เพียงรอยยิ้ม | กรรณทิมา รัตนภูมิ

คืนนี้เป็นคืนวันศุกร์ เป็นคืนที่ผมจะได้นั่งปล่อยอารมณ์ได้อย่างยาวนานกว่าทุกๆ คืนที่ผ่านมา ผมกับเจ้าน้ำสีอำพันกำลังคุยกันอย่างสนุกชวนกันดูคนนั้นที คนนี้ที คุยกันตั้งแต่เรื่องขอทานจนถึงเรื่องเศรษฐกิจระดับประเทศรู้สึกปลดปล่อยขณะที่ได้คุยกับเจ้าเพื่อนคนนี้ของผม

ผมพยักเพยิดให้มันดูเด็กหนุ่มสามคนที่นั่งโต๊ะติดกัน เจ้าเด็กหนุ่มสามคนนั้นกำลังคุยกันถึงภาระหน้าที่การงาน บ่นแกมด่าเจ้านาย และเรื่องวุ่นวายสารพัดกับผู้คนที่ร่วมงานด้วย เท่าที่จับความได้ยังไม่เห็นมุมดีๆ ที่เจ้าเด็กพวกนั้นทำงานอยู่ ต่างตัดพ้อต่อว่า และต่างก็มากไปด้วยแรงของไฟที่ยังโหมติดตัวหลังพ้นจากรั้วมหาวิทยาลัย ความมุ่งมั่น ความทะเยอทะยาน ความฝันยังแจ่มชัดอยู่ในดวงตา และความคิดยังต้องการที่จะสืบเสาะค้นหาคำว่าชีวิต ผมเคยผ่านช่วงนั้นมา ผมชมชอบในแรงฝัน แต่ที่ผมต้องมานั่งจ่อมอยู่ตรงนี้ทุกวัน ก็เพราะแรงฝันของผมมันต้านแรงของความเป็นจริงไม่ได้ ผมหวังไว้ว่าแรงฝันของเด็กๆพวกนั้น ต้องมากกว่าของผม ผมหวังเช่นนั้น

สักพักเจ้าเพื่อนร่วมโต๊ะหันมากระซิบกับผม

"คุณเชื่อไหมสุดท้ายเดี๋ยวก็เหมือนคุณ" ผมได้แต่หัวเราะในลำคอ แล้วกระซิบถามกลับไป
"ทำไมคุณคิดแบบนั้น" ไอ้เจ้าเพื่อนร่วมโต๊ะมองหน้าผมแวบหนึ่งแล้วทำเสมองไปทางอื่น เอ่ยเสียงเรียบทำเป็นไม่สนใจ

"ผมได้คุยกับคุณครั้งแรก คุณก็เป็นแบบนั้นไม่ใช่เหรอ" ผมได้แต่ยิ้มกับคำตอบที่ได้รับ

อาจจะจริงหรือไม่จริงอย่างที่มันพูด แต่ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องราวที่อยู่ในใจของผม ทุกวันนี้แม้ผมจะได้ยินเรื่องผ่านหูมานับครั้งไม่ถ้วนเกี่ยวกับปัญหาอะไรต่อมิอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเรื่องงาน เรื่องเงิน โกรธคนนั้น เกลียดคนนี้ เรื่องขี้ผงไปจนถึงเรื่องของจักรวาล แต่ผมก็ยังยินดีที่จะรับฟังเรื่องราวเหล่านั้น ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องเก่าเล่าวนซ้ำซาก ฟังกี่ครั้งผมก็ไม่รู้สึกเบื่อหรือคิดที่จะหนีห่าง แต่กลับกันเรื่องราวเหล่านั้นกลายเป็นตัวกระตุ้นเตือนให้ผมรับรู้ว่า โลกนี้ยังมีปัญหาเดิมๆ ปัญหาที่เหมือนจะมีทางแก้ มันทำให้ผมได้รู้ว่าโลกใบนี้ยังมีทั้งความเลวร้ายในนามของการแข่งขัน และความสวยงามของความฝันที่เอาไว้หล่อเลี้ยงหัวใจยามรู้สึกเหนื่อยล้า ที่สำคัญมันยังทำให้ผมรู้สึกว่า ผมคือหนึ่งในสิ่งมีชีวิตที่ยังมีลมหายใจ และยืนอยู่บนครรลองเดียวกับสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้อีกมากมาย ...เช่นกัน

ค่ำคืนที่แสงดาวยอมแพ้แก่แสงไฟนีออน ในช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังหลับใหล แต่ในมุมหนึ่งกลับเป็นความเคลื่อนไหวในหลายลีลาของชีวิตที่อยู่บนโลกใบเดียวกันมันยากที่จะหาความหมายของชีวิตท่ามกลางความเหมือนและความแตกต่าง ที่ร้อยรวมอยู่ในเชือกเส้นเดียวกัน เปลวแดด และแสงจันทร์เป็นเพื่อนร่วมเดินทาง และให้คำตอบทางอ้อมกับชีวิตผม แค่ในนี้ผมได้มีรอยยิ้ม ผมก็ไม่อยากถามตัวเองแล้วว่าชีวิตคืออะไร

ผมมองดูเด็กหนุ่มกลุ่มนั้น มองดูผู้คนที่บ้างยังเดินอยู่บนท้องถนน นั่งขอทานอยู่ริมฟุตบาธ เดินสวนกันบนเส้นทางม้าลาย สบตากันบนรถเมล์ สาวร่างบางยืนโอบเอวชาย ปากชิดปากอย่างไม่สนสายตาของสิ่งมีชีวิตรอบตัว ผมเห็นตัวตนของผู้คนแต่ไร้วิญญาณ ผมเห็นความเศร้าความเงียบเหงาซ่อนตัวอยู่ในรอยยิ้ม ผมเห็นความอ่อนโรยแฝงอยู่ในแววตามุ่งมั่น ผมได้ยินเสียงสะอื้นที่ถูกกลบด้วยเสียงหัวเราะ...ในหนึ่งตัวตนของผมก็แทบไม่มีอะไรต่างจากพวกเขาเหล่านั้น

ผมเผลอถอนหายใจคงเสียงดังไปหน่อย เจ้าเพื่อนร่วมโต๊ะของผมถอนสายตาจากสาวเอวบางสะโพกโตหันกลับมาจ้องหน้าผม ผมยิ้มให้มัน มันไม่ยิ้มตอบ กลับทำคิ้วย่นพูดเสียงแข็ง "เป็นอะไรอีกล่ะคุณ" มันพูดอย่างรำคาญ

ผมยิ้มแทนคำตอบ แหงนหน้ามองไฟสีส้มบนทางเท้า สูงขึ้นไปผมเห็นพระจันทร์สีเหลืองนวลกำลังส่งยิ้มให้ผม

ผมไม่รู้จะทำยังไง....ได้แค่ส่งยิ้มตอบกลับไปเพียงเท่านั้น

- ONLINE TVBURABHA -




โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เจ้าตัวโตผู้เกิดมาเป็นคุณหลวง

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

เมื่อพระสหายแห่งสายบุรี คิดถึงในหลวง