หญิงคนนั้น | ณขวัญ ศรีอรุโณทัย

ผมฝันถึงหญิงกลางคนคนหนึ่ง ในฝันชัดเจนเหมือนสายวันเสาร์ที่แดดแรง ผมเห็นหล่อนกำลังตากผ้าอยู่ หล่อนขยับเคลื่อนไหวช้าๆ ไม้หนีบพลาสติกแห้งแตกเก่า ไม้แขวนพลาสติกล่อนออกเห็นลวดข้างในเป็นสีน้ำตาลเพราะสนิม หล่อนหยิบเสื้อเชิ้ตแขนยาวเปียกหมาดๆ ออกมาจากตะกร้า สะบัดมันสองทีแล้วพาดมันลงกับไม้แขวนที่ดูเก่าน้อยกว่าเพื่อน หนีบไม้หนีบ แล้วเธอก็เหม่อมองไปไกลแสนไกล

เธอเป็นหญิงวัยกลางคนที่โดนคุมขังด้วยสิ่งที่เรียกว่าบ้าน โซ่ตรวนของความเป็นมารดาเกลี้ยกล่อมจนเธอคุ้นชินกับอาณาจักร 24 ตารางวา พอนานไปเธอรู้สึกว่าตัวเองหมุนตามโลกไม่ทัน เธอจึงไม่สะดวกใจในการเคลื่อนไป ยามบ่ายเธอมักจะงีบกลางวันในความเงียบที่มีเสียงทีวีเป็นเพื่อนมองผ่านหน้าต่างออกมาบ้าง มองผ่านจอโทรทัศน์ออกมาบ้าง เธอคิดว่าเธอรู้จักโลกมากพอ และไม่คิดว่ามันน่าเสน่หาเท่าไรนักหรอก

ลูกๆของเธอโตหมดแล้ว คนโตทำงานในบริษัทข้ามชาติใหญ่โต ต้องบินไปติดต่องานต่างประเทศเป็นระยะๆ คนรองเป็นวิศวกรไฟฟ้า เพิ่งลาออกจากรัฐวิสาหกิจเพื่อมาทำธุรกิจของตัวเองกับเพื่อน เธอรู้เรื่องราวของลูกทั้งสองแค่เพียงรางๆ พวกเขาต่างมีโลกของตัวเอง

เธอมีลางสังหรณ์ว่าลูกชายคนโตของเธอจะเป็นเกย์ แต่ก็ไม่เคยถามเขา ส่วนคนรองนั้นแววเจ้าชู้อย่างร้ายกาจปิดไม่มิด ทั้งสองคนปฏิบัติต่อบ้านเหมือนกับเป็นโรงแรม กลับมาเพื่อนอน ขังตัวเองในห้อง ออกไปหาอะไรกิน (เธอเลิกทำอาหารมานานแล้ว) เธอเองรู้สึกว่าบ้านนั้นแหว่งวิ่น และมีแต่ฝุ่นผงของกาลเวลาที่นับวันจะค่อยๆ พังทลาย แต่เธอก็เบื่อหน่ายเกินกว่าจะทำอะไรที่ต่างไป ที่ต่างไปจากการตากผ้าในเช้าวันเสาร์ เสื้อผ้าของสามีและลูกๆ เสื้อเชิ้ตทำงานสีอ่อนที่เธอซักด้วยมือเพราะเกรงว่ามันจะหม่นหมองเร็วเกินไป เสื้อยืด กางเกง ชุดชั้นใน  ชุดชั้นในของเธอเองที่เก่าคร่ำคร่า เธอนึกย้อนไปถึงวันหนึ่งที่เธอโกรธลูกคนเล็กเหมือนโกรธคนบ้า


วันนั้นเขายังเป็นเพียงเด็กน้อยที่นึกสนุกเอากรรไกรมาตัดยกทรงของเธอเล่น เธอโกรธจนตัวสั่น ตีเด็กชายด้วยไม้แขวนร้องไห้จ้า มันมีความคับข้องใจต่างๆนานาที่เธอก็ไม่รู้แน่ว่าคืออะไร หนึ่งนั้นอาจเป็นความสงสัยว่าทำไมเธอถึงไม่ซื้อยกทรงตัวใหม่ๆ มาใส่บ้าง

บางทีเธอก็ฝัน..
ทันทีที่เรียนจบเธอได้งานใน NGO ต่างชาติแถบทางภาคเหนือ ลงพื้นที่ไปคุยกับชาวเขาที่ปลูกฝิ่น เคลื่อนไหวเรื่องคนชายขอบที่ไม่มีบัตรประชาชนยืนยันความเป็นคนของประเทศนี้ เงินเดือนก้อนแรกนั้นไม่นับว่าเยอะ (แม้จะเทียบกับมูลค่าเงินเมื่อ 30 ปีก่อน) แต่สำหรับชีวิตลูกชาวสวนที่จัดพลัดจับผลูมาอยู่เมืองหลวง เรียนรัฐศาสตร์โดยซึมซับอุดมการณ์เดือนตุลาคมของนักศึกษารุ่นพี่ เธอก็ตื่นเต้นกับมันมาก

2 เดือนถัดมาเธอแต่งงานกับคนรักที่คบหากันตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย เขาเป็นคนหนุ่มที่ดิ้นรนส่งเสียตัวเองเรียนมาตั้งแต่เด็กๆ ทั้งๆ ที่ตัวเองอยู่ในตระกูลใหญ่ แต่ก็อย่างว่าเรื่องเงินทองทรัพย์สินและญาติๆ  
นั้นไม่ได้ทำให้ชีวิตมีความสุขอย่างเรียบง่ายได้เท่าไร เขาจึงเลือกจะจัดการชีวิตตัวเอง

30 ปีต่อมา เขาก็เลยจัดการได้แค่ชีวิตตัวเอง

แต่งงานไม่ถึงปีเธอก็คลอดลูกชายคนโต เหมือนสัญชาตญาณอะไรสักอย่างบงการเธอไปตามวิถี เธอพักงานเหลือเพียงหน้าที่เดียวที่ต้องทำคือการเลี้ยงลูกให้ดีที่สุด 5 ปี ต่อมาเธอคลอดลูกชายคนเล็ก นับจากนั้นมาเหมือนว่าชีวิตของเธอมีแค่ลูก และครอบครัวเท่านั้นเอง

บางทีเธอก็ฝัน...
นักศึกษารุ่นพี่ผู้ที่อยู่ชมรมวรรณศิลป์ (ผู้ที่เรียนมา 6 ปี ก็ยังไม่ยอมคืนสภาพการเป็นนักศึกษา) เคยเขียนบทกวีหวานหยดให้เธอ เธอตอบรับความนัยในจดหมายนั้นอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ เธอชอบใจในรสกวี  แต่เธอไม่แน่ใจในตัวกวีที่เรียนไม่จบเสียที เหตุการณ์เป็นเช่นนี้เธอจึงตกล่องปล่องชิ้นกับคนรักที่ต่อมาคือสามีของเธอ ชายหนุ่มเชื้อสายจีนที่ยืมเลกเชอร์เธอไปถ่ายสำเนาทุกครั้งก่อนสอบ เพราะเขาไปเรียนรู้การทำการค้านอกห้องเรียนมากกว่า ชายหนุ่มผู้ที่สังกัดอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง

ถึงวันนี้เธอชักไม่แน่ใจว่า เธออยากอยู่ในโลกใบไหนกันแน่

บ่ายแก่ๆ ของวันเสาร์ ขณะที่เธอนอนเอนกายบนเก้าอี้นอนหน้าทีวี มองรายการเกมโชว์เรื่อยเปื่อย เธอได้ยินเสียงเรียกคุ้นๆจากหน้าบ้าน เธอหันไปมองและก็นึกทบทวนว่ากี่เดือนแล้วนะที่เขาหายหน้าหายตาไป

เสียงจากหน้าบ้านคือชายขาด้วนวัยกลางคน เขาเดินเร่ขายสบู่หอมแกะสลักอันเล็กๆ ไปตามซอยในหมู่บ้าน เธออุดหนุนเขาเป็นประจำด้วยความสงสาร หากหลังๆเธอไม่รับสบู่จากเขาแต่ให้เงินไปเฉยๆ แบ้งก์ยี่สิบบ้าง แบ้งก์ห้าสิบบ้าง เขาเองก็ดูเกรงใจอยู่มาก เพราะเธอรู้สึกว่าหากไม่ลำบากจริงๆเขาก็จะไม่มาเรียก

นานกี่เดือนแล้วนะ เธอพยายามนึก

"ขอบคุณครับคุณพี่" เขารับเงิน 20 บาท พนมมือไหว้เธอเองก็ยิ้มให้โดยไม่ได้กล่าวอะไรเหมือนเคย

เธอเดินเข้าบ้าน ปิดทีวี ความง่วงจู่โจมอย่างช้าช้า

เงินเดือนเดือนแรกของลูกชายคนโตนั้นไม่มากเท่าไหร่ แต่เขาก็เจียดใส่ซองมามอบให้เธอนับว่าเป็นเงินขวัญถุง เธอรับมาด้วยความรู้สึกหลายอย่างระคนกัน เขาเองดูภูมิใจในเงินก้อนแรกของชีวิต เธอไม่แน่ใจว่าเขาภูมิใจที่ได้ตอบแทนแม่บ้างหรือว่าภูมิใจที่ไม่ต้องพึ่งพิงแม่อีกต่อไป

หลายสัปดาห์ต่อมาเธอบอกให้ลูกชายอนุโมทนาเพราะเพิ่งไปทำบุญผ้าป่ากับหลวงปู่ที่วัด เธอสำทับว่า "เงินที่ลูกให้มานั่นแหล่ะ" เขารู้สึกไม่พอใจแต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไร เขานึกไปถึงตู้เย็นที่เต็มไปด้วยของเก่าค้างปี และเงิน 4,000 บาท ที่เขาคิดว่าน่าจะเอามาใช้จ่ายในบ้านมากกว่าที่จะไปทำบุญ

นั่นอาจจะเป็นเหตุผลที่เดือนต่อๆมาเขาไม่ให้เงินแม่อีกเลย

.............................

ทุกอย่างแพงขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อและราคาน้ำมัน แม้เธอจะออกไปจ่ายตลาดไม่บ่อยนักแต่เธอก็ซึ้งในความจริงนี้ดี แต่ก้อนเงินค่าใช้จ่ายในบ้านที่สามีทิ้งไว้ให้นั้นกลับเป็นจำนวนเท่าเดิมมาตลอด เหมือนว่าทุกคนที่หาเงินได้เองก็ล้วนมีเรื่องต้องใช้เงินของตัวเอง บ้านของพวกเขาอาจจะอยู่ที่อื่น หลังเล็ก หลังน้อย หรือว่าหลังใหญ่กว่าอาณาเขต 24 ตารางวานี้

ขอทานตามท้องถนนไม่ได้น้อยลงเลย ทุกครั้งที่ออกไปจ่ายตลาดเธอก็จะเห็นภาพเดิมๆ บางทีอาจจะน่าหดหู่กว่าเดิม อย่างเด็กเล็กๆ ในอกแม่ที่มีผ้าขนหนูชุบน้ำแปะบนหน้าผาก ครั้งแรกที่เห็นเธอรันทดใจ แต่ในอาทิตย์ต่อไปและต่อไปภาพที่เห็นก็ยังเป็นเช่นเดิม เธอจึงเข้าใจว่ามันคือกลยุทธ์ในการเรียกความสงสาร แต่ใครจะรู้ว่าเด็กคนนั้นเป็นอะไร ทำไมถึงนอนหลับนิ่งได้ตลอด แล้วต่อๆไป เขาจะโตขึ้นมาเป็นอะไร เป็นเหมือนแม่ของเขาที่นั่งขอทานอยู่ตรงนั้น หรือว่า...

บางทีเธอก็เดินเลยมาแล้วหยุดมองดูในระยะห่าง 
ใครต่อใครต่างเดินผ่านเสมือนว่านั่นเป็นทิวทัศน์ที่คุ้นชินของเมือง เหมือนกองขยะกองหนึ่งที่เป็นมลพิษต่อสายตา แต่ตราบใดที่น้ำขยะไม่กระเซ็นมาถูกขาเราจะทำเป็นมองไม่เห็นเสียก็ได้ คนรุ่นหนุ่มสาวต่างมีภูมิคุ้มกันต่อการตลาดของความสงสารในลักษณะนี้ดี ส่วนคนรุ่นเธอที่ดูมีฐานะต่างก็ปิดบังตัวเองภายในรถยนต์ ภายในนั้นมีอุณหภูมิเย็นฉ่ำกำลังดี ภายในนั้นอาจจะมีเสียงดนตรี

เธอเดินผ่านไป ซื้อส้ม กล้วย และพวงมาลัยสำหรับวันพระใหญ่ที่กำลังจะมาถึง  เธอต่อราคาส้มกับแม่ค้าอยู่สองคำ แต่เหมือนว่าแม่ค้าจะสัมผัสได้ถึงความปลดปลงในตัวเธอแม่ค้าจึงยืนกรานราคาเดิม แล้วเธอก็ล้วงกระเป๋าสตางค์โดยไม่ได้อิดเอื้อนอะไร

ของที่ต้องซื้อครบหมดแล้ว เธอนึกทบทวนในใจถึงตู้เย็นที่ระเกะระกะด้วยขยะค้างปี นึกไปถึงว่าเย็นนี้จะมีใครกลับบ้านก่อนห้าทุ่มบ้าง นึกไปถึงห้องน้ำที่น่าจะถึงคราต้องล้าง เธอคิดอะไรเพลินๆ พลางเดินผ่านขอทานแม่ลูก(และผ้าขนหนู) คู่เดิม

เธอหยิบแบ้งก์ใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋า

ย่อตัวแล้วค่อยๆ วางลงในจานพลาสติกของหญิงคนนั้น

เรื่องจาก นิตยสาร ฅ.คน ปีที่ 5 ฉบับที่ (56) มิถุนายน 2553 


- ONLINE TVBURABHA -

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เจ้าตัวโตผู้เกิดมาเป็นคุณหลวง

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

เมื่อพระสหายแห่งสายบุรี คิดถึงในหลวง