การเดินทางของหัวใจของชายไร้นามคนหนึ่ง | เอนก จงทวีธรรม

ผมมีรถวอลโว่เก่าอยู่หนึ่งคัน สภาพของมันก็คล้ายกับคนชรา ผมต้องพามันไปรักษาร่างกายที่อู่อยู่บ่อยๆ วันนี้ก็เป็นอีกวันหนึ่งที่ผมต้องไปรับมันกลับบ้าน และเอาค่ารักษาพยาบาลไปจ่ายให้เจ้าของอู่เขา
นานๆทีจะได้นั่งแท๊กซี่ ส่วนมากก็ยามไปรับรถกลับซึ่งกลายเป็นว่า ผมชอบนั่งแท๊กซี่ ได้มองนั่นนี่ สังเกตสิ่งต่างๆไปตลอดทาง ไม่เหมือนกับที่เราขับเอง อีกเรื่องก็คือ ได้มีเพื่อนคุย แท๊กซี่ส่วนใหญ่มีสองประเภท อย่างแรกคือ เงียบขรึม หน้าบูดเบี้ยว พูดน้อย อย่างที่สองคือ ช่างพูด ช่างเจรจา มีความสนอกสนใจทางด้านการเมือง (และดูจะสนอกสนใจอยู่เรื่องนี้เรื่องเดียวเป็นพิเศษ)


เย็นนี้ผมได้แท๊กซี่ที่ต่างออกไป เขาเป็นเพื่อนคุยกับผมได้เพลิดเพลิน หลายเรื่อง แถมไม่มีการเมืองมาปะปนให้เหนื่อยใจ เขาเริ่มถามผมว่าจะเดินทางไปไหน ผมก็เล่าให้เขาฟังว่า กำลังจะไปอู่วอลโว่ เขาบอกว่าเคยใช้อยู่ตัวหนึ่ง รุ่น 850 หลังจากนั้นก็เริ่มเล่าบรรยายเรื่องรถให้ผมฟังอีกหลายยี่ห้อ ไม่ว่าจะเป็นฟอร์ด นิสสัน มิตซู ไล่ลามไปจนถึงจากัวร์ เขาเล่าได้ละเอียด และมีความรู้เรื่องรถยนต์ดีมาก และจะแนะนำอู่วอลโว่ใหม่ๆให้ผมรู้จักอีก อีกทั้งรถจากัวร์ที่เคยได้มาใช้เป็นเวลาเกือบ 3 ปี ก็เป็นรถเก่าของท่านทูตคนหนึ่ง เขาซื้อต่อมาได้ในราคา 8 แสนบาท

ฟังมาถึงตรงนี้ ผมเริ่มรู้สึกว่า เขาไม่น่าจะใช่แท๊กซี่ธรรมดา อดไม่ได้ เลยเสียมารยาทถามไปว่า "พี่ทำงานอะไรมาก่อนเหรอครับ" เขาเล่าว่าเขาเคยเป็นนักธุรกิจค้าขายรถยนต์ มีเต้นท์รถเป็นของตนเองอยู่ใจกลางเมืองภูเก็ต สร้างครอบครัวเล็กๆ ด้วยกันกับภรรยา ธุรกิจเป็นไปได้ดีมาก เมื่อต้องขยายงานให้รองรับต่อการเติบโตของธุรกิจ เขาจึงต้องเดินทางขึ้นลงกรุงเทพฯ-ภูเก็ต อยู่บ่อยครั้ง ประกอบกับบางครั้งต้องอยู่ดูแลแม่ที่ย่านลำลูกกา เขาก็ไม่ค่อยมีเวลาได้กลับลงไปภูเก็ต จึงเริ่มดึงเพื่อนสนิทให้เข้ามาเป็นหุ้นและช่วยงาน บ่อยครั้งที่เขาให้เพื่อนคนนี้ขับรถที่เพิ่งซื้อมากลับลงไปภูเก็ต รวมทั้งให้รับผิดชอบเรื่องเงินเรื่องทอง บัญชีซื้อขาย ร่วมกับภรรยาของเขา เขาไว้ใจเพื่อนมาก ขนาดเล่าให้ผมฟังว่า เพื่อนคนนี้เป็นคนดีมาก เคยสนิทกันมาก

อาจจะด้วยความไว้ใจ  รวมทั้งปล่อยให้เพื่อนไปมีเวลาสนิทชิดเชื้อกับภรรยาของตัวเองมาก โดยที่ไม่ได้ระแวงสงสัย มุ่งมั่นทำแต่งาน สุดท้ายทั้งสองจึงแอบไปเป็นชู้กัน รวมทั้งหาทางยักยอกถ่ายเทเงินทอง และทรัพย์สินของเขาออกไปจากบัญชีจนหมด วันที่ทั้งสองมาสารภาพรัก(ตามจริงอาจเรียกได้ว่าสารภาพบาปด้วย) พร้อมกับพาพรรคพวกมาขับไล่เขาออกไปจากเต้นท์ เต้นท์ที่เขาเป็นคนลงมือริ่เริ่มธุรกิจนี้ขึ้นมาด้วยตนเอง เขารู้สึกเจ็บปวดใจมาก ...จึงเอากำปั้นอัดเข้าที่ใบหน้าของเพื่อนสนิทจังๆหนึ่งหมัด แต่เพื่อนสนิทกลับเอามีดที่ีเตรียมมาฟันนิ้วเขาเกือบขาด อีกทั้งยังเอาท่อนเหล็กมาฟาดเข้าที่ศีรษะของเขาอย่างจัง จนเขาล้มทรุดลง เด็กเต้นท์รถต้องช่วยกันประคองร่างกายของเขาไปให้หมอเย็บแผลถึง 47 เข็ม ยังไม่รวมนิ้วที่โดนฟัน ซึ่งโชคดี มันต่อกลับเข้าไปได้สนิท(ไม่ขาด) แต่ก็กลับมาใช้การไม่ได้อีกเลย เขาเล่าให้ผมฟัง...พลางยกนิ้วที่มีแผลเป็นน่ากลัวนั้น ยื่นมาหลังรถให้ผมดู   เป็นภาพประกอบเรื่องราว

หลังรักษาตัวอยู่สักระยะ เขาเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ด้วยเงินติดกระเป๋าสตางค์เพียง 1 หมื่นบาท จากที่เคยมีเงินหมุนเวียนในบัญชีเป็นหลักล้าน และซื้อรถยนต์มา ขายไปด้วยเงินเป็นหลักแสน (ขั้นต่ำ) เขาเดินทางมาขายืมเงินก้อนวัยเกษียณของผู้เป็นแม่จำนวน 2 แสนบาท เพื่อไปดาวน์รถแท๊กซี่คันที่กำลังขับให้ผมนั่ง ผมฟังมาถึงตรงนี้ รู้สึกขนลุกซู่ น้ำตาคลอ ถามเขากลับไปว่า ไม่คิดต่อสู้ อาฆาต หรือแก้แค้นใดๆเลยเหรอ

"โถ อารมณ์แบบมนุษ์ปุถุชนอ่ะเนอะ" เขาตอบผมแรกๆ นี่อยากเอาปืนไปยิงให้มันตายไปตามกันทั้งสองคนเลย แค้นมาก...ขับรถแท๊กซี่ช่วงแรกๆคือเมื่อสองปีกว่าที่แล้ว ขับไปก็ร้องไห้ไป คิดแต่เรื่องราวเดิม เห็นแต่ภาพเก่าๆ ทำใจไม่ได้เลย บางครั้งผู้โดยสารขึ้นมา ผมยังไม่ได้หยุดร้องไห้เลย...

อยู่มาวันหนึ่ง เขาได้ฟังรายการธรรมะจากทางวิทยุซึ่งหลวงพ่อท่านเทศน์หัวเรื่องว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ทำให้เขากระจ่างถึงกรรมที่เกิดขึ้นกับตัวเขา และกรรมที่จะเกิดขึ้นตามต่อไปกับบุคคลทั้งสองนั้น เขาจึงเริ่มชัดเจนกับความทุกข์ และได้แปรเปลี่ยนสิ่งที่ค้างคาอยู่ในใจจนก่อเกิดเป็นความหวังและกำลังใจให้กับตนเองได้

"ทำดีได้ดีนะ พี่เชื่อไหม"

เขาคล้อยหลังหันมาถามผม ผมบอกว่าเชื่อ และพยายามพาตนเองไปสู่ความดีที่ว่านั้นในทุกๆวันของชีวิตอยู่

"พี่มีลูกไหม" เขาถามผมอีก ผมบอกว่ามี แต่โตมากแล้ว เกือบจะเก้าขวบแล้ว ผมรักเขามาก เขาเล่าว่าลูกสาวเขาเกือบสามขวบแล้ว เขาพามาจากภูเก็ตด้วย ทุกวันนี้ให้ย่าเป็นคนเลี้ยงดูหลานในยามที่เขาออกมาขับแท๊กซี่

"ผมคงปล่อยให้สองคนนั้นเป็นคนเลี้ยงดูลูกผมไม่ได้หรอก.."

ผมถามเขาว่า อยากมีแฟนอีกไหม เขาตอบผมว่าใครเจออย่างผมก็คงเข็ดแล้วล่ะครับ เรื่องผู้หญิงไม่ใช่เป่าหมายสำคัญแรกในชีวิตเขาเสียแล้ว เขาคิดแต่เรื่องงานและธุรกิจ จึงต้องออกมาขับแท๊กซี่ทุกวัน "พี่เชื่อไหม ผมเก็บเงินในแต่ละวันได้แอดร้อย สูงสุดพันสองร้อยบาท"  เขาบอกผม  ...นี่เก็บมาทุกวันส สองปีกว่าแล้ว แม้จะน้อยนิดคือถ้าเทียบจากกำไรที่เคยทำได้ในอดีต แต่ตั้งเป้าว่าภายในห้าปีนี้ ผมจะได้เงินเก็บก่อนใหญ่เพื่อกลับไปตั้งตัวเปิดธุรกิจอีกครั้ง แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์หรือเปล่า ผมพยายามศึกษาธุรกิจอื่นๆ ประกอบไปด้วยทั้งหมดที่ทำนี่ก็เพื่อลูกสาวของผมคนเดียวนั่นแหละ ผมขับแท๊กซี่แบบไม่มีกะนะ ออก 6 โมงเช้าทุกวันและเลิกเที่ยงคืน จะเอาเวลาที่ไหนไปสนใจมีผู้หญิง ผมทำงานทุกวัน ไม่ได้พักเลย

เขาพาผมจากลำลูกกามาส่งถึงจุดหมายแล้ว คือ อู่วอลโว่ ซอยลาดพร้าววังหิน 7 ....ผมจ่ายเงินให้เขา เขาหันกลับมาบอกผมว่า ถึงลูกสาวผมจะไม่มีแม่ก็ไม่เป็นไร ผมสอนให้เขาเรียกผมว่า แม่ แทน ซึ่งบางวันเขาก็เรียกผมว่าพ่อ  บางวันก็เรียกว่า แม่ สลับๆกันไป ผมกล่าวอวยพรให้เขามีโชคดีในชีวิต เขากล่าวอวยพรโชคดีให้ผมเช่นกันและบอกว่า

"พี่เป็นคนดีนะ คุยสนุก พี่เป็นคนตั้งใจฟังคนมาก"

ผมเดินลงจากรถเขา ปิดประตู และเขาขับรถจากไปซึ่งผมมารู้ว่าพลาดเรื่องสำคัญไปเรื่องหนึ่ง คือผมลืมถามชื่อเขา คืนนี้ผมตั้งใจจะเขียนบันทึกถึงเขา แต่กลับไม่รู้กระทั่งชื่อเขาเลย...ผมรำพันในใจ แต่แล้วก็พลางคิดขึ้นได้ว่า จะสลักสำคัญอะไร ในเมื่อผมได้รู้จักเขาเพียงพอแล้ว ในฐานะคนๆหนึ่งที่สู้ชีวิต คนที่เปี่ยมด้วยความเมตตาและอภัย คนที่มีแววตาและหัวใจที่ดีงามมาก และสิ่งสำคัญคือ เป็นพ่อที่รักลูกสาวอย่างสุดหัวใจมากๆใช่..คืนนี้ผมจะเขียนถึงเขาในแง่นั้นแหละ...ผมยืนคิดเรื่องราวทั้งหมดที่เขียนนี้ขณะรอรับรถที่อู่และตลอดทางขณะขับรถวอลโว่กลับบ้าน

เรื่อง นิตยสาร ฅ.คน ปีที่ 7 ฉบับที่ 75 เดือนกุมภาพันธ์ 2555
ภาพ pixabay

- ONLINE TVBURABHA -



โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย

การเตรียมตัวของชีวิต | สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ

ได้ชีวิตใหม่ในวันรับเสด็จ ยายชุบ สามร้อยยอด