ศรัทธาพานิช | นิยม ไขสังเกต

ลายมือไก่เขี่ยบนไวท์บอร์ดหน้าห้องจำหน่ายตั๋วเขียนว่า 'ขบวนรถเร็วที่ 145 ช้า 120 นาที'

รถไฟไทยจงเจริญ...ผมพึมพำในอก ครั้งแล้วครั้งเล่าที่พบกับความล่าช้าของม้าเหล็ก แต่ผมไม่ชิน และหงุดหงิดทุกที หากมีนัดกับใครบางคนที่สถานีปลายทางความหงุดหงิดยิ่งทบทวี แต่ถ้ามีสาวมาส่ง...หรือกินเบียร์กับเพื่อนกำลังติดลม รถจะมาถึงช้าหรือออกช้าคงไม่ว่ากัน เผลอๆอาจยกเลิกแผนการเดินทางเสียดื้อๆ

ห้วงเวลาบ้าบอคอแตกอย่างนี้ ถ้าสูบบุหรี่เป็น ก็เคาะออกมาสูบ แต่ควรดูตาม้าตาเรือและป้ายห้ามสูบ ถ้ากินเบียร์เป็นก็ไปหามากิน ถ้าไม่เป็นทั้งสองอย่างก็ไปหาหนังสือพิมพ์มาอ่าน จะยืมนายสถานีก็ไม่น่าจะขัดข้อง ความจริงทางสถานีรถไฟ ควรบริการหนังสือพิมพ์ให้กับผู้โดยสารที่มารอรถได้หยิบไปอ่าน เพื่อผ่อนอุณหภูมิในต่อมหงุดหงิดให้เย็นลง อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการอ่านของคนในชาติ รอนานขนาดนี้ คงมีใครสักคนสองคนหยิบหนังสือพิมพ์มาอ่านบ้างล่ะ

ผมเลือกอ่านหนังสือที่ติดกระเป๋ามา เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้น ซื้อมานานแล้วแต่อ่านไม่จบ ส่วนใหญ่อ่านในห้องสุขา ออกจากห้องสุขาก็โยนขึ้นหลังตู้เย็น จะเข้าห้องสุขาก็หยิบติดมือเข้าไป บางทีอ่านเพลินจนจบเป็นเรื่อง  แต่จะให้นั่งอ่านทีละเรื่องต่อเนื่องกันไปผมไม่ทำ รู้จากบทวิจารณ์ว่าหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนใช้เวลาหลายปี กว่าจะเขียนจบแต่ละเรื่องแล้วรวมเล่ม ธุระอะไรผู้อ่านอย่างผมต้องรีบร้อนอ่านรวดเดียวจบ

เพราะต้องห่างไกลบ้านไปหลายวัน จึงเตรียมหนังสือมาด้วย เวลาเข้าห้องสุขาจะได้ไม่รู้สึกแปลกที่ แปลกถิ่นเกินไปทำให้ระบบการขับถ่ายดำเนินไปอย่างปกติส่งผลดีต่อสุขอนามัยของตัวเอง การอ่านหนังสือในห้องสุขาถือเป็นยาระบายอ่อนๆ การไม่มีอะไรให้อ่านขณะนั่งบนโถส้วมอาจทำให้ท้องผูก

เปิดอ่านไปได้สองสามหน้าก็ต้องสะดุดหยุดกึกได้ยินเสียงสั่นๆ แหบๆ ของใครบางคนอยู่ข้างหู เป็นเสียงผสมกลิ่นดีกรีระดับไม่ต่ำกว่า 40

เงยหน้าขึ้นดูจึงรู้ว่าเป็นมนุษย์เพศชายรูปร่างผอมแกร็น ผิวดำแดงกร้านแดด โหนกแก้มสองข้างนูนเด่นตาแดงก่ำเหมือนลูกตำลึงสุก แต่รอบตาดำเหมือนหมีแพนด้า สวมเสื้อยืดตราผู้แทนฯ สีแดง กางเกงยีนส์ตัดขาปล่อยเส้นใยห้อยย้อย  มายืนประชิดตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ แกยื่นสร้อยสแตนเลสพร้อมเหรียญอะไรไม่รู้มาให้ผมด้วยมือสั่นๆ เหมือนขาดความมั่นใจ

พร้อมกับร่ายสกู๊ปชีวิตของตนแบบสดๆ จับความได้ว่าเมียนอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาล เป็นตายร้ายดีอย่างไรไม่รู้ คุณหมอยังไม่ให้กลับบ้าน เงินทองหมดเกลี้ยงอยากกลับไปหายืมเงินญาติๆ ที่บ้าน ก็ไม่มีค่ารถ มีเพียงเหรียญเก่าๆ หนึ่งเหรียญ ซึ่งเคารพบูชามาก ไปไหนมาไหนห้อยติดคอตลอด ยกเว้นตอนเดินลอดราวตากผ้า เข้าส้วม และอาบน้ำ เป็นมรดกตกทอดมากจากรุ่นทวด

ผมยกมือเป็นสัญญาณขอให้หยุด ไม่อยากฟังเรื่องเศร้าๆ และนำเข้าประเด็น

"เหรียญอะไรครับ" ผมถาม
"เหรียญพ่อปู่ฤาษี เทพเจ้าแห่งป่าดงนาทามในอดีตหาไม่ได้ง่ายๆ เซียนพระแถวตลาดวารินเคยให้ผมสามหมื่น"
"ป้าด...ตั้งสามหมื่น ทำไมลุงไม่ปล่อย"
"ตอนนั้นผมไม่เดือดร้อน ตอนนี้ผมต้องการเงินค่ารถกลับบ้าน"
"รถไฟฟรีก็มีนี่นา" ผมว่าพลางพิจารณาเหรียญในมือ เป็นเหรียญพิมพ์นูนต่ำริ้วลายลบเลือนจนไม่รู้ด้านหัวด้านก้อย ยากต่อการพยากรณ์ว่าเป็นเหรียญพิมพ์อะไร หรือปีไหน มีความสำคัญหรือเข้มขลังอย่างไร ต่อให้มีแว่นขยายส่องผมก็ไม่อาจเข้าใจในรายละเอียดใดๆ

"ผมไม่ค่อยถนัดเรื่องพระ ชอบแต่เรื่องแบ้งก์ แบ้งก์ห้าร้อยต่อให้เก่าแค่ไหนเจอตกอยู่ข้างถังขยะผมก็เก็บ"

"ผมขอห้าร้อย"
เหรียญไม่มีหัวไม่มีก้อยทำไมถึงแพง แต่ถ้าเป็นของดีจริงๆ ราคานี้ถือว่าถูกเหมือนได้ฟรี ยังไม่พูดอะไรสักคำลุงก็ลดราคา
"สองร้อย"
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้รับการลดราคาสินค้าโดยไม่ต้องต่อรอง แต่ผมไม่ต้องการอยู่ดี
"ลุงไปปล่อยคนอื่นเถอะ เจอคนที่เขาชอบ ลุงอาจได้ราคาดีกว่านี้"
"งั้นห้าสิบบาท...แต่ผมขอสร้อยคืน"
เสียงประกาศจากทางสถานี ว่ารถไฟจะเข้าจอดเทียบชานชลาในอีก 15 นาที ข้างหน้า
ผมลุกจากเก้าอี้ที่นั่งมานานเกือบสองชั่วโมง บิดขี้เกียจคลายความเมื่อยขบ เก็บหนังสือเข้ากระเป๋า และเดินหาที่ปลดทุกข์ เพราะการปลดทุกข์บนขบวนรถที่กำลังเลื้อยไปบนรางนั้นจะทำให้เราเป็นทุกข์เพิ่มขึ้น

ห้องสุขาราคาสามบาทที่ตั้งอยู่ด้านหลังสถานีโชยกลิ่นเหม็นคาว กลิ่นบุหรี่ กลิ่นมะกรูดฝานเป็นแว่น สามกลิ่นผสมกลมกลืนเป็นกลิ่นเดียว คือกลิ่นชวนอ้วก

ผมหลีกหลบกลิ่นดังกล่าวลัดเลาะไปยังแนวต้นมะขามเทศที่ตกแต่งเป็นกำแพงสีเขียวสูงเกือบท่วมหัวเดินเรื่อยพลางแลหามุมที่ปลอดผู้คน และที่นั่น-ข้างไม้หมอนเก่ากองโต น่าจะปลอดโปร่งและปลอดภัยจากสายตาใครๆ

ขณะที่ผมถ่ายเทของเหลวลงพื้นอยู่นั้น หูก็แว่วได้ยินเสียงคนพูดคุยกันดังมาจากหลังแนวรั้วมะขามเทศตรงหน้านี่เอง
"วันนี้เพิ่งปล่อยได้เหรียญเดียว กับตะกรุดอีกอัน รวมแล้วยังไม่สองร้อย แล้วมึงล่ะ"

"ปล่อยไม่ได้สักเหรียญ สงสัยต้องเปลี่ยนของแล้วล่ะ ไปเล่นงาดีกว่า เห็นไอ้จันว่าแถวหัวรถไฟมีของเพียบมีทั้งพระงาทั้งปลัดงา"

ด้วยสัญชาตญาณสอดรู้สอดเห็น ผมก้าวขึ้นไปยืนบนกองไม้หมอน สอดสายตาผ่านช่องระหว่างกิ่งใบมะขามเทศไปยังต้นเสียงสนทนา

ชายสองคนนั่งหันหน้าเข้าหากัน มีขวดตรารวงข้าวขวดเล็กตั้งอยู่ตรงกลาง หนึ่งในสองคนมีเหรียญคล้องคออยู่ห้าเหรียญ....ถ้าตาผมไม่ฝาดหรือความจำเสื่อมแบบฉับพลัน

เขาคนนั้นคือคนที่บอกผมว่าเมียนอนป่วยอยู่ในโรงพยาบาล


เรื่องจาก นิตยสาร ฅ.คน ปีที่ 6 ฉบับที่ 66 เมษายน 2554(ผลงานจากทางบ้าน)

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก wall-pix



- ONLINE TVBURABHA -


โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

เจ้าตัวโตผู้เกิดมาเป็นคุณหลวง

ครั้งหนึ่งในชีวิตของ พนม ช่อจันทร์