แววตาที่เปลี่ยนไป | ประวัติ จันทร์แจ่มใส

แม้เธอจะกระทืบเบรกจนรถเสียหลักลื่นไถลแทบจะขวางถนน เสียงล้อบดกับถนนดังรับกันเป็นทอดๆ จากรถคันหลังที่เบรกอย่างกระชั้นชิด ก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร ก็เราทะเลากันด้วยเรื่องที่ใหญ่กว่านี้ตลอดระยะทางที่ผ่านมาเกือบสิบกิโลแล้ว

เธอเปิดประตูด้านคนขับออกไปด้วยอารมณ์ที่โกรธจัดเดินอ้อมมาด้านที่ผมนั่งดูอยู่ กระชากประตูเปิดออก แล้วตะโกนใส่อย่างไม่สนใจรถคันอื่นที่ขับผ่านไป



"อยากเป็นคนดีนักใช่ไหม ไปสิ ถ้าเห็นคนข้างถนนมันสำคัญกว่าลูกก็ไปเลย"

ผมหันไปจ้องหน้าเธอเขม็ง ก่อนจะลุกออกมาจากรถ เดินอ้อมมาประจำที่คนขับด้วยอารมณ์ที่ฉุนเฉียวไม่แพ้กัน แล้วต่างคนก็ระบายโทสะใส่ประตูรถ ปิดกระแทกมันอย่างไม่ปราณี ทั้งที่เป็นคนรักรถด้วยกันทั้งคู่

เนื่องจากเราอยู่ในวัยทำงาน และเธอกำลังจะก้าวขึ้นไปเป็นผู้บริหาร หน้าที่การงานจึงเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆในชีวิตของเธอ

ลูกที่เป็นหน่อเนื้อเชื้อไขของเราเพียงคนเดียว เราก็ไม่อาจเลี้ยงดูแลเองได้ ต้องเอาไปฝากไว้กับแม่ของผมที่ต่างจังหวัด ผมเคยเสนอตัวที่จะลาออกจากงานเพื่อไปเลี้ยงลูก เพราะไม่อยากให้ลูกต้องขาดความอบอุ่น แต่เธอก็ให้เหตุผลเรื่องฐานะการเงิน ซึ่งนับวันก็มีแต่จะรายจ่ายมากขึ้น

ผมพยายามให้เหตุผลว่า เงินมากเงินน้อยไม่ได้สำคัญไปกว่าความรัก ความอบอุ่น ความใกล้ชิด ที่เราพึงมีต่อลูก แต่ครั้นพอสิ้นเดือน ไหนจะค่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าผ่อนรถ ค่านม ค่าใช้จ่ายจิปาถะ ทำให้ผมต้องยอมรับสภาพ โอนอ่อนผ่อนตามความคิดของเธอในที่สุด

ผมยังจำสายตาของลูกในเย็นวันที่เราจะกลับขึ้นมากรุงเทพฯได้เป็นอย่างดี แม้ว่าลูกจะมีอายุเพียงสี่เดือน แต่แววตาที่มองสบตาเรา ราวกับจะเว้าวอนให้เราอยู่ด้วย อย่าทอดทิ้งไป อย่าปล่อยเธอไว้ลำพัง เราสบตากันเนิ่นนาน  ไม่มีคำเอ่ยลา แต่เราก็รับรู้ความรู้สึกของกันและกันได้  แม่รับปากจะดูแลหลานให้เป็นอย่างดี แต่ก็นั่นแหล่ะ การพลัดพรากจากสิ่งที่รักมันเป็นความโศกตรมในหัวใจ และเย็นวันนั้น เราสองคนก็ขับรถเข้ากรุงเทพฯ ด้วยน้ำตานองหน้า สะอึกสะอื้นกันมาตลอดทาง 

ทุกเย็นวันศุกร์ ไม่ว่าจะเลิกงานดึกดื่นเพียงไหน เราตกลงกันว่า จะขับรถกลับไปหาลูกโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ และไม่ว่าเธอจะมีภาระการงานมากมายเพียงใด ก็ไม่เคยผิดสัญญาสักครั้ง เป็นผมเสียอีกที่เป็นฝ่ายที่ต้องถูกเตือนว่า เราสัญญาไว้กับลูกแล้ว ไม่ว่าอย่างไรเราก็ต้องกลับไป บางครั้งผมจึงกลับไปอย่างหมดสภาพ เพราะคร่ำเคร่งอยู่ในห้องตัดต่อชนิดข้ามวัน ข้ามคืน

แต่วันนี้เพิ่งล่วงบ่ายวันพุธ ผมงัวเงียขึ้นมาควานหาโทรศัพท์มือถือของตัวเอง หลังจากที่น้องในฝ่ายเห็นผมนอนหลับไม่ตื่นมารับโทรศัพท์ จึงเดินมาเขย่าแขนให้รู้สึกตัว น้ำเสียงของเธอดูตระหนก  เมื่อแม่โทรมาบอกว่า ลูกไม่สบายมาก  กำชับให้รีบลงไปด่วน

เธอสั่งให้ผมเตรียมตัว ไม่เกินชั่วโมงจะมารับที่ออฟฟิศ ผมตอบกลับไปว่า คงขับรถไม่ไหว เพราะไม่ได้นอนมาสองวันหนึ่งคืนเต็มๆ เธอบอกว่าไม่เป็นไร เธอจะขับเอง ผมจึงวางสายแล้วบอกกับน้องในฝ่ายว่า ถ้ามีคนมาหา ให้ปลุกด้วย แล้วจึงล้มตัวลงนอนต่อ

ถนนสายใต้ยามค่ำ ขณะที่ฟ้าพรำฝน เราทำความเร็วได้ไม่มากนัก ก่อนออกเดินทาง ผมยืนยันว่าจะขอขับเอง เพราะได้นอนมาบ้างแล้ว แต่เธอบอกว่า ผมขับไม่ทันใจ เพราะมัวระวังโน่นระวังนี่ เดี๋ยวหยุดให้คนข้าม เดี๋ยวรอให้รถคันอื่นไปก่อน จนน่าหงุดหงิด  เธอจึงรับหน้าที่ขับออกมาพ้นเขตชานเมืองสู่ทางหลวงที่ทอดยาวไปจนสุดตา

ฝนเริ่มหนาเม็ด แต่ยังพอที่จะเห็นชายเฒ่ากับหญิงชราคู่หนึ่งนอนกลิ้งเกลือกอยู่กลางถนน ผมลุกขึ้นนั่งชันตัวเพ่งมองผ่านกระจก จังหวะที่ใบปัดน้ำฝนกวาดละอองให้พ้นจนมองได้ชัดขึ้น ก็ตะโกนลั่น

"จอดๆๆๆ คนประสบอุบัติเหตุ"
แต่แทนที่จะลดความเร็วลง เมื่อเคลื่อนเข้าเข้าไปใกล้ตรงจุดที่คนชราสองคนยักแย่ยักยัน พยายามจะพยุงมอเตอร์ไซด์ที่เอียงกระเท่เร่ขึ้่นมา กลับหักออกเลนขวาขับเลยไปด้วยความเร็วที่ไม่ได้ลดลงเลย ผมหันไปมองหน้าคนที่ทำหน้าที่บังคับรถที่นั่งอยู่ด้านข้างแทบจะทันที พร้อมกับตะคอกให้เธอหยุดรถ เพื่อต้องการจะลงไปดูว่าคนชราสองคนนั้นเป็นตายร้ายดีอย่างไรบ้าง

"เธอจะบ้ารึไง ถ้าเขาทึกทักว่าเราเป็นคนชน เธอจะทำอย่างไร แส่ไม่เข้าเรื่อง"

หลังจากนั้นเราก็ตะโกนใส่กันมาตลอดระยะทางสิบกิโลเมตร เพราะผมเห็นว่า เราจะทนเห็นคนที่เดือดร้อนอยู่ทนโท่โดยไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างไร เราจะนับถือตัวตนของเราได้อีกหรือ เมื่อนิ่งดูดายกับความเดือดร้อนของเพื่อนมนุษย์ แล้วการที่เราลงไปช่วยเหลืออย่างบริสุทธิ์ใจ ไยเราต้องกลัวในสิ่งที่ตามมา มันขึ้นอยู่กับความกล้าหรือขลาดในใจเราเท่านั้นเอง

ผมขับรถเลยไปอีกเกือบสองกิโลฯ จึงถึงจุดกลับรถ ผมรีบบึ่งกลับมาจนถึงที่เกิดเหตุได้ไม่เกินยี่สิบนาที ภาพที่เห็นอยู่ข้างหน้าตามแสงไฟก็คือ หญิงชรานั่งอยู่ข้างถนน ใบหน้า แขน ขา เต็มไปด้วยเลือด ชายชรายืนใช้มือปาดเลือดออกจากข้อศอกอยู่ข้างรถมอเตอร์ไซด์ ผมจอดรถเปิดประตูรถลงไปโดยไม่สนใจคนที่นั่งอยู่ด้านข้าง ตรงดิ่งเข้าไปหาอย่างกระตือรือร้น เอ่ยปากถามด้วยความห่วงใย แต่ก็ต้องชะงัก

"อย่าเข้ามานะ! ข้าไม่มีอะไรให้แกเอาหรอก ออกไป!"  
ไม่ใช่เพียงเสียงตะคอกใส่ ชายชรายังเดินหน้าหากิ่งไม้ข้างทางมาถือไว้ พร้อมกับเดินเข้ามาหาอย่างประสงค์ร้าย แม้ว่าผมจะพยายามตะโกนแข่งกับเสียงรถที่ขับผ่านว่า ผมมาดีต้องการจะช่วย แต่ก็ช้ากว่ากิ่งไม้ในมือของชายชราที่ถูกขว้างปลิวผ่านหน้าผมไปปะทะเข้ากับกระจกรถ ผมหันมองอย่างตะลึง โชคดีที่กระจกหน้ารถไม่แตกไปเสียก่อน กิ่งไม้อาจจะเล็กเกิน หรือไม่ก็กระจกหน้ารถถูกทำมาให้ไม่แตกง่ายๆ

ผมถอยหลังกลับมาที่รถ ขณะที่ชายชรากำลังเดินหาอาวุธอันใหม่ที่พอจะไล่ให้ผมต้องจากไปเสียโดยเร็ว อาจจะเป็นกิ่งไม้อีกท่อนหรือก้อนอิฐเหมาะมือ ก็สุดจะเดา เพราะผมขับรถออกมาเสียก่อน แต่ก็ยังพอมองเห็นผ่านกระจกหลังว่ามีคนขับมอเตอร์ไซด์กลุ่มใหญ่จอดดูคนชราคู่นั้น 

ไม่มีคำพูดหยามหยันใดๆ ออกมาจากคนที่นั่งข้างๆ ..ผมเหลือบตาไปเห็นเธอนั่งกอดอก มองเหม่อออกไปนอกรถอย่างไร้จุดหมาย แต่ในหัวผมกลับสับสนอลหม่านไปด้วยคำถาม

เหตุใดความหวังดี ความเดือดเนื้อร้อนใจต่อผู้ที่กำลังตกระกำลำบากของผม ถึงได้แปรเปลี่ยนไปเป็นความไม่ไว้ใจ ทำไมชายชราถึงมองไม่เห็นถึงความปรารถนาดีของผม

สังคมเช่นไรที่หล่อหลอมให้คนมองเห็นแต่แง่ร้ายของผู้อื่น มองผู้อื่นด้วยแววตาแห่งความหวาดระแวงอยู่ตลอดเวลา หรือว่าสังคมวันนี้ไม่อาจไว้ใจใครได้อีกแล้ว

แม้จะรู้สึกเจ็บปวด และแทบหมดแรงจากสิ่งที่เพิ่งประสบพบเจอมาเมื่อครู่ แต่ส่วนลึกของจิตใจก็ยังเข้มแข็งพอที่จะกระซิบบอกว่า ถ้าเราไม่เชื่อเรื่องศรัทธาในความดี โลกนี้ยังจะเหลือสิ่งใดให้ยึดเหนี่ยวกันอีกเล่า

เราต่างคนต่างเงียบ ตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเองไปจนตลอดทาง

....

เรื่องจาก นิตยสาร ฅ.คน ฉบับที่ 20 เดือนมิถุนายน 2550(ผลงานจากทางบ้าน)
ขอบคุณภาพจาก ผีเสื้อสีขาว บน ดวงดาวสีฟ้า


- ONLINE TVBURABHA -

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย

การเตรียมตัวของชีวิต | สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ

ได้ชีวิตใหม่ในวันรับเสด็จ ยายชุบ สามร้อยยอด