พ่อ | สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ


มีหลายเรื่องราวในชีวิตที่ความอ่อนเยาว์ในวัยเด็กพาความเข้าใจเราไปไม่ถึง หรือตอนเป็นเด็กมองเห็นมุมหนึ่ง คิดแบบหนึ่ง แต่พอโตเป็นผู้ใหญ่คิดอีกแบบหนึ่ง เพราะมองเห็นอีกมุมหนึ่ง ซึ่งเมื่อนั่งย้อนรำลึกถึงเรื่องราวที่เกี่ยวกับพ่อ มีเหตุการณ์ในคืนวันหนึ่งที่ผมต้องใช้เวลาหลายปีจึงสามารถเปลี่ยนความเข้าใจที่มีมายาวนาน



เป็นเวลาที่ทุกคนเข้านอนกันหมดแล้ว ที่ปลุกผมเป็นเสียงมอเตอร์ไซด์ที่มาจอดบนถนนคันดินหน้าบ้านโดยไม่ดับเครื่อง มอเตอร์ไซด์ยามดึกมาที่บ้าน ในชนบทบ้านนอกสมัยนั้น หากไม่มากับเรื่องสำคัญเร่งร้อนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็ต้องมีเรื่องไม่ปกติเรื่องหนึ่งเรื่องใด

แล้วก็เป็นไปตามคาด มีเสียงตะโกนเรียกชื่อพ่อตามด้วยบทสรรเสริญเยินยอวงศ์ตระกูลหยาบๆ คายๆ ผมนอนเงี่ยหูฟังจากในมุ้งด้วยใจที่เต้นรัว กฏเหล็กของบ้านที่ออกโดยพ่อก็คือ หลังขึ้นบ้านอ่านหนังสือทำการบ้านแล้ว หากได้ยินเสียงผู้ใหญ่มาพบปะพูดคุยกันใต้ถุนบ้าน หรือมีแขกไปมาหาสู่ ถ้าพ่อไม่เรียกใช้ ห้ามเด็กๆลงไปสอดรู้สอดเห็นข้างล่าง ซึ่งบ่อยครั้งที่ผมอดแอบมองลอดช่องกระดานลงไปด้วยความอยากรู้ อยากเห็นไม่ได้ แต่องศาจำกัดของช่องกระดานและแสงไฟหรุบหรู่ก็ไม่ได้ช่วยให้เห็นอะไรมากนัก ผมคิดว่าเจตนาของพ่อก็คืออยากให้ลูกๆเข้านอนตามเวลาเพราะรุ่งขึ้นต้องไปโรงเรียน หรือไม่ก็ไม่อยากเพาะนิสัยสอดรู้สอดเห็นให้ลูก ซึ่งก็ได้ผลตามนั้น แต่ก็ทำให้ผมขาดมิติร่วมหลายอย่างกับชุมชน และวิถีของท้องถิ่นจากเรื่องเล่าในวงสนทนาของผู้ใหญ่ 

เท่าที่จับความได้ น้ำเสียงหยาบคายนั้นท้าทายให้พ่อออกไป สักพักผมได้ยินเสียงพื้นบ้านลั่น ถ้าไม่พ่อก็แม่คงกำลังเดินย่องลงไปทางบันได มีเสียงถอดกลอนประตู หลังจากนั้นผมก็ได้ยินเสียงพ่อคล้ายพยายามทำความเข้าใจ แต่อีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่ยอมลดละ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ผมค่อยๆเปิดมุ้งย่องลงไปข้างล่าง ทั้งๆที่รู้ว่า เป็นการขัดคำสั่งศักดิ์สิทธิ์พ่อ

ในความมืด ผ่านช่องประตูหน้าบ้านที่เปิดแง้มไว้ ผมเห็นพ่อในชุดผ้าขะม้าผืนเดียว ยืนแอบอยู่หลังเสาต้นหนึ่งใต้ถุนบ้าน ไม่มีเสียงโต้ตอบอะไรจากพ่อต่อเสียงตะโกนด่าและท้าทายที่ยังคงพล่ามมาเป็นระยะๆ จากการท้าทายเริ่มกลายเป็นการเหยียดหยาม แต่ก็ยังไม่มีการเคลื่อนไหว และโต้ตอบใดๆจากพ่อ ยิ่งไม่มีการตอบสนอง อีกฝ่ายคล้ายยิ่งเกรี้ยวกราด

อดรนทนฟังมานาน จังหวะหนึ่งผมเห็นเหมือนพ่อทำท่าจะขยับ แต่ก่อนที่พ่อจะขยับ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น 

"พี่หนานไม่ต้องออกไป" 

แม่นั้นเอง แม่ออกมาจากทางไหนผมไม่ทันเห็นก้าวผ่านพ่อออกไปยังลานโล่งหน้าบ้าน เผชิญหน้ากับบุคคลในความมืดบนคันดิน เหมือนแม่ไก่กางปีกโอบป้องลูกจากเหยี่ยวอย่างไม่หวั่นเกรง แม่พูดอะไรบ้างผมจำไม่ได้ รู้แต่ว่ามีการตอบโต้กันอยู่หลายคำ ก่อนที่เสียงปืนจะกัมปนาทขึ้นถี่ยิบ

"ปัง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ" ตามด้วยเสียงมอเตอร์ไซด์ที่เร่งเครื่องกระชากออกไป แต่ร่างของแม่ยังยืนนิ่งขึงไม่สะทกสะท้านอยู่อย่างนั้น

เช้าวันรุ่งขึ้น  ผมเป็นผู้ขึ้นไปเก็บปลอกกระสุนที่ตกอยู่บนพื้นถนน ผู้ใหญ่ที่มีความรู้บอกว่ามันคือปลอกกระสุนขนาด .357 ผมไม่รู้ที่มาที่ไป ไม่รู้ว่าเป็นใคร ไม่รู้ว่าทำไมเขาต้องมาก่นด่า ท้าทาย และยิงปืนขึ้นฟ้าขู่ครอบครัวของเรา และไม่กล้าถามเรื่องนี้กับผู้ใหญ่ เพราะรู้ดีว่าพ่อถือสาเรื่องการสอดรู้สอดเห็น แต่ผมก็รู้ว่าปกติปืนลูกซองยาวของพ่อจะวางอยู่ข้างที่นอนตลอดเวลา ลูกปืนถ้าไม่อยู่ในเข็มขัดกระสุน ก็อยู่ในลิ้นชักตู้ยาใกล้ประตู กระสุนลูกซองของพ่อไม่เคยมีลูกปราย มีแต่ลูก SG หรือลูก 9 ซึ่งมีตะกั่วเท่าปลายก้อย 9 เม็ด อยู่ข้างใน ผมสงสัยว่าทำไมพ่อไม่เอาลงมายิงโต้ตอบไปบ้าง แต่ที่ค้างคาใจผมมากที่สุดก็คือ ทำไมพ่อจึงปล่อยให้ผู้ที่ออกไปยืนข้างหน้าเป็นแม่ ไม่ใช่ผู้นำครอบครัวอย่างพ่อ

ในวัยเด็ก สิ่งที่พ่อกับแม่ไม่เพียงสอนด้วยปากกา หากแต่ฝากย้ำกำชับมากับไม้เรียวหลายครั้งหลายคราจนผมจำขึ้นใจก็คือ ห้ามไปมีเรื่องมีราวกับใคร ห้ามรังแกใคร พ่อพูดให้เข้าหูหลายครั้งว่าถ้าเกเร ไม่ได้เรื่องไม่ได้ราว ทำความเดือดร้อนให้พ่อ พ่อจะยิงทิ้งเอง พวกเรารู้ว่าพ่อคงไม่ได้หมายความตามนั้น และเข้าใจเจตนาของพ่อคืออะไร หากจะต้องสู้กับใครก็ยามที่โดนรังแกเท่านั้น

เนื่องจากเป็นเด็กตัวเล็ก แคระ แกร็น ผู้ใหญ่มักจะกระเซ้าเย้ายั่วผมโดยการจับคู่ให้ต่อสู้กับคนนั้นคนนี้เสมอ โดยเฉพาะกับคนที่ตัวใหญ่กว่า ซึ่งผู้ใหญ่มักจะหัวเราะชอบใจเมื่อถามว่าสู้คนนั้นไหม สู้คนนี้ไหม แล้วผมตอบว่า "โซ้หม้ายเหลือก" (สู้ไม่เลือก) พร้อมกับตั้งท่าปั้นหมัดกัดฟัน

พร้อมๆกับ การสอนให้รักสงบ แต่รบไม่ขลาด ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่ทำให้ผมเป็นผู้เป็นคนในทุกวันนี้ ก็คือความเกรงกลัว และความละอายต่อความผิดบาป ถึงแม้ในหลายๆครั้ง มันจะทำให้มีความกังวล เป็นทุกข์ แต่ก็หลายครั้งเช่นกันที่ความละอายและขลาดกลัวเป็นคุณต่อชีวิต เพราะมันเหนี่ยวรั้งชีวิตเรากลับมาจากการหลงเข้ารกเข้าพง

ในชีวิตที่เดินทางมาจนถึงปัจจุบัน ผมผ่านการสู้ ไม่สู้ ความเคียดแค้น อาฆาต ความขลาด ความกลัว ความว้าวุ่นสับสน หลายต่อหลายครั้งและหลายรูปแบบ กว่าจะรู้ว่าการไม่สู้บางครั้งยากยิ่งกว่าการต่อสู้ การต่อสู้กับตัวเองให้ไม่ต้องต่อสู้กับผู้อื่น การชนะตัวเองโดยการระงับอารมณ์ความรู้สึกโกรธ การสามารถยอมรับความพ่ายแพ้ การดูถูก เหยียดหยาม ถูกเข้าใจว่าเป็นไอ้ขี้ขลาดนั้นต้องอาศัยทั้งสติ ความกล้าหาญ และความอดทนมากกว่าการกระโจนเข้าห้ำหั่นกันหลายเท่านัก

วันนั้นถ้าพ่อหยิบปืนมาจากที่นอน ถ้าผู้ที่ก้าวออกไปเผชิญหน้ากับผู้มาท้าทายไม่ใช่แม่ วันนี้ผมจะมีโอกาสเรียนหนังสือจนจบมหาวิทยาลัยหรือเปล่า วันนั้นถ้าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล้มลง ไม่ว่าผู้มาท้าทายหรือพ่อ เราจะต้องล้างแค้นกันไปอีกกี่ปีกี่รุ่น ผมจะได้มานั่งเขียนหนังสือรำลึกอดีตอยู่เหมือนทุกวันนี้ไหม

เป็นโชคอย่างที่สุดของผม ที่พ่อไม่เคยทำให้การย้อนคิดถึงอดีตมีฉากของการต่อสู้ บาดเจ็บ ล้มตายอยู่ในบันทึกของความทรงจำของครอบครัวเรา


เรื่องจากนิตยสาร ฅ.คน  ปีที่ 7 ฉบับที่ 80 กรกฎาคม 2555


- ONLINE TVBURABHA -

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

ครั้งหนึ่งในชีวิตของ พนม ช่อจันทร์

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย