งเครื่องออกไป จนข้าพเจ้าอยากจะชกเขาสักหมัดให้หายแค้น แต่พอแล่นไปได้สักครึ่งทาง อารมณ์ของข้าพเจ้าก็เริ่มสงบลง อาจเป็นเพราะบรรยากาศในรถที่เย็นและเงียบ จึงทำให้สมาธิเพิ่มมากขึ้น จนนึกเห็นอกเห็นใจคนหาเข้ากินค่ำอย่างเขาขึ้นมา ข้าพเจ้าจึงไม่อยากถือสาหาความเขาอีกต่อไป แม้จะแอบจำป้ายทะเบียนรถกับชื่อผู้ขับไปแล้วก็ตาม

จนกระทั่งรถมาจอดอยู่หน้าวัดเสมียน มิเตอร์แสดงราคาหยุดอยู่ที่เจ็ดสิบเอ็ดบาท ข้าพเจ้าจึงหยิบแบ้งก์ร้อยยื่นให้ไปอย่างไม่คิดอะไร สักพักเขาจึงยื่นเงินทอนกลับมา แต่เมื่อนับดูดีๆ กลับพบว่าเป็นเงินเพียงสิบกว่าบาทเท่านั้น ข้าพเจ้าโกรธจัด จนฝ่ามือที่กำเงินทอนเอาไว้แน่นเริ่มสั่นระริก จวนเจียนจะขว้างใส่หน้าเขาอยู่รอมร่อ แต่สุดท้ายก็ห้ามใจไว้ได้อย่างเฉียดฉิว ด้วยการแกล้งถามคำถามโง่ๆออกไปอย่างประชดประชัน "ที่นี่ใช่วัดเสมียนหรือเปล่า" เขาหันมาพร้อมๆกับส่ายหน้าและยิ้มแห้งๆ ก่อนจะพูดงึมงำเบาๆคลับคล้ายคลับคลาว่าที่นี่คือที่ไหนสักแห่ง ซึ่งข้าพเจ้าก็ไม่เข้าใจอยู่เหมือนกันว่าที่นั่นคือที่ไหน

เรื่องจากนิตยสาร ฅ.คน ปีที่ 8 ฉบับที่ 92 กรกฎาคม 2556 (ผลงานจากทางบ้าน)
ภาพประกอบจาก pixabay


- ONLINE TVBURABHA - 

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

ครั้งหนึ่งในชีวิตของ พนม ช่อจันทร์

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย