เมื่อผมออกวิ่ง | สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ

ดังที่ทราบนะครับว่าช่วงนี้ผมกำลังฝึกวิ่ง
เป้าหมายในการวิ่งไม่ใช่เพื่อไปเป็นนักวิ่งหรือมุ่งเอาจริงเอาจังกับการวิ่ง
เพราะฉะนั้นผมจึงเพิ่มการวิ่งเข้ามาเป็นกิจกรรมของชีวิตโดยไม่ได้เลิกกิจกรรมอื่นๆ
และด้วยเหตุนี้ เวลาที่ผมใช้วิ่งจึงเป็นช่วงเวลาที่ปลอดจากกิจกรรมอื่น
ซึ่งก็ไม่มีเวลาไหนจะเหมาะสมเท่าตอนเช้าของทุกวันที่ไหว
...ตอนเช้าอากาศกำลังดี....

เวลาที่ผมมักจะตื่นวิ่งส่วนใหญ่คือราวๆ ตี 5 ครึ่ง มีบ้างที่เป็นตี 5 ถ้าพักผ่อนพอ
และมีบ่อยที่สายกว่านั้น หากวันก่อนนั้นร่างกายสะบักสะบอม
อย่างเมื่อเช้านี้ผมตื่นขึ้นมา 6 โมงกว่า
เพราะเมื่อวานกลับจากสวนค่ำ ค่อนข้างล้า
แถมกินอาหารดึกกว่าที่เป็น กว่าจะได้นอน เวลาก็ล่วงเลย
คิดอยู่แว่บหนึ่งว่าจะวิ่งหรือไม่
เพราะกว่าจะได้วิ่งก็เกือบ 7 โมง เนื่องจากก่อนวิ่งต้องยืดกล้ามเนื้อเกือบๆ ครึ่งชั่วโมง
แต่ในที่สุดก็ตัดใจเปลี่ยนเสื้อผ้าออกไปวิ่ง

ไม่รู้หรอกว่าจะได้กำไร 2 ต่อ
นั่นคือนอกจากได้วิ่งแล้ว ยังได้เรื่องมาเขียนเล่าสู่กันฟัง


การวิ่งเมื่อเช้าเป็นการวิ่งที่มีความแตกต่างจากที่ผ่านๆ มา
เนื่องจากเมื่อเช้าผมตั้งใจจะสนใจเรื่องการวิ่งให้น้อยลง
แต่จะสนใจเรื่องความรู้สึกขณะวิ่งหรือเรื่องของการดูจิตใจให้มากขึ้น

ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่วิ่ง ผมจะต้องเปิดแอพไนกี้รัน พกโทรศัพท์ใส่กระเป๋า
วิ่งไปคอยฟังมันบอกว่าตอนนี้วิ่งไปได้เท่าไหร่ เวลาเฉลี่ยเท่าไหร่
แต่หลายวันแล้วที่ผมคิดว่าผมยังไม่ควรสนใจสถิติ แต่ควรจะสนใจสังเกตอาการทางกายและความรู้สึกตัวเองขณะวิ่งแบบละเอียดๆน่าจะดีกว่า

วันนี้ผมจึงวิ่งไปสังเกตตัวเองไป

ที่วิ่งของผมคือในหมู่บ้าน
ถ้าระยะทางที่แอพไนกี้รันบอกถูกต้อง รอบหมู่บ้านรอบหนึ่งระยะทางน่าจะอยู่ราวๆกิโลเมตรเศษๆ แต่เป็นเศษนิดหน่อยราว 100 เมตรอะไรประมาณนี้
วิ่ง 5 รอบก็ได้ประมาณ 5 กิโลครึ่งอะไรประมาณนั้น

เมื่อเช้าก่อนวิ่งผมยืดกล้ามเนื้อได้ไม่ 100% นัก แต่ก็ไม่ถึงกับลวกๆ
เอาเป็นตัวเลขก็น่าจะอยู่ประมาณ 60-70% ของที่ควรจะทำทั้งคุณภาพ และปริมาณ
ก่อนวิ่งผมเดินเร็วๆ ก่อน 1 รอบ ปกติจะเดินเร็วมาก 2 รอบแล้วมายืดร่างกาย
เคยจับเวลาเดินรอบนึง 8 นาทีกว่า วิ่งรอบนึงน้อยกว่าอยู่แค่นาทีเศษๆ
ไม่ได้เร็วกว่าเดินเท่าไหร่
ก็บอกแล้วเพิ่งหัด

ระหว่างเดินผมรู้สึกว่าไหล่ข้างขวาติดๆขัดๆ
เนื่องจากเมื่อวานไปสวนไปหามแผ่นปูนสำเร็จรูปยาว 4 เมตร 2 แผ่นกับลูกน้องหนุ่มๆ 3 - 4 คน
นอกจากนี้หัวเข่าข้างซ้ายยังมีอาการแปลบๆ
เดินครบรอบผมเริ่มวิ่งช้าๆ

วันนี้ก็เหมือนทุกครั้งที่วิ่งรอบแรก นั่นคือเหมือนเครื่องยังไม่ลื่น กล้ามเนื้อยังฝืดๆ ติดๆ ขัดๆ
และที่สำคัญคือลมหายใจนอกจากจะหายใจไม่โล่งทั้ง 2 จมูก และไม่เต็มปอดแล้ว
รอบแรกยังเป็นรอบที่ปลายๆ รอบเริ่มหอบถี่ขึ้นเรื่อยๆ
แต่อาการของกล้ามเนื้อยังไม่ดึงรั้งให้หยุด อาการของจิตหรือความรู้สึกก็เช่นกัน

รอบที่สอง อาการฝืดของกล้ามเนื้อค่อยลดลง แต่เริ่มมีความเมื่อยน่องเข้ามาจนลืมอาการของไหล่


รอบที่สาม ผมพบว่าเป็นรอบที่สบายที่สุด
กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ลมหายใจโล่งและผ่อนลงมาเป็นปกติ ซึ่งน่าจะหมายถึงหัวใจเต้นช้าลง
อาการเมื่อยในกล้ามเนื้อแทบไม่มี เช่นเดียวกับอาการของจิต

รอบที่สี่ กล้ามเนื้อเริ่มอ่อนแรงลง ไม่เมื่อยแต่เริ่มล้า
ทว่าลมหายใจปกติ ส่วนจิตใจยังนิ่งเป็นปกติ

รอบที่ห้า น่าสนใจ กล้ามเนื้อล้ามากขึ้น
ลมหายใจปกติ แต่ปลายๆ รอบจิตเริ่มรับคำอ้อนวอนจากกล้ามเนื้อ
ผมทำเป็นไม่สนใจกล้ามเนื้อ หันมาแอบสังเกตจิต ปลอบมันนิดหน่อย
ไม่นานนักที่ทำท่าจะไม่ไหวก็ไปต่อได้

รอบที่หก กล้ามเนื้อล้าจนประท้วงจิตให้สั่งให้หยุดวิ่ง  เปลี่ยนเป็นเดิน
แถมลมหายใจก็เริ่มผสมโรงตีตัวออกห่างเป็นรัฐอิสระ
ผมลองทำแบบรอบที่ห้า จิตชักจะงอแงไม่ยอมฟัง ในที่สุดมาได้ประมาณครึ่งรอบก็ต้องเดิน
ซึ่งก็เป็นที่พอใจทั้งของจิตใจ กล้ามเนื้อ และลมหายใจ

สรุปว่าวันนี้ผมเดินต่ออีก 1 รอบ รวมเป็นเดิน 2 รอบ วิ่งหกรอบ ทั้งหมด 8 รอบ ระยะทางก็ราวเกือบๆ 9 กิโล

เวลาไม่ได้จับ เพราะมัวแต่จับความรู้สึกของกล้ามเนื้อ ลมหายใจ และจิต
ซึ่งผมพบว่ามันสนุกมาก มีช่วงเวลาที่เป็นอิสระต่อกัน และเกี่ยวร้อยสัมพันธ์เป็นอาการเดียวกัน

นักหัดวิ่งมือใหม่ขี้ใจอ่อน(ต่อความเมื่อยล้าของร่างกาย) ประเภทเดียวกับผม ใครจะลองดูก็ไม่สงวนลิขสิทธิ์นะครับ เวลามีคนถามว่าใครเป็นโค้ช ตอบว่าพระพุทธเจ้าผมว่าโครตเท่เลย

หมายเหตุ : ขำๆนะครับ


- ONLINE TVBURABHA -

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เจ้าตัวโตผู้เกิดมาเป็นคุณหลวง

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

เมื่อพระสหายแห่งสายบุรี คิดถึงในหลวง