จักรเย็บผ้าของแม่ | ปุณณภา เชาว์อานันท์



กลุ่มไอ้อ้วนกำลังไล่ต้อนผม! ผมวิ่งสุดแรงเกิด รู้สึกเหนื่อยหอบจนหายใจอึดอัด ผมวิ่งขาแทบขวิดแต่ช้าเหมือนคลาน เมื่อมาถึงสุดซอยข้างหน้าคือกำแพงสูง ผมหันหลังชิดกำแพงหมดทางหนีทีไล่ ไอ้อ้วนกับพวกย่างสามขุมเข้ามา ครืด...ครืด ...ผมสะดุ้งตื่นจากฝัน เสียงเดินจักรเย็บผ้าของแม่ช่วยชีวิตผมไว้อีกแล้ว นาฬิกาปลุกประจำตัวที่ไม่เหมือนใคร ปลุกผมตื่นเสียก่อนที่ไอ้อ้วนจะหวดไม้หน้าสามลงกลางกระหม่อมผม

...ผมไม่เสียเวลานอนคิดถึงฝันร้ายนานไปกว่านั้น ดีดตัวขึ้น บิดซ้ายขวาสองสามรอบ แต่ไม่ยักมีเสียงดังกรอบเหมือนพ่อ ผมสะบัดผ้าห่มแล้วพับวางไว้ปลายเตียง ตบหมอนให้เข้าที่ สิ่งนี้เป็นหน้าที่แรกที่ผมต้องทำอย่างสม่ำเสมอทุกเช้า ถ้าวันไหนลืมพับผ้าห่ม นอกจากจะได้ยินเสียงแม่บ่นเป็นสิบๆนาทีแล้ว ยังต้องฟังเสียงพ่อบ่นแม่อีกต่อหนึ่ง ผมจึงเห็นว่าเพียงการลืมผ่าห่มนั้นไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาเอาเสียเลย

หลังเลิกเรียนผมกลับมาช่วยงานบ้านแม่ กวาดถูบ้านคือหน้าที่หลัก ผมมักจะแถมให้แม่ด้วยการเช็ดจักรเย็บผ้าของแม่ด้วยผ้าแห้ง แต่แม่ไม่ค่อยชอบของแถมนี้เท่าไหร่คงเกรงว่าคนมือหนักเช่นผมจะทำจักรของแม่พังเสียมากกว่า ผมช่วยงานบ้านแม่เสร็จถึงได้ไปอาบน้ำแล้วนั่งทำการบ้าน วันไหนไม่มีการบ้านก็ต้องอ่านหนังสือเสียงดังๆ ให้พ่อได้ยินด้วย

ผมนั่งดูละครหลังข่าวกับแม่และน้าเพ็ญตั้งแต่เด็ก พ่อเคยต่อว่าแม่หลายครั้งว่าแม่ทำให้ผมเสียเด็ก เป็นเด็กเป็นเล็กริติดละครน้ำเน่าไร้สาระ แม่เถียงกลับว่า "ละครไร้สาระที่ไหนกัน ลูกจะได้เปิดหูเปิดตา บ้านหลังใหญ่โต โคมไฟสวยๆ พระเอกนางเอกแต่ตัวหล่อๆ สวยๆ พูดจาไพเราะรื่นหู แบบนี้แถวบ้านหาดูได้ที่ไหน ถ้าไม่ดูจากละครหลังข่าว" แล้วพ่อก็ว่าแม่เถียงคำไม่ตกฟาก ได้ยินพ่อแม่โต้ตอบกันแบบนี้ผมนึกถึงบทบาทของพระเอกนางเอกในละครโทรทัศน์แล้วแอบอมยิ้ม บ่อยครั้งเข้าพ่อก็เงียบเสียง ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไปเสียทั้งที่ใจไม่เห็นด้วยกับแม่ก็ตาม

ละครหลังข่าวจบมักตามด้วยเสียงหาวหวอดของน้าเพ็ญ น้าเพ็ญเป็นคนรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์  เวลาหาวจะอ้าปากกว้างเต็มที่ และมักต่อสร้อยให้กับเสียงหาวของตัวเองด้วยเสียงทั้งสูงและดัง ผมนั่งสะลืมสะลือสัปหงกอยู่หน้าจอโทรทัศน์ถึงกับสะดุ้งโหยงบ่อยครั้ง

เมื่อน้าเพ็ญเดินหาวออกไป ผมจะต้องเดินตามไปใส่กลอนประตูให้เรียบร้อยทุกครั้ง ส่วนแม่จะบอกว่า "แม่จะเย็บผ้าต่ออีกสักประเดี๋ยว ลูกรีบเข้านอนได้แล้วไป"  แม่ไล่ผมไปนอนแบบนี้ทุกวัน ผมจะเดินตัวเซตาปิดเข้าไปนอน เสียงเดินจักรเย็บผ้าของแม่เปลี่ยนหน้าที่จากนาฬิกาปลุกยามเช้าตรู่มาเป็นเสียงขับกล่อมผมในยามค่ำคืน ถ้าเป็นคืนวันศุกร์หรือวันเสาร์ ผมมักจะเอาใจแม่ด้วยการนั่งเป็นเพื่อนแม่ต่อ แต่เพียงไม่กี่นาทีผมก็คอพับคออ่อนลงไปกองกับพื้นเสียแล้ว ภาระหนักจึงตกอยู่กับพ่อที่ต้องอุ้มผมเข้าไปนอนในห้องเป็นประจำ

เมื่อตอนผมเรียนอยู่ชั้น ป.5 ครูประภาพรรณซึ่งเป็นครูวิชาภาษาไทยให้นักเรียนเรียงความเรื่อง 'ครอบครัวของฉัน' นอกจากฝูงไก่ เจ้าเหมียวกระดิ่งและเจ้าตูบกระดิ่งแล้ว ผมไม่ลืมที่จะนับ 'จักรเย็บผ้า' เข้าเป็นสมาชิกหนึ่งในบ้านด้วย ผมยังจำได้ว่าครูประภาพรรณถ่ายเอกสารเรียงความที่เขียนด้วยลายมือยึกยือของผมติดบนบอร์ดข้างกระดานดำหน้าห้อง เลข 10 ตัวใหญ่ด้านล่างขวาของกระดาษที่ครูเขียนด้วยปากกาแดงยังประทับอยู่ในใจผมจนถึงทุกวันนี้

ผมพับกระดาษเรียงความสอดไว้ในหนังสือ เมื่อกลับถึงบ้านผมดึงออกมาให้พ่ออ่านด้วยความภาคภูมิใจ พออ่านจบก็ส่งให้แม่ พ่อหัวเราะเสียงดังปรบมือและพูดชื่นชมผมเสียยกใหญ่ นานทีปีหนผมจะได้ยินคำชมเชยจากพ่อสักครั้ง ส่วนแม่ใช้เวลาอ่านนานมาก แม่ถือกระดาษยื่นออกจากตัวจนสุดแขน แต่ก็ยังอ่านไม่ออกจึงหยิบแว่นที่ใช้เวลาเย็บผ้าออกมาสวม แล้วผมก็เห็นแม่น้ำตาไหล ไม่รู้ว่าทำไมแม่ถึงร้องไห้ ผมใจเสียทำหน้าไม่ถูกที่ทำให้แม่มีน้ำตา หันไปหาพ่อมองตาปริบๆ พ่อเย้าว่า "แม่เอ็งซึ้งนะซี"

เมื่อเรียนจบระดับประถมฯ ผมได้เข้าเรียนในโรงเรียนประจำจังหวัด นานๆจะกลับบ้านสักหนหนึ่ง ช่วงนี้เองที่จักรเย็บผ้าของแม่เริ่มห่างหายไปจากผม ผมมีนาฬิกาปลุกเสียงดนตรีกระแทกแก้วหูที่เปลี่ยนได้ถึง 3 เสียง ผมมีเครื่องเล่นเพลงกะทัดรัดที่เรียกว่าเอ็มพีสามบรรจุเพลงได้เป็นร้อยๆเพลงขับกล่อมจึงแทบจะไม่ซ้ำกันในแต่ละค่ำคืน ผมนึกถึง 'จักรเย็บผ้า' ของเราแต่ไม่ได้พูดถึงบนเวทีโต้วาทีในญัตติ 'ชีวิตในชนบทสบายกว่าชีวิตในเมืองหลวง' ซึ่งผมเป็นหัวหน้าทีม

วันหนึ่งผมกลับบ้านเพื่ออ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผมพักสายตาจากการอ่านหนังสือมาดูข่าวภาคค่ำเมื่อได้เวลาละครน้ำเน่าผมจึงตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือต่อ น้าเพ็ญเปิดประตูเดินยิ้มแฉ่งเข้ามา ผมเดินไปกดรีโมตคอนโทรลปิดเสียงโทรทัศน์ น้าเพ็ญหุบยิ้มแต่ก็ยังขยับตัวนั่งข้างๆ แม่ หันหน้าไปทางหน้าจอสี่เหลี่ยม เป็นเวลากว่าสองชั่วโมง 'ละครใบ้' ก็จบลง น้าเพ็ญลุกยืนแล้วบิดตัวพร้อมกับอ้าปากหาวหวอดตามด้วยสร้อยเสียงดังน้ำมูกน้ำตาไหล ผมหันมองตาขวางสายตาตำหนิ น้ำเพ็ญรีบเดินจ้ำอ้าวออกไปทันที

แม่เดินไปใส่กลอนประตูแล้วกลับมานั่งหน้าจักรเย็บผ้า สองมือคอยขยับผ้าเลื่อนไปมาตามฝีเข็ม เท้าเหยียบเป็นจังหวะ ผมละสายตาจากหนังสือตรงหน้าหันมองไปทางแม่อย่างไม่สบอารมณ์ แม่ก็รู้ว่าผมต้องใช้สมาธิในการอ่านหนังสือ แม่ทำกับผมแบบนี้ได้ยังไง ผมใช้นิ้วเคาะโต๊ะ ในใจร้อนรุ่ม สมาธิกระเจิดกระเจิง สติพลันขาดสะบั้นเมื่อแม่ทำเหมือนไม่รู้สึกตัวสักนิด

จักรเย็บผ้าเครื่องนี้เคยทำผมอับอายขายหน้าเพื่อนๆมานักต่อนัก แม่เย็บผ้าให้ผมใส่ตั้งแต่เกิด ทั้งผ้าอ้อม ชุดนอน ชุดใส่เล่น กระทั่งชุดนักเรียน เสื้อผ้าทั้งหมดไม่สวยงามเหมือนของเพื่อน รอยตะเข็บเด่นชัดเหมือนใส่เสื้อกลับด้าน รอยเย็บยับย่นราวกับผ้าที่วัวเคี้ยวแล้วคายทิ้ง เพื่อนคนหนึ่งเคยล้อว่าผมมีโรงงานเย็บผ้าใส่เองแต่ไม่มีโรงรีดผ้า ในขณะที่เพื่อนอีกคนบอกว่าน่าภูมิใจที่แม่ตัดเย็บเสื้อผ้าให้ใส่ ผมไม่เห็นว่าการใส่เสื้อผ้าพิกลพิการไม่สมส่วนแบบนี้จะน่าภูมิใจตรงไหน ตอนนี้ผมกำลังจะเข้าเรียนมหาวิทยาลัย แม่กำลังตัดชุดนักศึกษาให้ผม อีกหน่อยผมเรียนจบแม่ไม่ตัดชุดรับปริญญาให้ผมด้วยหรือ?

ผมเดินหน้าเครียดเข้าไปหาแม่ พลันมือก็ผลักจักรเย็บผ้าคันเก่าโกโรโกโสล้มครืน ชิ้นส่วนจักรหลุดกระเด็นไปคนละทิศละทาง เข็มเย็บผ้าเล่มใหญ่ทิ่มครูดกลางฝ่ามือแม่จนเลือดไหลซิบเป็นทางตามรอยครูด แม่มองหน้าผมสลับกับเศษซากจักรเย็บผ้าด้วยสายตาที่ผมอ่านไม่ออกในเวลานั้น พ่อเดินออกจากห้องนอนเข้ามาประคองมือแม่ด้วยความงงงวย

ผมไม่มีกระจิตกระใจอ่านหนังสือต่อ เดินหนีภาพหายนะจากน้ำมือของตัวเองเข้าห้องนอน ผมไม่อยากหลับตา จะหลับลงได้อย่างไรเมื่อขาดเสียงขับกล่อมจากจักรเย็บผ้าของแม่ แล้วถ้าเผลอหลับใหลไปผมจะยังตื่นขึ้นมาอีกไหมในเมื่อนาฬิกาปลุกจักรเย็บผ้าของผมไม่มีเสียงให้ได้ยินอีกต่อไป


เรื่องจากนิตยสาร ฅ.คน ฉบับที่ 58 เดือนสิงหาคม 2553 (ผลงานจากทางบ้าน)
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต


- ONLINE TVBURABHA -

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เจ้าตัวโตผู้เกิดมาเป็นคุณหลวง

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

เมื่อพระสหายแห่งสายบุรี คิดถึงในหลวง