๕ ธันวาคม วันคล้ายวันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ โอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 5 ในขณะนั้นทรงประทับอยู่ ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะทรงศึกษาวิชาสาธารณสุขอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แม้จะเป็นถึงพระโอรสของกษัตริย์ แต่พระองค์กลับมีวิถีชีวิตอันเรียบง่าย อยู่ในอพาร์ตเม้นต์ 4 ห้อง มีผู้รับใช้เพียงคนเดียว และยังใช้ชื่อในพระนามบัตรเพียงแค่ว่า “มิสเตอร์มหิดล สงขลา”

แล้ววันหนึ่งพระหทัยของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ก็ได้พองโตอีกครั้ง เมื่อพระองค์ได้รู้จักกับนางสาวสังวาลย์ ตะละภัฏ นักเรียนทุนที่ได้รับทุนมาศึกษาในขณะนั้น

นางสาวสังวาลย์เป็นหญิงสาวผู้งดงามทั้งรูปโฉม จิตใจ อุปนิสัย และคุณสมบัติอื่นๆ พระองค์ทรงพบและพอพระทัยในตัวของนางสาวสังวาลย์ พระองค์ไม่รอช้าที่จะขอพระราชทานพระราชานุญาตหมั้นกับนางสาวสังวาลย์ และหลังจากนั้นไม่นานก็ได้มีพิธีอภิเษกสมรสของทั้งสองพระองค์ขึ้น ณ ประเทศบ้านเกิด วังสระปทุม

หลังพิธีอภิเษกสมรส ไม่ว่าสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ จะเสด็จฯ ไปที่ใด ก็จะมีหม่อมสังวาลย์ตามไปด้วยเสมอ และต่อมาหม่อมสังวาลย์ได้ประสูติพระธิดาพระองค์แรกพระนามว่า “หม่อมเจ้ากัลยาณิวัฒนา” ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จากนั้นไม่นานสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ได้เสด็จฯกลับไทย เพื่อดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมมหาวิทยาลัย แต่อยู่ที่ประเทศไทยได้ไม่นานนัก พระองค์ทรงประชวร แพทย์ให้คำแนะนำว่าจะต้องอยู่ในที่เย็น พระองค์จึงจำต้องเสด็จฯ ไปต่างประเทศพร้อมกับหม่อมสังวาลย์ ทั้งสองพระองค์ได้ประทับอยู่ ณ เมืองไฮเดลเบิร์ก ประเทศเยอรมนี และพระโอรสพระองค์ต่อมาได้แก่ “หม่อมเจ้าอานันทมหิดล” ได้ประสูติ ณ ที่นี่

กระทั่งในปีต่อมา สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ ทรงนำครอบครัวไปประทับที่เมืองบอสตัน เพราะทรงประสงค์จะศึกษาวิชาการแพทย์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของโลก และยังเป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา ส่วนหม่อมสังวาลย์ก็ได้ศึกษาวิชาจิตวิทยาการทำอาหารและโภชนาการที่วิทยาลัยซิมมอนด์

ยามเช้าวันหนึ่ง ท่ามกลางสภาพอากาศหนาวจัดของรัฐแมสซาซูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา
ตึกสีขาวที่ตั้งอยู่ตรงนั้น คือโรงพยาบาลเมาต์ออเบิร์น ซึ่งในขณะนั้นเองนายแพทย์นามว่า ดร.ดับเบิลยู สจ๊วต วิทท์มอร์ กำลังปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มความสามารถในการถวายพระประสูติกาลแด่หม่อมสังวาลย์

ในขณะที่ทุกคนเฝ้ารอด้วยความตื่นเต้น เพียงไม่กี่อึดใจนั้นเอง ในเวลาประมาณ 08.45 น. เสียงร้องของทารกเพศชายก็ดังแจ่มชัด กึกก้อง ทารกที่ส่งเสียงร้องนั้นคือ พระองค์เจ้าองค์น้อยผู้สืบเชื้อสายราชสกุลมหิดลแห่งจักรีวงศ์ของประเทศไทย ในวันนั้นตรงกับ “วันจันทร์ เดือนอ้าย ขึ้น 12 ค่ำ ปีเถาะ นพศกจุลศักราช 1289 ตรงกับวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470"


หลังจาก 3 ชั่วโมงที่พระโอรสประสูติแล้ว พระชนกทรงได้ออกไปโทรเลขถวายสมเด็จพระพันวัสสาฯ หรือพระนามเดิมนั่นคือ พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา ทรงเป็นทั้งสมเด็จพระมาตุจฉาเจ้าของรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7  อีกทั้งยังเป็นพระอัยยิกาเจ้าในรัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 อีกด้วย ใจความในโทรเลขครั้งนั้น ความว่า

“ลูกชายเกิดเช้าวันนี้ สบายดีทั้งสอง ขอพระราชทานนามทางโทรเลขด้วย”

ทันทีที่โทรเลขมาถึงประเทศไทย สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าจึงได้ไปเข้าเฝ้าฯ แล้วกราบทูลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ตามที่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ได้ส่งโทรเลขมา เช่นนั้นแล้วพระองค์ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานามว่า “ภูมิพลอดุลเดช”

หลังจากที่พระองค์มีอายุประมาณ 15 วัน สมเด็จพระพันวัสสาได้ให้หม่อมเจ้าดำรัสดำรงค์ ซึ่งเป็นอดีตอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน โทรเลขแจ้งเรื่องพระนามที่พระราชทาน โดยแนบลายพระหัตถ์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วย และข้อความในโทรเลขที่หม่อมเจ้าดำรัสดำรงค์ส่งไปคือ

“Your son’s name is Bhumibala Aduladeja”

เมื่อหม่อมสังวาลย์ได้รับโทรเลขแล้ว ข้อความนั้นเขียนเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้ไม่แน่ใจว่าในภาษาไทยชื่อออกเสียงว่าอย่างไรกันแน่ ในครั้งแรกจึงเข้าใจว่าชื่อออกเสียงว่า “ภูมิบาล” พระองค์จึงมีพระนามในพระสูติบัตรว่า Bhumibal Aduldej Songkla ที่ทุกพระองค์ในขณะนั้นเข้าใจว่า ชื่อ “ภูมิบาลอดุลเดช สงขลา” ซึ่งในความเป็นจริงพระองค์มีพระนามที่อ่านออกเสียงว่า “ภูมิพล”

พระองค์มีพระนามเต็มว่า “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลเดช”  พระนามที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งในตอนแรกจะไม่มี ย ยักษ์ เขียนเหมือนพระนามเดิมของพระชนกที่สะกดว่า “มหิดลอดุลเดชฯ” ภายหลังต่อมาจึงมีการเขียนเป็น “อดุลยเดช” และนิยมใช้ว่า “อดุลยเดช” ต่อมาทั้งสองพระองค์

หลังจากในหลวงทรงประสูติประมาณ  1 สัปดาห์ หม่อมสังวาลย์ หรือสมเด็จย่าที่พระพลานามัยแข็งแรงดีแล้ว ก็ได้กลับบ้าน บ้านบางบ้านพี่ๆทุกคนที่ยังเล็กจะมีความรู้สึกอิจฉาน้องที่เพิ่งเกิด เพราะคิดว่าได้รับความรัก ความสนใจจากพ่อแม่มากกว่า แต่สำหรับบ้านนี้ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะสมเด็จย่าผู้เป็นแม่ และพระพี่เลี้ยงได้อธิบายให้ลูกๆฟัง เรื่องน้องที่เพิ่งเกิดใหม่ไว้อย่างดี จนพี่ๆทุกคนต่างตื่นเต้น ยินดีที่มีน้อง แถมยังอยากจะช่วยเลี้ยงน้องอีกด้วย

“น้องใหม่คนนี้พูดไทยได้หรือเปล่า”
เป็นคำถามที่พระพี่นางเธอฯ ถามพระพี่เลี้ยง พระองค์คงจะเป็นผู้ที่ตื่นเต้นที่สุดในการมีน้องของแม่ครั้งนี้ เพราะตั้งแต่น้องกลับมาบ้านได้ไม่นาน ไม่ว่าพระพี่เลี้ยงจะอาบน้ำหรือแต่งตัวหรือทำอะไรให้น้อง พระพี่นางเธอฯ ที่มีอายุเพียง 2 ขวบกว่าๆ ก็จะเข้าไปช่วย(ยุ่ง) อยู่เสมอ จนแม่ต้องดุและห้ามไม่ให้เข้าไปยุ่ง

แม้จะเป็นเชื้อพระวงศ์ แต่ครอบครัวนี้กลับมีความเป็นอยู่ที่พอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อ เพราะสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ วางพระองค์อย่างเรียบง่ายเสมอมา โดยพระองค์รับสั่งกับหม่อมสังวาลย์สมัยที่ยังเป็นนักเรียนทุนเสมอว่า เงินที่เราได้มาเรียนนี้เป็นเงินของราษฎร ก็เปรียบเสมือนประชาชนจ้างให้มาเรียน เราจึงต้องตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด เพื่อนำความรู้กลับไปพัฒนาประเทศชาติ พระองค์ทรงเน้นย้ำอีกว่าจะต้องประหยัดเงิน เพื่อที่จะมีเงินไว้ช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป

ขอขอบคุณ เรื่องจาก หนังสือ เจ้าฟ้าแห่งสยาม , ภาพจากอินเตอร์เน็ต


- ONLINE TVBURABHA -

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

ครั้งหนึ่งในชีวิตของ พนม ช่อจันทร์

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย