ฝั่งธนฯ บนปัจจุบัน | สร้อยสรวง แสนสุรศิลป์

แต่ละวันของคนเมืองถ้าไม่หมดสิ้นไปกับธุรการงาน ก็คงหมดเปลืองไปกับการเดินทางนั่นเอง ไม่มีเป็นเรื่องอื่น 

เส้นทางลอยฟ้าซ้อนชั้นกันขึ้นไปในอากาศ ที่ผุดขึ้นในระยะไม่กี่ปีมานี้ คือหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงของเมืองที่ฉันไม่อยากจินตนาการว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร

บางครั้ง... ฉันอดโหยหาท้องฟ้าที่กว้างเท่าขอบฟ้าท่ามกลางความเวิ้งว้างของมหานครแห่งนี้ไม่ได้

ระหว่างทางบนชั้นบันไดรถไฟฟ้าสูงลิบซึ่งทยอยลงบาทวิถีเบื้องล่างนั้น สายตาฉันปะทะด้วยตึกสี่เหลี่ยมสูงลิ่วมากมายหลายหลาก  มันคือเทือกเขาแห่งคอนโดหรูหราที่มาตั้งท่ารอรถไฟฟ้า ซึ่งแล่นข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามา

ฝั่งธนฯ..ความเจริญของเมืองได้เดินทางมาถึงแล้ว
ฉันจำได้แม่นยำถึงนวนิยาย แวววัน ของ โบตั๋น นักเขียนเลื่องชื่อ ซึ่งบรรยากาศความเป็นไปของผู้คนชุมชน สวนหมากพลูของฝั่งธนฯ เมื่อราว 50 กว่าปีก่อน 

มันเสมือนจริงเพียงใดในความคิดฉัน....ยากนักที่จะอธิบายออกมาเป็นคำพูด

แวววัน...ตัวละครเอกของเรื่องได้เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงของชุมชนสมัยนั้น การรื้อถอนโยกย้ายบ้านของชาวบ้าน ท้องร่องเรือกสวนที่หล่อนคุ้นเคยมาแต่เกิดได้กลับกลายไปเป็นหมู่บ้านจัดสรรเสียเกือบสิ้น

ยามนี้...ฉันเองก็กำลังมองทุกสิ่งตรงหน้าด้วยสายตาของ..แวววัน

อาคารสูงที่อยู่ต่างที่แต่หน้าตาไม่ต่างกันฉาบทาไว้ด้วยสีสันสวยงามนั้น...ไร้ซึ่งชีวิต ต้นไม่ใบหญ้าถูกปลูกประดับอย่างเป็นระเบียบนั้นเล่า  ก็ไร้ซึ่งชีวา

ชานพักบันไดนั้นทำให้สายตาฉันได้พักจากความแห้งแล้งทางอารมณ์เมื่อครู่ มุมที่สูงกว่านำสายตาฉันมองข้ามรั้วสีเขียวเข้าไปถึงตัวบ้าน

บ้านไม่ทรงปั้นหยา 2 ชั้น บ้านเลขที่ 25 
จากลักษณะของบ้านหลังนั้น คะเนอายุคงราว 40-50 ปี ร่วมรุ่นกับบ้านเรือนสมัยแวววันเป็นแน่แท้ ฉันหยุดยืนเพ่งพินิจในทุกรายละเอียดเท่าที่จะมองเห็นได้จากภายนอก

หน้ากว้าง 3 คูหา กับหน้าลึกอีกราว 4 คูหา คืออาณาเขตของบ้านหลังนี้ ตัวบ้านไม่ได้สร้างเต็มพื้นที่นั่นทำให้มีที่ทางไว้ให้ต้นแก้วริมรั้วขาวสะพรั่งด้วยดอกหอมของมัน กลีบละเอียดโรยราใต้ต้น พุ่มหน้าแผ่กิ่งก้านความสูงเท่าตัวบ้านเลยทีเดียว

ฉันไม่เคยเห็นต้นแก้วที่ไหนใหญ่โตได้ขนาดนี้ ดูเหมือนเจ้าของจงใจปล่อยให้มันยืดกิ่งก้านได้อย่างอิสระ

อย่างนี้สิ...ถึงจะสมกับที่เป็นต้นไม้
นอกจากดอกแก้วแล้ว ยังมีไม้ประดับอีกหลายต้นลงไว้จนดูเขียวชื่นไปหมด หน้าบ้านมีเก้าอี้สำหรับนั่งเล่นพื้นที่ว่างอาจเคยเป็นสนามหญ้าให้ลูกหลานได้วิ่งเล่น

เมื่อก่อนเจ้าของคงได้นั่งเล่นสบายใจตรงไหนหรือเมื่อไหร่ก็ได้ หากตอนนี้บันไดที่ทอดลงมาจากสถานีรถไฟฟ้า ทำให้การนั่งหย่อนใจบนเก้าอี้หน้าบ้านกลายเป็นเป้าสายตาของคนแปลกหน้าได้

บานประตูไม้ด้านหน้า แกะสลักลวดลายเถาไม้อย่างละเอียดอ่อนช้อยน่าชม นั่นแสดงถึงรสนิยมอันงามของผู้เป็นเจ้าของ ประตูบานนั้นเก่าคร่ำพอกับไม้ฝาบ้านสีน้ำตาลของเนื้อไม้ซีดด้วยแรงแดด ด้วยแรงเวลา ไม่ต่างจากคนชราทั้งหลายที่สังขารเสื่อมถอยไปตามวัยวัน


และช่างเงียบงันราวคนแก่  หลับอยู่บนเก้าอี้โยกผ่อนลมหายใจเพียงผะแผ่ว

หน้าต่างโดยรอบและบนชั้นสองทุกบาน ถูกปิดกั้นสายตาคนภายนอกด้วยผ้าม่านสีเขียว ฉันเชื่อว่าก่อนหน้านี้ในทุกเช้า...ม่านทุกผืนคงได้รวบไว้ เปิดให้คนในบ้านได้มองออกมาเห็นทิวทัศน์อันงามตาภายนอก

อย่างน้อยหน้าต่างก็ควรได้เปิดออกให้กลิ่นดอกแก้วได้หอมรวยรินไปถึงในบ้าน ไม่ใช่ปิดตายทุกบานอย่างนี้..มิใช่หรือ?

ด้านขวาของตัวบ้านนั้นเปิดประตูทิ้งไว้ สามารถมองผ่านเข้าไปเห็นชุดรับแขกเก้าอี้ไม้แบบเก่าวางอยู่ เก้าอี้ไม้นั้นไม่สูงนัก มีเท้าแขนโค้งสวยอย่างที่ฉันเคยเห็นเมื่อยังเด็ก

เจ้าของบ้านอาจมีแขกมาเยี่ยมเยือน ไม่ว่าจะในวันคืนเก่าๆ หรือแม้ในวันนี้ก็ตาม  อาจหมายถึงเพื่อนบ้านญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูง นั่นย่อมแสดงถึงมิตรไมตรีระหว่างผู้คน

บ้านไม้เก่าแก่หลังหนึ่งในท่ามกลางวงล้อมของตึกคอนกรีตแข็งทื่อ ฉันรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นของครอบครัวความผูกพันของผู้คน ความงดงามของวิถีชีวิต และเรื่องราวของชาวบ้านผู้ไม่ยอมแพ้ต่อทุนนิยม

ยังมีบ้านไม้แบบนี้เหลืออยู่อีกสักกี่หลังในบริเวณนี้?  คำถามนั้นผุดขึ้นในความคิด ฉันเลี้ยวซ้ายเข้าถนนข้างหน้าและเห็นป้ายบอกขายที่ดินแขวนอยู่เป็นระยะๆ

ซอยเล็กซอยน้อยมากมายนั้น มีป้ายชุมชน 200 ห้องเด่นอยู่ปากทางซอยเล็กๆซอยหนึ่ง ฉันเคยได้ยินชื่อตลาดเก้าห้องซึ่งนับว่าเป็นตลาดใหญ่โตนักหนาแล้ว แต่นี่ถือ 200 ห้อง

เมื่อมองเลยเข้าไปพื้นที่ด้านในนั้น ล้วนกลายเป็นคอนโดฯหรูเสียเกือบหมดแล้ว

ริมรั้วบ้านมุมถนนหลังหนึ่ง ฉันได้เห็นต้นชมพู่ม่าเหมี่ยวสูงเกือบเทียบตึกสามชั้น อีกสองต้นถูกทิ้งโดดเดี่ยวไว้ในซอยทอดระยะไม่ไกลกันนัก ใบหนาเขียวสดของมันเสริมพุ่มต้นให้สวยนัก สามต้นม่าเมี่ยวบนถนนนี้อาจแตกลูกออกหลานจากต้นเดียวกันก็เป็นได้

หน้าบ้านหลังนั้นซึ่งคือหน้าถนน มะม่วงต้นโตราวตึกสี่ชั้นยืนแผ่กิ่งใบรับแสงแดดเดือนเมษายนอย่างมั่นคงแน่นอน....มันย่อมได้รับการดูแลรักษาจากผู้เป็นเจ้าของแม้หน้าร้อนนี้จะไม่ติดลูกให้เห็นเลยก็ตาม

ฉันสาวเท้าย้อนไปที่บ้านนั้น เพื่อจะพบคุณปู่คุณย่าผู้อารีตอบข้อซักถามของฉัน  บ้านไม้ลักษณะที่ฉันเห็นนั้นมีเหลือไม่มากแล้ว สร้างกันมาเมื่อราว 50-60 ปีก่อน คุณปู่เองก็อาศัยอยู่ในบ้านไม้มาตั้งแต่เกิด เพิ่งรื้อลงสร้างเป็นตึกเมื่อคราวเวนคืนที่ทำถนนนี่เอง เพราะถูกเจ้าปลวกตัวดีกินบ้านไปเสียมาก

"ด้านนี้เมื่อก่อนเป็นคลอง"  คุณปู่ชี้ไปที่ถนนข้างบ้าน

"มันเป็นคลองซอยของคลองต้นไทร เขาถมคลองเสียหมด" คำถามมีมากมายแต่ฉันถามออกไปได้แค่เพียงบางข้อ

"เมื่อก่อนแถวนี้มีแต่สวนพลู ผลไม้ ปลูกไม้ล้มลุกมีแต่ต้นไม้" คุณปู่วัย 80 ย้อนอดีตให้ฟัง ฉันพยายามนึกภาพตาม แต่เมื่อมองอย่างเต็มตากับภาพปัจจุบันโดยรอบ มโนนึกของฉันกลับมืดบอดลงฉับพลัน

"เจ้าของสวนเขาขายที่สร้างคอนโดหมดแล้ว ด้านหลังนี่เดี๋ยวก็จะสร้าง ด้านโน้นก็ด้วย" มือเหี่ยวย่นนั้นชี้ให้ดูที่ด้านหลังซึ่งล้อมรั้วสังกะสีไว้ กินพื้นที่เป็นบริเวณกว้างทีเดียว 

ต้นหมากรากไม้ ชาวไร่ชาวสวน ลำคลอง เรือพาย บ้านเรือน มันหายไปหมดสิ้นแล้วจริงๆ ใช่ไหม?

นี่ไม่มีใคร.....คิดจะเก็บอดีตไว้ดูต่างหน้าเลยเชียวหรือ?

จริงอยู่...วิถีของเมืองนำมาซึ่งความเจริญรุดหน้าซึ่งไม่มีวันรั้งรอความละล้าละลังของใคร หากแต่การรักษาไว้ซึ่งวิถีชีวิตดั้งเดิมให้มีพื้นที่ในเมืองแม้สักหน่อย จำต้องถือเป็นความล้าหลังแล้วกระนั้นหรือ?

ฉันเดินออกจากถนนสายนั้น ทุกก้าวที่เดิน มันช่างอ่อนแรง มันช่างยาวไกลนักในความรู้สึกของฉัน

แดดยามนั้นกระมังที่หลอกตาให้ฉันเห็นภาพเงาไม้ร่มรื่น พลูบนค้างย้อยยอดลงอ่อนเอนเป็นทิวแถว คลองสายเล็กคดเคี้ยวเลี้ยวหายไปในสวนหมากของชาวบ้านน้ำในท้องร่องซึ่งพาดข้ามด้วยไม้กระดานเพียงแผ่นเดียวกำลังถูกวิดรดต้นไม้จนชุ่มฉ่ำ

มะพร้าวทิ้งลูกหล่นน้ำจนแตกวงกระจาย เรือพายขายของกินของใช้ลำน้อยกำลังจ้วงด้วยแรงของยายแก่ปากแกก็ร้องบอกขายของไปด้วย สายลมอ่อนพาความร้อนคลายตัวไปทางยอดไม้ที่ไหวออดแอด กลิ่นไอดินหอมโชยแปลกจมูก ไม้เลื้อยสะพรั่งดอกกระจิริดสีเหลืองอ่อนกระจ่างในเงาไม้ครึ้มตา ชาวบ้านถืองอบกระเดียดกระบุงเต็มไปด้วยผักมัดกำเดินสวนมา พยักหน้า....ยิ้มให้ฉัน

ห้วงภวังค์เพียงพริบตาวับไป ฉันได้เห็นคุณยายที่เดินมากับลูกกับหลานคนนั้นกำลังยิ้มให้ฉัน...คนแปลกหน้าบนถนนสายนี้ คนแปลกถิ่นที่บังเอิญป่านมา ฉันตอบแทนรอยยิ้มทักทายนั้นด้วยรอยยิ้มดุจเดียวกัน

คุณยายผู้อ่อนโยนคนนั้น ทำให้ฉันสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณของคนฝั่งธนฯ

ใช่....เราต่างเหยียบยืนอยู่บนรากฐานแห่งอดีตแต่ขออย่าให้เป็นเราเลย....ที่เหนียบย่ำรากเหง้าแห่งวิถีชีวิตของบรรพบุรุษเราเอง!!


เรื่องจากนิตยสาร ฅ.คน  ปีที่7 ฉบับที่ 76 มีนาคม 2555 (ผลงานจากทางบ้าน)
ภาพจาก

- ONLINE TVBURABHA -

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เจ้าตัวโตผู้เกิดมาเป็นคุณหลวง

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

เมื่อพระสหายแห่งสายบุรี คิดถึงในหลวง