น้ำแกงก้นชาม | กรรณทิมา รัตนภูมิ

กลิ่นไก่ทอดหอมโชยมาจากในครัวผสมมากับกลิ่นปลาย่าง เสียงโขลกน้ำพริกแว่วมาเป็นจังหวะ แม่ตำน้ำพริกอีกเป็นแน่ อาหารขึ้นชื่อฝีมือแม่ต้องน้ำพริกเผาปลาย่าง แทบจะเป็นอาหารหลักประจำสำรับเลยก็ว่าได้

แม่ไม่เคยเรียนทำอาหารจากที่ไหน แม่เรียนรู้โดยอาศัยครูพักลักจำ เกลือ น้ำตาล ไม่ต้องอาศัยช้อนตวงกะคะเนปรุงแล้วชิมนั่นแหล่ะสูตรของแม่ บ้านไหนมีงานบุญแม่มักได้เป็นแม่ครัวใหญ่เสมอ แม่เต็มใจและยินดีที่จะแสดงฝีมือเต็มที่

ฉันเดินเข้าไปในครัว มือหิ้วตะกร้าผักกระเฉดที่เด็ดยอดแล้ว แม่จะทำแกงส้มผักกระเฉดเป็นเมนูพิเศษของวันนี้

"จะพาไปกินข้าวข้างนอกก็ไม่ไป ชอบเหนื่อยทำเอง" ฉันล้างผักกระเฉดพลางพูดกับแม่

"เฮอะ ทำกินเองอร่อยกว่าเยอะ ไปกินข้างนอกแพงก็แพง อย่างคราวก่อนโน้นกับข้าวแค่ไม่กี่อย่างเสียไปเป็นพัน เอาเงินพันหนึ่งมาให้แม่ดีกว่า จะทำให้ยิ่งกว่าที่ร้านอาหารอีก" แม่พูดยิ้มๆ พลางพลิกไม้ปิ้งปลาบนเตาถ่าน ฉันได้แต่หัวเราะในลำคอ ไม่อยากต่อล้อต่อเถียง ให้แม่มีความสุขของแม่แบบนี้ดีกว่า

ฉันเดินออกมาหน้าบ้าน ลงนอนเล่นในเปลญวนที่ผูกปลายโยงกับต้นมะขามคู่หน้าบ้าน ปล่อยความคิดให้ลิ่วลอยไปกับท้องฟ้ากว้าง ฟากหนึ่งของปลายขอบฟ้าเจือสีแดงเรื่อ ลมเย็นโชยพัดชื่นใจ เมฆก้อนใหญ่ยังลอยอ้อยอิ่ง เหมือนกับจะหยุดพักชีวิตที่เหนื่อยล้ามาทั้งวัน หกโมงเย็นที่นี่ไม่มีเสียงผู้คนจอแจ ไม่มีเสียงรถ เสียงนกหวีด เสียงเอะอะอื้ออึง หากเทียบหกโมงเย็นในกรุงเทพฯ บางทีฉันแทบไม่ได้เห็นดวงอาทิตย์ลับฟ้าเสียด้วยซ้ำ นึกขำอยู่ในใจ อย่าว่าแต่มองดูพระอาทิตย์ลาลับวันเลย แค่ลมเย็นอ่อนๆ พัดพลิ้วจากธรรมชาติน้อยครั้งนักที่จะได้สัมผัส ผิวกายสัมผัสแต่ความเย็นแต่ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ สายตาสัมผัสอยู่แต่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ และฝากตัวเองไว้กับพื้นที่แคบๆ ในรถยนต์ส่วนตัว แม้รู้ว่าเป็นชีวิตที่ไม่ใช่ แต่....เหมือนไม่มีทางเลือก

ระบายลมหายใจช้า หลับตา ปล่อยความรู้สึกให้ลอยไป อยากเก็บท้องฟ้า เก็บสายลมไว้เป็นสมบัติส่วนตัวกลับกรุงเทพฯจะเอาออกมากอดเล่นทุกวัน

"เรือนแพ สุขจริง อิงกระแสธารา..." เสียงเพลงเรือนแพเพลงโปรดของพ่อดังแว่วมาจาเครื่องเล่นเพลง พร้อมเสียงของพ่อฮัมเพลงคลอไปเบาๆ เสียงจากเครื่องเล่นดังพอที่จะดึงฉันกลับมาให้อยู่ในโลกปัจจุบัน

"เป็นไงลูก นึกยังไงกลับบ้าน มาซะจนบ่ายจนเย็น" พ่อเอ่ยถามขณะเดินเข้ามานั่งที่แคร่ไม้ใกล้ๆ

"ไม่มีอะไรหรอกพ่อ แค่เบื่อๆ นึกอยากกลับก็กลับ" 
"แล้วที่ทำงานเป็นไงบ้าง" พ่อถามต่อพลางหันไปถักแหที่พ่อถักค้างไว้
"ก็เหมือนเดิมแหละ พออยู่ได้ไม่มีปัญหาอะไร อยู่มาตั้งนานแล้วนี่" ฉันตอบเนือยๆ

"ยังทำเงินได้ก็ทำไปก่อน แต่ก็อยากกลับบ้านเหมือนกันนะ มาช่วยพ่อรดน้ำผักในสวนไง แล้วนี่พ่อจะถักแหไปไหนขายเหรอ" ฉันยังคุยทีเล่นทีจริง น้ำเสียงหยอกเอินอยู่ในที เพราะรู้ว่าจริงๆแล้วพ่อไม่ได้ถักแหจะเอาไปขายที่ไหนหรอก

"เปล่าก็ถักไปพอให้ไม่ว่าง"
หลังจากนั้นก็คุยเรื่องราวสัพเพเหระกับพ่อไปเรื่อยๆ จนฉันเหลือบมองไปที่นอกชานบ้านเห็นแม่กำลังจัดกับข้าว

"ไปกินข้าวกันพ่อ แม่จัดกับข้าวแล้ว" ฉันบอกพ่อแล้วก็เดินขึ้นเรือนช่วยแม่จัดกับข้าว ส่วนพ่อเดินไปเปลี่ยนแผ่นเพลงที่เครื่องเล่น พ่อกับแม่ชอบเปิดเพลงฟังเวลากินข้าว พ่อบอกว่าเสียงเพลงมันช่วยให้เจริญอาหาร แล้วก็ไม่ทำให้รู้สึกเงียบเวลากินข้าวกันสองคน

ไก่ทอดเหลืองกรอบ แกงส้มผักกระเฉดร้อนๆ ควันโชยกรุ่น น้ำพริกปลาย่าง ผักบุ้งต้มราดกะทิวางเรียงอยู่ตรงหน้า เรานั่งล้อมวงกินข้าวกับพื้น พื้นกระดานหยาบๆ ตรงนอกชานบ้าน ที่พ่อจงใจปลูกต้นไม้ให้มีหลังคาคลุม มีเพียงผนังลูกกรงไม้ล้อมรอบเท่านั้น พ่อชอบที่มันดูโล่ง ทำให้โปร่งสบาย เสียงดนตรีของวงสุนทราภรณ์คลอมาเบาๆ เคล้ากับลมเย็นๆ กับข้าวหอมกรุ่น บรรยากาศที่แสนสุขเกินบรรยายสำหรับฉัน

"แล้วนี่ยังไงถึงได้กลับบ้าน ไม่ใช่วันหยุดยาวเสียหน่อยนี่" เสียงแม่เอ่ยถามขึ้น เป็นคำถามคล้ายกับที่พ่อถามไปก่อนหน้านี้ บางทีก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน การที่จะกลับบ้านมันต้องมีโอกาสด้วยหรือ ทำไมล่ะ ก็เมื่อที่นี่เป็นบ้าน

"ก็ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากกลับเฉยๆ ว่าแต่แม่เถอะนานๆทีจะพาไปกินข้าวนอกบ้านก็ไม่ไป กลัวไม่ได้อวดฝีมือหล่ะสิ" ฉันตอบพร้อมกระเซ้าแม่

รู้มาแต่ไหนแต่ไร แม่ไม่ชอบกินข้าวนอกบ้าน นั่งร้านอาหารแม่ว่าดูขัดเขิน กลัวจะทำให้คนอื่นเขาหัวเราะขบขัน ทำอะไรก็ดูเงอะงะ แม่ชอบพูดติดอารมณ์ดีว่าแม่เป็นคนบ้านนอกบ้านนา ไปนั่งหน้าเชิดแม่ไม่ถนัด ไปไหนลูกหลานจะอายเขาเปล่าๆ ฉันได้แต่นึกขำในความคิดแม่ แค่การไปนั่งร้านอาหารก็กลายเป็นอีกสังคมหนึ่งที่แปลกแยกไปจากความคิดแม่ แต่บางทีฉันก็คาดเดาเอาเองว่าความคิดฉันกับแม่อาจจะเป็นเช่นเดียวกัน อย่างน้อยก็เรื่องที่ฉันต้องเข้าไปอยู่ในสังคมที่ฉันไม่อยากจะรู้จัก แต่ต้องเข้าไปทำความรู้จักอย่างเสียไม่ได้ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่ แม่โชคดีกว่าฉันที่สามารถปฏิเสธการเข้าไปทำความรู้จักกับสังคมที่แม่ไม่ต้องการได้ แต่ฉันล่ะ ฉันก้าวเข้าไปแล้ว เข้าไปทำความรู้จักกับสังคมที่ต้องปรับสีหน้า คำพูด ความรู้สึก และความคิดบางอย่างที่แท้จริงมันถูกกดจมดิ่งในลึกลงไปอยู่ในก้นบึ้งแห่งความคิด  ฉันไม่รู้ว่าทำไมฉันถึงโหยหาความเป็นตัวตน ฉันอาจจะเหนื่อยล้ากับสิ่งปรุงแต่ง หรืออาจเป็นเพราะว่าหัวใจฉันเริ่มอ่อนแอ โลกอารยะไม่ได้กลั่นแกล้งฉันแต่เป็นฉันต่างหากที่วิ่งเข้าหาโดยไม่ยอมรับการกลั่นแกล้งจากเบื้องบน มันอาจจะเป็นเช่นนั้นก็ได้ 

"อยู่บ้านเราก็กินได้สบายใจ ของบ้านเราก็มี ไปกินข้างนอกทำไมให้เปลืองเงินเปลืองทอง"

"มันจะเท่าไหร่กันเชียวแม่ ทำเงินได้ก็ต้องใช้บ้างสิ" ฉันยังย้อนคำ
"ทำได้ก็เก็บไว้ยามที่จำเป็นลูก บ้านเราไม่ได้ร่ำรวย มีเท่านี้ก็กินเท่านี้ก็อยู่ได้" แม่พูดพลางใช้มือหยิบผักบุ้งต้มขดกลมวางบนจานข้าว 

"จ้า ก็เก็บอยู่ มีเงินสักก้อนจะกลับมาอยู่บ้าน กลับมาให้แม่ทำกับข้าวให้กินทุกมื้อเลย"

หรือว่าอันที่จริงแล้ว เงินสักก้อนคือสิ่งที่ทำให้ฉันก้าวออกมาจากโลกแห่งการปรุงแต่งนั้นไม่ได้ มันคือสิ่งจำเป็นที่ต้องเสาะแสวงหาโดยการที่ต้องแลกกับอะไรบางอย่างในชีวิต ฉันไม่รู้ว่ามันคุ้มกันหรือเปล่า เงินสักก้อนยากเหลือเกินที่จะมีมาตรวัดว่าเท่าไร แค่ไหนถึงจะพอ บางทีอยากจะหัวเราะ เงินสักก้อนน่ะหรือ แค่ตื่นลืมตาในมุมหนึ่งของพื้นที่ที่แสนจะวุ่นวายในเมืองใหญ่ค่าใช้จ่ายก็วิ่งเข้ามาหาโดยที่ไม่อาจจะปฏิเสธได้...คิดจนท้อจนเหนื่อยใจ เงินสักก้อนมันดูห่างไกลในความเป็นจริงเหลือเกิน

"เมื่อวานตาผันไปดักปลาหน้าท่อได้ปลาช่อนตัวเขื่องๆมาเยอะ ก็เลยแบ่งมาให้ตั้ง 4-5 ตัว เมื่อวานแม่ทำปลาเค็มตากไว้ 3 ตัว แล้วแบ่งมาโขลกทำน้ำแกงนี่แหละ"

แม่มักได้น้ำใจจากเพื่อนบ้านเช่นนี้อยู่บ่อยๆ ด้วยเหตุผลว่าหน้าท่อที่เป็นปากท่อระบายน้ำจากคูเล็กๆ ออกไปยังคลองที่ติดกับถนนใหญ่อยู่เยื้องหน้าบ้านไปนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นแหล่งดักปลาของตาผัน แกจะมานั่งพักนั่งคุยกับพ่อกับแม่ที่แคร่หน้าบ้านอยู่เรื่อยๆ ได้ปลาก็จะแบ่งให้เสมอๆ บางทีแม่ขอซื้อก็แถมมาเสียมากมาย บางครั้งแม่ก็จะแบ่งขนม แบ่งกับข้าวที่ทำแล้วให้ตาผันเอากลับไปเหมือนกัน

ไม่ถือกันเป็นบุญคุณ แต่ถือเป็นน้ำใจ มีเหลือก็เผื่อแผ่ไม่จำเป็นต้องมีเงินทองมากมายแต่ก็สามารถที่จะอยู่ได้อย่างมีความสุข

ความขัดแย้งในใจเริ่มปะทุขึ้นมาอีกครั้ง จำเป็นนักหรือที่ต้องวุ่นวายทำงานทำเงินจนหาความสุขที่แท้จริงไม่ได้ แต่ถ้าไม่มีเงินก็เหมือนกับไม่มีหลักประกันให้กับชีวิต ไม่รู้ว่าฉันโยนความผิดไปให้เงินหรือเปล่า บางทีมันอาจจะกลายเป็นแค่แพะรับบาป รับความอยากได้อยากมีของมนุษย์  เท่าไรถึงจะพอ วันไหนถึงจะมีอย่างที่ตั้งใจ ฉันหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้อยากจบความคิดแบบนี้เสียที ...เงินสักก้อนจะทำความจริงให้เป็นไปอย่างที่ใจนึกได้อย่างไรกัน

หลังจากอิ่มหนำกันเรียบร้อย ฉันเตรียมยกสำรับกับข้าวเก็บเข้าครัว
"แม่...น้ำแกงส้มในชามนี่ทิ้งเลยนะ"
"ไม่ต้องทิ้งๆ เอารวมไปในหม้อที่เหลือนั่นแหละ ตั้งไฟอุ่นซะสิ ไม่บูดหรอก ทิ้งทำไม  เสียดาย รวมไว้ยังกินพรุ่งนี้อีกได้" แม่ร้องห้ามเสียงหลง

ฉันยิ้มน้อยๆ มองชามแกงส้มในมือที่เหลือน้ำแกงส้มไม่ถึงครึ่งชาม

................................

เรื่องจาก นิตยสาร ฅ.คน ปีที่ 5 ฉบับที่ 55 เดือนพฤษภาคม 2553

- ONLINE TVBURABHA -

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย

การเตรียมตัวของชีวิต | สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ

ได้ชีวิตใหม่ในวันรับเสด็จ ยายชุบ สามร้อยยอด