สงคราม โพธิ์วิไล ผู้ถวายการใช้กล้อง

"ตอนนั้นอาจารย์พูน เกษจำรัส ท่านเป็นพระอาจารย์ถวายการใช้กล้องให้กับในหลวงอยู่ก่อนแล้ว เวลามีกิจกรรมนิทรรศการอะไร ท่านก็จะเล่าให้เราฟัง ส่วน อ.จิตต์ จงมั่นคง ท่านถวายการรับใช้โดยการล้างฟิล์มให้พระองค์มานานกว่า 40 ปีแล้ว เมื่อเวลาอาจารย์ทั้งสองท่านไปเข้าเฝ้าฯ ผมก็จะได้รับการชักชวนให้ไปด้วยกัน ในตอนแรกก็นั่งดูอยู่ห่างๆ แต่เพียงเท่านี้ก็ปลาบปลื้มมากแล้ว"

สงคราม โพธิ์วิไล เล่าถึงศิลปินอาวุโสด้านการถ่ายภาพสำคัญของเมืองไทยสองท่าน ที่ทำให้นักถ่ายภาพธรรมดาคนหนึ่งมีโอกาสทำงานที่น่าภาคภูมิใจสำคัญในชีวิตเกินกว่าเด็กที่เกิดและเติบโตมาจากครอบครัวชาวจีนที่ยากจนจากเมืองกาญจนบุรีจะฝันไปถึง

"ผมอยากเรียนศิลปะ แต่พ่อแม่ไม่สนับสนุน ที่บ้านอยากให้เรียนด้านช่าง พอไม่สามารถเรียนศิลปะได้ก็เริ่มมองเห็นว่า การถ่ายภาพก็เป็นศิลปะอีกแขนงหนึ่งที่บันทึกความสวยงามรอบตัวได้ไม่แพ้การวาดภาพ ผมจึงเก็บเงินซื้อกล้อง"

ครั้นเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2512 มีโอกาสได้เข้ารับการอบรมจากบริษัท โกดัก ในเรื่องพื้นฐานการถ่ายภาพ และนับแต่นั้นมาการถ่ายภาพก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขา

"ปี พ.ศ. 2516  ผมเข้าเป็นสมาชิกสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และได้เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการด้านวิชาการ และทัศนาจรทำต่อเนื่องมา 10 ปี จากนั้นก็มาเป็นบรรณาธิการนิตยสารถ่ายภาพ โฟโตส-แอนด์กราฟโฟ ซึ่งเป็นนิตยสารที่มีอิทธิพลอย่างมากในแวดวงการถ่ายภาพในบ้านเรายุคนั้น"

การเป็นบรรณาธิการในนิตยสารถ่ายภาพ ทำให้เขาได้รู้จัก คุ้นเคย กับปรมาจารย์ด้านถ่ายภาพ และที่สำคัญยิ่งทำให้เขาได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ

หลังจากที่มีโอกาสเพียงเฝ้าดูห่างๆในที่สุดก็ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ในนามของสมาคมการถ่ายภาพแห่งประเทศไทยฯ และราชสมาคมถ่ายภาพแห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งเขาเป็นสมาชิกอยู่

"ครั้งนั้นเป็นการเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายบังคมทูลเชิญให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกกิตติมศักดิ์ และประธานฯที่เข้าเฝ้าฯ ก็ได้กราบบังคมทูลว่า ผมเป็นบรรณาธิการหนังสือถ่ายภาพ พระองค์ทอดพระเนตรมาแล้วรับสั่งว่า 'เป็นบรรณาธิการหนังสือเหรอ เขียนเรื่องแล้วถ่ายภาพดีๆ นะ แล้วช่วยบอกช่างภาพด้วยว่าอย่าถ่ายเสียเยอะมันสิ้นเปลือง'

"ต่อมาก็ได้เข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลเกล้าฯถวายกล้องถ่ายภาพ ผมเองได้มีโอกาสถวายคำแนะนำการใช้กล้อง จำได้เลยว่าวันแรกนั้นก็กราบบังคมทูลว่า 'กระหม่อมพูดราชาศัพท์ไม่ค่อยจะถูก ต้องขอพระราชทานอภัยด้วย' พระองค์ท่านทรงทอดพระเนตรแล้วตรัสว่า 'ฉันไม่ถือหรอก แต่เป็นคนไทยไม่หัดพูดหรือ' วันนั้นรู้สึกเลยว่านี่เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนนะที่จะต้องเรียนรู้ และควรพูดให้ได้ ตกเย็นกลับจากเข้าเฝ้าฯ รีบไปซื้อหนังสือราชาศัพท์มาอ่านเลย"

สำหรับผู้ที่เคยเข้าเฝ้าฯ อยู่ห่างๆ "เมื่อมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายคำแนะนำการใช้กล้อง ผมก็ยิ่งรู้สึกปลาบปลื้มมากขึ้่นทุกที และมีหลายเหตุการณ์ที่ทำให้รู้สึกแบบนั้น"

เขาเล่าว่า ครั้งหนึ่งได้ร่วมกับคณะช่างภาพอีก 4-5 ท่าน รวมทั้ง อาจารย์จิตต์ จงมั่นคง ด้วย เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านพร้อมๆกัน พระองค์ท่านตรัสว่า 'ลืมไป ยืนกันอยู่นานฉันเมื่อยแล้ว พวกเราไปนั่งคุยกันดีกว่า'

"ด้วยความที่ผมเป็นคนช่างซัก ก็เลยทูลถามว่าเหตุใดจึงใช้คำว่าพวกเรา พระองค์ท่านตรัสว่า 'อ้าว เป็นคนถ่ายภาพด้วยกัน เราก็ต้องเป็นพวกเดียวกัน' ทรงไม่ถือพระองค์เลย ทรงเป็นกันเองมากเวลาที่ผมไปสอนนักศึกษาก็จะเล่าเรื่องนี้ให้ฟังอยู่เสมอ แล้วก็จะบอกกับนักศึกษาว่า ให้ถ่ายรูปให้ดี ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพราะในหลวงท่านทรงถ่ายภาพเพื่อพัฒนาประเทศของเรา"

"ผมสังเกตว่า  พระองค์ท่านทรงพระเกษมสำราญทุกครั้งที่ได้พูดคุยกันเรื่องถ่ายภาพ เรื่องกล้องถ่ายรูปเหมือนว่าคุยในเรื่องเดียวกัน ภาษาเดียวกัน นั่นคือ ภาษาของนักถ่ายภาพ ผมเองก็รู้สึกอิ่มเอมทุกครั้งที่ได้เข้าเฝ้าฯ"

ขณะเดียวกันก็ทำให้เขาตระหนักดีว่า พระองค์ทรงมีพระราชภารกิจมากมายเหลือเกิน

"หลายปีก่อนผมมีโอกาสเข้าเฝ้าฯ บ่อยๆ โดยจะเดินทางไปถึงตอนประมาณบ่ายสอง มีเวลาไม่มาก ถวายการใช้กล้องได้นิดเดียวก็หมดเวลาแล้ว กราบบังคมทูลอะไรเพียงนิดหน่อยมหาดเล็กก็จะมาเตือนแล้วว่า อีก 5 นาทีหมดเวลานะ อีก 3 นาที หมดเวลานะ บางครั้งพระองค์ท่านทรงรับสั่งยาว และผมก็เป็นคนช่างซักถาม ก็เลยใช้เวลาในการเข้าเฝ้ามาก มหาดเล็กมักจะมาเตือน เพราะมีคนอื่นมารอเข้าเฝ้าฯอยู่ ในหลวงท่านก็ตรัสว่า ให้มาเย็นๆหน่อย สัก 4 โมงเย็น จะได้คุยกันนานๆ ผมก็จะมาเข้าเฝ้าฯ เวลานั้นยาวไปจนเกือบทุ่ม"

"นอกจากไม่ถือพระองค์แล้วพระองค์ท่านยังมีพระราชอารมณ์ขัน และคำสอนมากมายที่สอนให้ผมได้รู้ และนำมาบอกต่อให้กับลูกศิษย์อีกมากมาย"

พระราชอารมณ์ขันที่เขาประทับใจที่สุด ก็มาจากภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในหนังสือภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

"เป็นภาพที่ทรงฉายสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เฉพาะแต่บริเวณพระกรรณกับพระศอเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ภาพนี้ทำให้ผมสงสัยจนต้องกราบบังคมทูลถามว่าเหตุใดจึงทรงบันทึกภาพไว้เช่นนั้น พระองค์ท่านทรงพระสรวล แล้วมีรับสั่งว่า 'อย่าไปบอกใครเชียวล่ะ ฉันอายเขา'

ทรงเล่าว่า บ่ายวันนั้นเสด็จพระราชดำเนินขึ้นเขา ทรงหันพระพักตร์ไปทอดพระเนตรสมเด็จฯ ว่าทรงขึ้นไหวไหมพอดีแสงอาทิตย์ส่องลงมาที่พระพาหาของสมเด็จฯ พอดี ก็ทรงมีรับสั่งว่า สวยมากหยุดตรงนั้นก่อน"

"ครั้นนำกล้องขึ้นจะทรงถ่ายภาพปรากฏว่าฟิล์มหมด จึงรับสั่งให้มหาดเล็กนำฟิล์มมาเปลี่ยนให้แล้วพระองค์ก็ทรงรีบกดชัตเตอร์ถ่ายไปประมาณ 4-5 ภาพ เนื่องจากทรงเกรงว่าสมเด็จฯ จะทรงเมื่อยที่รอนาน ปรากฏว่า 3 ภาพแรกเสียหมด ภาพที่ 4 ได้ภาพเป็นลักษณะครึ่งเดียวมีเพียงภาพที่ 5 เท่านั้นที่ครบถ้วนสมบูรณ์ สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะกล้องแบบแมนนวลไม่มีการใช้ฟิล์มอัตโนมัติ ต้องใส่แล้วกดถ่ายทิ้งไปประมาณ 3-4 ใบ เพื่อไม่ให้ติดหัวม้วน ภาพที่ 4 ที่ทรงบันทึกไว้จึงติดหัวม้วนมาครึ่งเดียว ได้ไม่เต็มรูป จึงทรงนำภาพที่ล้างฟิล์มนั้นทำการคร็อปภาพแล้วอัดออกมา จึงได้เป็นภาพที่มีเพียงครึ่งเดียว"

"มีอยู่คราวหนึ่งตรัสถามผมว่า รู้ไหมว่าเสียงชัตเตอร์นั้นดังอย่างไร ผมก็ตอบว่า ของผมดังเชี้ยต บางคนดังแชะ แต่พระองค์ท่านกลับบอกว่า 'ของฉันดังว่าเช็ดเบิท' "

ผมก็สงสัยว่าทำไมดังแปลกๆ อย่างนั้น ก็เลยกราบบังคมทูลถามว่า เหตุใดจึงดังเช่นนั้น พระองค์ท่านทรงเฉลยว่า 'ชัตเตอร์ของฉันดัง เจ็ดบาท ทุกครั้งที่กด เรากดชัตเตอร์ เราเสียเงิน 7 บาทแล้ว ทั้งค่าฟิล์ม ค่าล้าง ค่าสึกหรอของกล้องทั้งหมดตกประมาณ 7 บาท' "

"พระองค์ท่านทรงมีรับสั่งอีกว่า 'ฉันไม่ได้ห้ามให้ถ่ายรูปนะ แต่เมื่อจะกดชัตเตอร์ควรดูให้ดีเสียก่อน จะได้คุ้มกับเงิน 7 บาท' ท่านทรงหมายความว่า เวลาถ่ายภาพอย่าถ่ายเรื่อยเปื่อย สักแต่ว่ากดๆไป คุณเสียเงินแล้วนะครั้งละ 7 บาท นี่แสดงให้เห็นถึงความมัธยัสถ์ และเป็นคำสอนเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงได้เป็นอย่างดี"

เรามักจะเห็นพระองค์ทรงมีกล้องคู่พระวรกายเสมอในยามที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ

สงครามเล่าว่า "กล้องที่โปรดเป็นกล้องยี่ห้อแคนนอนในตระกูล EOS และที่ทรงใช้งานก็เป็นรุ่นธรรมดา ราคาไม่แพง น้ำหนักเบา เลนส์ที่ใช้นั้นก็เป็นเลนส์ตัวเดียว ช่วงทางยาวโฟกัส 28-105 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นเลนส์อเนกประสงค์ ถ่ายภาพได้ทุกระยะ แต่กล้องยี่ห้ออื่น พระองค์ท่านก็ทรงใช้เหมือนกัน เพราะมีคนนำมาถวายเยอะ"


"ภาพที่ทรงถ่ายจะแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ ภาพถ่ายศิลปะ และแบบ Documentary คือถ่ายภาพจากสถานที่หรือเหตุการณ์จริง อย่างหลังนี้พระองค์ท่านทรงถ่ายไว้มาก ไม่ว่าจะเป็นโครงการต่างๆ ผู้ติดตาม บุคคลที่ตามเสด็จ หรือแม้กระทั่งประชาชนมาเฝ้ารับเสด็จ

ภาพถ่ายของพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ก็ชื่นชอบเหมือนกัน ท่านจะมีพระปรีชาสามารถในเรื่ององค์ประกอบภาพเป็นอย่างมาก ภาพศิลปะส่วนใหญ่ก็จะสื่อความหมายหรือสื่ออารมณ์ได้ดีมาก สื่อความหมายได้ทุกภาพ"

ไม่เพียงการบันทึก แต่ในหลวงของเรายังทรงตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดจากการถ่ายภาพ

"อย่างเรื่องไฟแฟลช ผมได้ข้อมูลจากการไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น ผลวิจัยพบว่า แสงไฟแฟลชเป็นอันตรายกับทารกจนถึง 3 ขวบ เมื่อกลับมาและมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ ก็ได้กราบบังคมทูล เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ ไม่เคยมีใครพูดถึงในประเทศไทยมาก่อน แต่พระองค์ท่านก็ได้มีพระราชดำรัสว่า ทรงทราบนานแล้วเพราะเคยถ่ายภาพสมเด็จพระบรมฯ เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์ พอกดชัตเตอร์แล้วแสงแฟลชออก สมเด็จพระบรมฯทรงสะดุ้ง ทำให้รู้แน่ว่าแสงแฟลชเป็นอันตรายแน่"

"นอกจากนี้พระองค์นังทรงตระหนักถึงพิษของแบตเตอรี่ที่ใช้ในกล้องถ่ายภาพด้วย เคยตรัสว่าถ่านกล้องที่หมดแล้วอย่าทิ้งลงแม่น้ำลำคลองเด็ดขาด เพราะตัวเคมีในถ่านจะทำลายชีวภาพของแม่น้ำหมด พระองค์ท่านมีพระราชดำรัสว่า ต้องเก็บไปทิ้งให้เป็นที่แยกไว้เลย เพราะอันตรายมาก"

สำหรับนักถ่ายภาพคนหนึ่ง เราบอกว่า การที่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ ในหลวงเป็นสิ่งที่ภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

"ผมได้เรียนรู้มากมายจากพระองค์ท่าน ไม่เฉพาะการถ่ายรูปเท่านั้น แต่เป็นแนวทางการใช้ชีวิต ผมจึงยึดพระองค์ท่านเป็นต้นแบบ ผมรู้สึกตื้นตันใจมาก สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตลอดเวลา

เวลาที่ผมได้ยินเพลงสรรเสริญพระบารมี น้ำตาจะไหลทุกครั้ง อาจเป็นเพราะผมมีในหลวงสถิตอยู่ในใจตลอดเวลา ไม่รู้จะอธิบายเป็นคำพูดอย่างไรว่า ความดีใจ ภูมิใจ นั้นมีมากขนาดไหน รู้อย่างเดียวว่าเป็นบุญของเราจริงๆ ที่ได้รับใช้ท่านอย่างใกล้ชิด"



เรื่องและภาพจาก นิตยสาร ฅ.คน ฉบับที่ 14 เดือนธันวาคม 2549


- ONLINE TVBURABHA -

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

ครั้งหนึ่งในชีวิตของ พนม ช่อจันทร์

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย