คนค้นฅน อวอร์ด ครั้งที่ 8 | 17 ธันวาคม 2559

'ความเมตตา' เป็นสิ่งสำคัญ
หรือ หัวใจสำคัญของการอยู่ร่วมกันของสังคมในวันนี้

ดั่งพระนิพนธ์
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก
ที่บอกไว้ว่า

"เพราะในขณะที่ชีพจรของโลกเต้นไปในจังหวะใดๆก็ตาม
สิ่งหนึ่งที่ยังจำเป็นในการยึดโยงโลกใบนี้ไว้ ก็คือ 'ความเมตตา'
ที่มาช่วยพยุงต้นไม่ใหญ่ให้หยัดยืนมั่นคงอยู่ได้
โลกใบนี้จึงมีเครื่องค้ำยันสังคม
นั่นก็คือ 'ความเมตตา' ที่เริ่มต้นจากคนเล็กๆในสังคม"

และในวันที่ชีพจรของโลกกำลังเต้นอย่างไม่เป็นจังหวะ
เรากำลังอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
ในสังคมที่เต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวพร้อมผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบ
ในโลกท่ามกลางความขัดแย้ง
คงไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้สิ่งที่เกิดขึ้น ยุติลงได้ หากขาดคำว่า 'เมตตา'
ถ้าเรามีเมตตาต่อตัวเอง ต่อคนอื่น ต่อประเทศชาติ ต่อโลก
คำว่าสงบสุข ก็ย่อมมีได้ไม่ยาก

คนค้นฅน อวอร์ด ครั้งที่ 8 จึงเกิดขึ้นภายใต้แนวคิดของคำว่า
'เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก'
ดั่งคำที่พระพุทธองค์ได้เคยให้ไว้

"ความเมตตาที่ไม่ใช่เพื่อตัวเองอย่างเดียว แต่คือความเมตตาเพื่อผู้อื่น สังคมและโลกใบนี้"


| รางวัลเกียรติยศ |

“ทุกข์ทั้งหลายของสัตว์โลก  พระสงฆ์พึงมีหน้าที่บำบัด”
พุทธพจน์ดังกล่าว คือวัตรปฏิบัติที่ “พระราชวิสุทธิประชานาถ” หรือ “หลวงพ่ออลงกต” เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ได้ยึดถือปฏิบัติตลอดการครองเพศบรรพชิต มายาวนานกว่า 2 ทศวรรษ  

ย้อนไปเมื่อปี 2534-2539 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โรคเอดส์แพร่ระบาดรุนแรงที่สุดในประเทศไทย ผู้ติดเชื้อเอดส์เป็นที่รังเกียจ ถูกขับไสออกจากครอบครัวและสังคมเป็นจำนวนมาก บนเส้นทางอันมืดมน ไร้ซึ่งความหวังและที่พึ่ง วัดเล็กๆในชนบทแห่งนี้ กลับเปิดประตูต้อนรับพวกเขาด้วยความเมตตาที่เปี่ยมล้น 

เมื่อผู้ป่วยเอดส์ระยะสุดท้าย 8 คนแรก เข้ามาอาศัยข้าวก้นบาตรและที่พักพิงในห้วงสุดท้ายของชีวิต วัดพระบาทน้ำพุกลายเป็น “สถานที่ต้องห้าม” ของชุมชนในทันที  ชาวบ้านรวมตัวกันต่อต้าน ด้วยการไม่ใส่บาตร และขับไล่ให้ย้ายโครงการออกจากวัด แต่หลวงพ่อกลับยืนหยัดที่จะเป็นที่พึ่งของผู้คนที่ถูกสังคมทอดทิ้งด้วยความรังเกียจเหล่านั้น โดยยึดหลักแห่งความเมตตาและมนุษยธรรม จนสามารถเปลี่ยนอคติของชาวบ้าน ให้เป็นความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ที่กำลังทุกข์ยากได้สำเร็จในเวลาต่อมา
           
“หลวงพ่อลงมือทำตรงนี้ด้วยความตั้งใจอยู่ 2 อย่าง คือหนึ่งจะต้องมีความอดทนอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด  สองจะต้องมีความเพียรพยายามอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ”

เมื่อสถานการณ์เอดส์ทวีความรุนแรงมากขึ้น จนเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศชาติ หลวงพ่ออลงกต จึงได้สร้าง “เมืองสำหรับผู้ป่วยโรคเอดส์และผู้คนที่ด้อยโอกาส”ขึ้น ภายใต้โครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 1 และ 2 ในปี 2535 และ ปี 2540 ณ วัดพระบาทน้ำพุ และที่อำเภอหนองม่วง จ.ลพบุรี เพื่อเป็นที่พึ่งพิงทางกายและจิตวิญญาณ ไปจนวาระสุดท้ายของชีวิต  ที่นี่คือ “โลกใบใหม่” ที่ทุกคนมีค่าเท่าเทียมกันและอยู่ร่วมกันด้วยความรักและเอื้ออาทรต่อกัน  อาณาจักรอันสงบร่มเย็น บนเนื้อกว่า 2 พันไร่ แห่งนี้มีทุกอย่างครบวงจรทั้ง วัด  ที่พักอาศัย  โรงเรียน  สถานพยาบาล  ตลอดจนปัจจัยพื้นฐานต่างๆทั้งอาหาร  เครื่องนุ่มห่ม  ยารักษาโรค ฯลฯ รวมทั้งการสร้างอาชีพและสร้างรายได้ ให้กับผู้ป่วยเอดส์ทุกคน
  
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้พระภิกษุผู้น่าเลื่อมใสในวัย 63 ปี รูปนี้ ยังคงออกเดินบิณฑบาต  ข้าวสาร  อาหารแห้ง และของใช้ต่าง ฯลฯ ตามชุมชน  ตลาด  ห้างร้าน ทั่วทุกสารทิศ เพื่อหล่อเลี้ยงผู้คนกว่า 1,800 ชีวิตเป็นกิจวัตร

ความเมตตาอันยิ่งใหญ่ของหลวงพ่ออลงกต ไม่เพียงบำบัดทุกข์แก่ผู้คนนับหมื่นนับแสนคนในสังคม แต่ได้เปลี่ยนความเกลียดชัง ความอคติของผู้คน เป็นความเสียสละและความเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ จากวัดที่ไม่มีใครอยากเข้า กลายเป็นศูนย์รวมแห่งความศรัทธา ที่หลอมรวมน้ำใจและการแบ่งปันของผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ ซึ่งช่วยหล่อเลี้ยงวัดพระบาทน้ำพุ ให้เป็นที่พึ่งของคนทุกข์ยากจวบจนปัจจุบัน  


| รางวัลนักสู้ผู้ไม่แพ้ |



เป็นเวลานับร้อยปีบนแผ่นดินบ้านโกรกมะเขือ ชาวบ้านเกือบ 50 ครอบครัว ใช้ที่ดินผืนนี้หาเลี้ยงชีวิตมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ ในปี 2553 การออกเอกสาร 'หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (นสล.)' หรือ 'เอกสารสิทธิแสดงแนวเขตที่ดินของรัฐ' เป็นปฐมเหตุความไม่เป็นธรรม ระหว่าง 'ชาวบ้านกับรัฐ' ที่ต้องเปลี่ยนสถานะตัวเองจาก 'ผู้บุกเบิก' เป็น 'ผู้บุกรุก'

'วะช่องโค' เป็นพื้นที่การออก นสล. ฉบับแรก แยกแนวเขตชัดเจนระหว่างพื้นที่สาธารณะผืนนี้กับพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน ผ่านไปไม่นานการออกเอกสาร นสล. เกิดขึ้นอีกครั้งและกลายเป็นชนวนปัญหาทันที เมื่อแผนที่แนวเขตมีการแก้ไขขีดฆ่า โยกย้ายเขตแดนพื้นที่สาธารณะกลับไปทับซ้อนกับพื้นที่ทำกินชาวบ้าน ที่ถือตามเอกสารสิทธิ สค.1 , นส.3 และใบเสียภาษีท้องที่ ที่หน่วยงานของ 'รัฐ' กลายเป็น 'โมฆะ' 

ปี 2555  ชาวบ้านหลายคนต้องคดีอาญาใน 'ข้อหาบุกรุก' และ 'ทำให้เสียทรัพย์' ถูกกักขังอย่างไร้ที่พึ่ง ทิ้งลูกเมียและครอบครัวต่อสู้ชะตากรรม ความอดอยากยากจน ที่เกิดจากแรงบีบคั้นและความกระจ่างชัดในการแก้ปัญหาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปลุกชาวบ้านให้ลุกขึ้นต่อสู้เพื่อทวงถามสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในฐานะ 'ผู้ถูกกระทำ'

เมื่อไร้ซึ่งที่พึ่ง ชาวบ้านธรรมดาๆ จึงลุกขึ้นมาพึ่งตนเอง ศึกษาข้อมูลจากผู้มีประสบการณ์ เพื่อนำหลักฐานใช้เป็นแนวทางการต่อสู้ รวบรวมเอกสารหลักฐานทั้งหมด ร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมต่อกระบวนการทางกฏหมาย และหน่วยงานปกครองของรัฐตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับประเทศ ด้วยความเชื่อมั่นในหลักธรรมาภิบาลเมตตาธรรมของกระบวนการยุติธรรม ประกอบกับหลักฐานและเอกสารที่ตนเองมีอยู่

แม้ว่าจนบัดนี้ยังไม่มีความคืบหน้าหรือการตอบรับจากหน่วยงนใดๆ แต่ชาวบ้านโกรกมะเขือยังคงเชื่อในความจริง แม้นวันนี้แสงแห่งความหวังจะยังเดินทางมาไม่ถึง แต่หัวใจที่เต็มเปี่ยมด้วยพลังแห่งการต่อสู้เพื่อรักษาแผ่นดินผืนสุดท้ายของบรรพบุรุษ และเพื่อรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนทุกคนยังคงเดินหน้าต่อไป จนกว่าจะได้รับชัยชนะ และความเป็นธรรมกลับคืน



| รางวัลเยาวชนต้นแบบ |


"ผมเป็นเด็กเรียนหนังสือไม่เก่ง" เป็นคำพูดที่ 'หยก' หรือ 'จุลเทพ บุณยกรชนก' มักจะบอกกับทุกๆคนอยู่เสมอ ซึ่งตลอดชีวิตของการเป็นนักเรียนในโรงเรียนหยกมีผลการเรียนติดอันดับ 1 และ 2 เสมอ หากนับจากข้างหลัง ครอบครัวของหยกมีอาชีพเกษตรกร หลักๆ คือการทำปุ๋ยหมักชีวภาพ และปลูกผัก มีรายได้ไม่แน่นอน เคยขาดแคลนแม้กระทั่งจะซื้อไข่ให้ลูกกินก็ยังไม่มี ซึ่งหยกเห็นความทุกข์ยากลำบากของพ่อแม่มาตลอด เขาจึงมุ่งมั่นที่จะสอบเข้านายร้อยให้ได้ท่ามกลางคำปรามาสของคนรอบข้าง ด้วยเหตุผลเพียงต้องการสวัสดิการเพื่อพ่อแม่ จะได้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สุดท้ายเขาก็ไม่ทำให้ใครๆ ต้องผิดหวัง เมื่อผลสอบนายร้อยประกาศทางออนไลน์ หยกถูกหามส่งโรงพยาบาล

ในวันที่เขารู้สึกหมดหวังทุกอย่างในชีวิต มีคำของแม่ที่บอกว่า "เรามีกัน 3 คน ถ้าไม่ใครคนใดคนหนึ่งแล้วเราจะเป็นครอบครัวได้อย่างไร"  ทำให้เขาหันกลับมามองต้นทุนชีวิตและสิ่งที่พ่อสร้างไว้แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ นั่นคือการปลูก 'ผักสลัด' เขาเริ่มวางระบบให้กับชีวิตตัวเองใหม่ สานต่อการปลูกผักจากพ่อทุกขบวนการ ตั้งแต่เพาะเมล็ดไปจนถึงการบรรจุส่งลูกค้า พยายามทดลองวิธีการปลูกผักสลัดแบบต่างๆ จนได้ผลผลิตที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง และสามารถขอตรารับรอง Organic Thailand ได้ในขณะที่ยังเรียนไม่จบมัธยม

หลังจากเรียนจบชั้น ม.6 ขณะที่เพื่อนๆ ต่างก็แยกย้ายไปสู่รั้วมหาวิทยาลัยต่างๆ ตามที่ฝัน แต่มหาวิทยาลัยของหยกไม่ต้องสอบแข่งขัน ไม่ต้องดูเกรดเฉลี่ย เพราะเป็น 'มหาวิทยาลัยชีวิต' หยกเริ่มวางแปนการตลาดโดยการเดินไปเสนอผักสลัดอินทรีย์ตามร้าน   พัฒนาระบบน้ำ และสร้างเครือข่ายออนไลน์ในนาม 'มังกรหยก คุณชายผักสลัด' ในเวลาเพียง 3 เดือน หลังจากวันเริ่มต้น เขาสามารถหาออเดอร์ผักล่วงหน้าได้ร่วม 2 ตันต่อเดือน ในแต่ละเดือนมีรายได้นับแสนบาท

เพราะความจนมันน่ากลัว ทำให้หยกไม่หยุดที่จะพัฒนาการปลูกผักสลัด จากแปลงผักริมชายคาบ้านเพียงไม่กี่แปลง ปัจจุบันเขาขยายพื้นที่ปลูกไปกว่า 2 ไร่ จากการเช่าที่ิดินด้วยเงินจากการเปิดคอร์สอบรมตำราพิชัยยุทธพิชิตผักสลัด มีลูกศิษย์ตั้งแต่วัยประถมจนถึงอายุ 70 ปี มีออเดอร์มากจนไม่สามารถรับไหว มีการสร้างเทคโนโลยีใหม่เข้ามาทุ่นแรงและมีคนงานไว้ดูแลแปลงผักถึง 4 คน

'มังกรหยก คุณชายผักสลัด'  ในวัยเพียง 18 ปี เขาผันตัวเองมาเป็นผู้บริหารจัดการเต็มตัว ควบคู่กับการเดินสายรับติดตั้งวางระบบการปลูกผักสลัดให้กับลูกค้าที่สนใจเต็มรูปแบบ และแม้ว่าปัจจุบันนี้เวลาสำหรับเขาจะเป็นเงินเป็นทอง แต่สิ่งหนึ่งที่หยกไม่ลืมคือ 'การแบ่งปัน' ให้กับเด็กๆ และโรงเรียนที่สนใจการปลูกผัก ด้วยการอบรมและให้เมล็ดพันธุ์ฟรี



| รางวัลคนนอกกรอบ |


หากบรรทัดฐานของการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน คือการนำเสนอข่าวสารที่ถูกต้องตามความเป็นจริง สื่อมวลชนคนหนึ่งได้ก้าวเลยบรรทัดฐานของการทำหน้าที่สื่อ ไปสู่การใช้วิชาชีพสื่อรับใช้การทำหน้าที่ เพื่อทวงคืนความถูกต้องและเป็นธรรมกลับมาให้ผู้คน โดยปราศจากเจตนาเคลือบแฝง

12 กรกฏาคม 2553  นางแดง ศิริสอน และนายอุดม ศิริสอน ชาวบ้านในอำเภอห้วยเม็ก จังหวัดกาฬสินธุ์ ถูกจับดำเนินคดีในข้อหาลักลอบตัดไม้ในป่าสงวน จำนวน 72 ไร่ ซึ่งต้องได้รับโทษจำคุก 15 ปี นี่คือคดีตายายเก็บเห็ดที่เป็นข่าวดังครึกโครม ที่ถูกยัดเยียดความผิดให้อย่างไร้ความเป็นธรรม จนต้องสูญเสียอิสรภาพ เพราะความบกพร่องของกระบวนการยุติธรรม

27 มกราคม 2558 นายสัญญา ทองมี หนุ่มชาวจังหวัดอุดรธานีถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาเป็นเจ้าของสถานค้าประเวณี ทั้งที่ความจริงนายสัญญา ทำงานอยู่ที่ประเทศไต้หวันตั้งแต่ 2 ปี ก่อนหน้านี้ และในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ไม่ได้เดินทางกลับมาที่ประเทศไทย เพียงแค่การด่วนสรุปของเจ้าหน้าที่ด้วยการสืบค้นข้อมูลจากทะเบียนราษฎร์ ทำให้เขาต้องกลายเป็นผู้กระทำผิด ทั้งๆที่ไม่มีทางต่อสู้

18 มีนาคม 2558 น้องก้อย หรือนางสาวประภาพรรณ ใจกล้า วัย 19 ปี พร้อมครอบครัว ถูกนายจ้างที่ทุกคนรู้จักในชื่อ หญิงไก่ แจ้งดำเนินคดีในข้อหาลักทรัพย์ในเคหะสถาน มูลค่านับ 10 ล้านบาท น้องก้อยและครอบครัวกลายเป็นผู้ต้องหา หมดอนาคตทางการศึกษา ต้องอยู่กันอย่างหลบๆซ่อนๆ ครอบครัวล่มสลาย เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่กล้าสืบสวนเพียงเพราะคำกล่าวอ้างของนายจ้างที่แอบอ้างถึงสถาบันเบื้องสูงจนไม่มีตำรวจคนไหนกล้าตรวจสอบความจริง

ความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ การไม่สามารถเพิกเฉยดูดายต่อความอยุติธรรมที่ได้รับรู้ ความกล้าหาญที่จะใช้งานวิชาชีพมารับใช้งานแห่งชีวิต ที่กำกับด้วยคุณธรรมที่สูงกว่าจรรยาบรรรณแห่งวิชาชีพ ทำให้ 'จตุรงค์ สุขเอียด' ไม่ได้เป็นเพียงนักขายข่าวแต่เขาคือ คนข่าวที่ปกป้องทั้งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และศักดิ์ศรีของสื่อมวลชนในขณะเดียวกัน นี่จึงเป็นรางวัลที่มอบให้กับหัวใจความเป็นมนุษย์ของผู้ที่ทำหน้าที่ผู้สื่อข่าว  ซึ่งมีอยู่น้อยคนนัก


| รางวัลผู้สร้างแรงบันดาลใจ |


"นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่ร่ำรวย ไม่มีใครหิวโหย แต่ที่นี่ไม่มีแม้กระทั่งน้ำหรือไฟ ที่นิวซีแลนด์ไม่ต้องการฉัน แต่ผู้คนที่บ้องตี้ต้องการฉัน"

เป็นเวลากว่า 16 ปีแล้วที่ Catherine Ruth Riley-Bryan หรือ 'มูแคท' หญิงชราวัย 66 ปี ชาวนิวซีแลนด์ ค้นพบความหมายใหม่อันงดงามของชีวิต ระหว่างเดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยกับสามีเมื่อ 20 ปีก่อน เธอถูกสามีที่พบรักใหม่กับหญิงไทย ทอดทิ้งเธอไว้ในดินแดนที่ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนเพียงลำพัง การสูญเสียครั้งนั้นทำให้เธอเดินทางไปที่ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเยียวยาความเศร้าโศกเสียใจ และใช้เวลาว่างในวันเสาร์-อาทิตย์สอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กไร้สัญชาติจำนวนมากหลายพื้นที่ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นเด็กจากหมู่บ้านบ้องตี้ล่าง อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี

เมื่อเธอได้มีโอกาสมาเยี่ยมบ้านของเด็กๆ เธอพบว่าความทุกข์ที่เธอได้รับเป็นเรื่องเล็กน้อยนัก เมื่อเทียบกับผู้คนที่บ้องตี้ซึ่งเป็นถิ่นทุรกันดาร ที่ไม่มีทั้งน้ำและไฟ ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งไทย พม่า กะเหรี่ยง และมอญ ทุกบ้านมีฐานะยากจน เต็มไปด้วยเด็กที่เจ็บป่วยและถูกทอดทิ้ง ขาดแคลน และขาดโอกาสทั้งทางการศึกษา อาหาร โภชนาการ รวมไปถึงการเข้าถึงการรักษาพยาบาล

เพราะรู้ซึ้งถึงความรู้สึกยามไม่เป็นที่ต้องการ และความหมายของการเป็นที่ต้องการของผู้อื่น จึงเป็นแรงผลักดันให้เธอคิดที่จะสร้างพื้นที่ที่จะสร้างโอกาสให้กับเด็กๆ และผู้คนที่นั่น

'Bamboo School จึงได้ถูกก่อตั้งขึ้นบนดินแดนชายขอบ เพื่อเป็นทั้งพื้นที่แห่งการเรียนรู้ เป็นทั้งโรงเรียน สนามเด็กเล่น เป็นบ้านของเด็กด้อยโอกาส และเป็นทั้งโรงเพยาบาลที่รักษาทั้งอาการเจ็บป่วยทางร่างกาย และความบอบช้ำทางจิตใจ โดยเธอใช้ความรู้ด้านการพยาบาลและการศึกษาที่ร่ำเรียนมา มอบชีวิตใหม่ให้กับผู้คน เธออุทิศตนทำงานหนัก เผชิญกับความยากลำบาก ท่ามกลางผู้คนแปลกหน้า ที่มีกำแพงเชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรม ให้ต้องทุ่มเทพลังกาย พลังใจ ความอดทน และความเสียสละเป็นอย่างมาก

เหมือนกับการพิสูจน์ให้โลกได้เห็นว่าหัวใจของเธอเป็นเช่นไร ขณะที่ทุกอย่างไปได้ดี พระผู้เป็นเจ้าก็ทดสอบชีวิตเธออีกครั้ง โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่รุมเร้าเธอมานานหลายปีเริ่มเข้าสู่ระยะสุดท้าย อาการเจ็บป่วยชัดเจนและรุนแรงขึ้น เซลล์มะเร็งลุกลามไปทั่วร่างกาย ทำให้เธอทรุดหนัก แม้รู้ว่าวาระสุดท้ายของชีวิตใกล้มาถึง แต่นั่นมิอาจเป็นอุปสรรคที่มาขวางกันหัวใจแห่งความเมตตา ทุกวันนี้เธอยังคงตื่นแต่เช้ามืดเพื่อดูแลเด็กๆ ทั้งเรื่องอาหาร การเดินทางไปโรงเรียน สอนวิชาเรียน และวิชาชีวิต เป็นทั้งหมอ และพยาบาลจำเป็นเมื่อผู้คนในบ้านเจ็บป่วย เธอใช้เวลาตลอดทั้งวัน มุ่งมั่นทำหน้าที่เพื่อเติมเต็มความขาดพร่องให้กับเด็กๆ และคนในชุมชนโดยทิ้งความเจ็บปวดไว้เบื้องหลัง

กว่า 16 ปี ที่ความเมตตาจากหญิงชาวต่างชาติคนหนึ่ง ทลายทุกกำแพงอุปสรรค เพื่อเข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจของเด็กๆ และผู้คนในชุมชน ทำให้โรงเรียนไม้ไผ่แห่งนี้สร้างคนให้เติบโต ออกไปช่วยเหลือสังคมแล้วกว่า 493 คน ในบทบาทของคุณหมอ พยาบาล ครู และอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก และยังมีเด็กๆอีก 64 คน ที่ยังคงเป็นเมล็ดพันธุ์แห่งความรัก ความเมตตา ที่เธอใช้ช่วงเวลาสุดท้ายเพื่อฟูมฟัก โดยหวังเพียงว่าในอนาคต ต้นกล้าเหล่านี้จะผลิตดอกออกผลเพื่อให้ร่มเงาแก่คนในสังคมต่อไป

"ความตายสำหรับฉันเป็นเหมือนการเดินทางครั้งใหม่ เป็นเหมือนการเปลี่ยนที่อยู่ไปยังอนาคต ดังนั้นฉันจึงไม่กลัวความตาย หากแต่กลัวไม่เหลือเวลามากพอที่จะทำเพื่อเด็กๆมากกว่า"


| รางวัลคนเล็กหัวใจใหญ่ |


จากคำของผู้เฒ่าในหมู่บ้านที่ฝากฝังให้ชาวบ้านช่วยกันดูแลครูให้ดีเพราะ 'ครูเป็นตัวแทนของพระเจ้าอยู่หัวฯ มาทำงานที่นี่' ทำให้ครูเจี๊ยบ 'นฤมล แก้วสัมฤทธิ์' ครูจากศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา  'แม่ฟ้าหลวง' โรงเรียนบ้านกรูโบ จังหวัดตาก รู้สึกถึงความรักความเมตตาของผู้คนในชุมชน ทำให้ครูยังคงหยัดยืนและทุ่มเททำหน้าที่ 'ครูอาสา' มาร่วม 20 ปี

เพียง 2 ปี หลังจากเรียนจบและได้ทำหน้าที่ 'ครูบนดอย' ที่อำเภอแม่สอดตามที่ได้ตั้งปณิธานไว้ และเมื่อสมเด็จพระเทพฯ เสด็จเยี่ยม ตชด. ในพื้นที่แม่จันทะ จึงรับสั่งให้สร้างโรงเรียนขึ้นที่บ้านกรูโบ เมื่อ พ.ศ. 2541 ดูจากแผนที่จึงรู้ว่าโรงเรียนแห่งนี้ ตั้งอยู่ห่างไกลที่สุด เด็กๆ ก็ยังขาดแคลนซึ่งโอกาสในทุกๆด้าน ครูเจี๊ยบจึงขอย้ายเข้าไปสอนทันที เพราะคิดว่าความรู้ที่ตัวเองมีสามารถจะสร้างประโยชน์ให้กับเด็กๆ และชุมชนได้อย่างเต็มที่ ถึงแม้การเดินทางจะยากลำบากแต่ก็คิดเสมอว่าตัวเองลำบาก 1 คน แต่คนอีกนับ 100 ได้ประโยชน์ก็นับว่าคุ้มค่ากับความเหนื่อยยาก

โรงเรียนบ้านกรูโบตั้งอยู่กลางป่า ห่างไกลจากตัวอำเภอนับร้อยกิโล ในฤดูฝนโรงเรียนแห่งนี้แทบจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอก การเดินทางเข้าออกต้องอาศัยการเดินเท้าเพียงอย่างเดียวถึง 3 วัน ส่วนฤดูแล้งแม้จะใช้รถโฟร์วีลเข้าไปได้แต่ก็ใช้เวลาร่วมค่อนวัน ปัจจุบันนี้ก็ไม่ต่างกับเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แต่เมื่อครูเลือกที่จะทำตรงนี้อยู่ที่นี่แล้ว การเดินทางก็ไม่ใช่อุปสรรคสำหรับการทำงาน ด้วยคำสอนของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ครูเจี๊ยบได้ยึดไว้เป็นหลักในการทำงานว่า

"เมื่อทำงานอย่าหยิบยกเอาความขาดแคลนมาเป็นข้ออ้าง แต่ให้ทำงานบนความขาดแคลนให้ดีที่สุด"

กลางวันครูเจี๊ยบทำหน้าที่สอนหนังสือเด็กๆ ตกกลางคืนจะสอนภาษาไทยให้ผู้ปกครองชาวกะเหรี่ยง ที่ไม่สามารถพูดภาษาไทยได้เลย ปัจจุบันนี้เด็กสามารถพูดเขียนภาษาไทยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่วนผู้ปกครองก็สามารถพูดสื่อสารภาษาไทยได้ ด้วยที่นี่มีครูเพียงคนเดียว เด็กโตนอกจากมีหน้าที่่เรียนหนังสือแล้วยังช่วยครูดูแลน้องเล็กๆ และหมุนเวียนกันไป ทำอาหารกลางวันด้วยผลผลิตที่เกิจากแรงกายของพวกเขา ทั้งปลูกผัก และเลี้ยงหมู ที่เหลือยังสามารถนำมาขายสร้างรายได้ให้ผู้ปกครองได้อีกด้วย

นอกจากนี้ครูเจี๊ยบยังนำอาชีพเสริมมาแนะนำให้ชาวบ้านเพื่อสร้างรายได้และช่วยลดการล่าสัตว์หรือบุกรุกป่า อย่างการปลูกพริกกะเหรี่ยง เลี้ยงหมู ปลูกผัก และทอผ้า รวมถึงการหาตลาดให้ด้วย ทุกๆ สิ้นเดือนที่ครูเจี๊ยบต้องเดินเท้าข้ามน้ำ ข้ามภูเขา เพื่อออกไปประชุม และรับเสบียงจากหน่วยงานกลับมา ครูยังรับหน้าที่เอาผลิตภัณฑ์ของชาวบ้านติดหลังเดินทางไปขายให้ด้วยเสมอ

"สิ่งที่ครูทำครูไม่ได้มองว่าเกินหน้าที่ครู เพราะครูสมัยก่อนเขาก็ทำแบบนี้ แต่ครูสมัยนี้ต่างหากที่ยังทำงานไม่เต็มหน้าที่ของคำว่าครู ครูต้องทำหน้าที่ด้วยจิตวิญญาณและมีศีลธรรมในหน้าที่ต่อเด็ก"



| รางวัลคนไทยหัวใจสีเขียว | 


ฤดูน้ำแดง หรือ ฤดูปลามีไข่ คือช่วงเวลาตั้งแต่ กลางเดือนพฤษภาคม ถึง กลางเดือนกันยายน ของทุกปี เป็นฤดูที่ปลาน้อยใหญ่ในทะเลสาบเขื่อนเขาแหลม ซึ่งหลายชนิดเป็นปลาพื้นถิ่นหายาก เช่น ปลาเค้า ปลาเค้าดำ ปลาชะโด เจ้าเสือแห่งสายน้ำ และ ปลาสร้อยน้ำเงิน จะอุ้มท้องว่ายทวนกระแสใหม่ในลำน้ำสามสาย อันได้แก่ บีคลี่ รันดี และ ซองกาเลีย ขึ้นไปยังห้วยเล็กห้วยน้อยอันเป็นถิ่นกำเนิดเพื่อวางไข่

'ผู้ล่า' รู้วิถีเหล่านี้ดี ช่วงเวลาที่ควรจะเป็นห้วงเวลาของวงจรการให้กำเนิดชีวิตใหม่ เพื่อมาให้บริการหล่อเลี้ยงชีวิตมนุษย์อย่างยั่งยืน จึงได้กลายเป็นช่วงเวลาของการฉกฉวยด้วยความมักได้ และความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ด้วยเครื่องมือประมงผิดกฏมายหลายชนิด

เมื่อจิตสำนึกและความศักดิ์สิทธิ์ของกฏหมายยังเป็นสิ่งที่คาดหวังไม่ได้ และในการทำงานของเจ้าหน้าที่ฯ ซึ่งเป็นจำนวนไม่กี่คนในพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลก็เต็มไปด้วยข้อจำกัด เครือข่ายผู้ปกป้องในนาม 'เครือข่ายงานปกป้องปลาฤดูมีไข่' อันประกอบด้วย มูลนิธิอนุรักษ์ป่าตะวันตก,กลุ่มคนอาสาเพื่อแผ่นดิน,หน่วยป้องกันและปราบปรามฯประมงน้ำจืดเขื่อนวชิราลงกรณ กาญจนบุรี,ตชด.ที่134 ,อุทยานแห่งชาติเขาแหลม,หน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กองกำลังสุรสีห์ ,ประมงอาสาบ้านวังกะ และกลุ่มคนหนุ่มสาวที่ชื่อ 'กลุ่มใบไม้' จึงเกิดขึ้น

โดยมีภารกิจสานความร่วมมือเพื่อเก็บกู้เครื่องมือประมงผิดกฏหมาย ปลดปล่อยช่วยเหลือชีวิตแม่ปลาและลูกปลาใหญ่น้อยในฤดูปลามีไข่ ซึ่งมาจากการลักลอบดักวางในช่วงเวลาที่กกหมายห้ามทำการประมงทุกชนิด ไม่ใช่เพียงเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ปลาแต่หากเพื่อประโยชน์แก่มวลมนุษย์ชาติซึ่งเป็นผู้ใช้สอยทรัพยากร

ผลจากการปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมา ไม่เพียงสามารถคืนความอุดมสมบูรณ์กลับมา และรักษาแหล่งปลาวางไข่ไว้ได้จำนวนมากเท่านั้น แต่ยังสามารถขยายเครือข่ายให้เยาวชน กลุ่มจิตอาสาและชาวต่างชาติหันมาสนใจร่วมมืออนุรักษ์เพิ่มขึ้นอีกด้วย

ด้วยความสำนึกในสิ่งที่ได้รับการเกื้อกูลธรรมชาติ วันนี้บนผืนทะเลน้ำจืดขนาดใหญ่ลำดับ 4 ของประเทศ เครือข่ายฯเล็กๆกำลังมุ่งมั่นทำหน้าที่เปิดแนวรุกไปอย่างเงียบๆ ซึ่งมิใช่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของตนเอง แต่เป็นไปเพื่อความอยู่รอดของระบบนิเวศ และเพื่อดำรงไว้ซึ่งแหล่งเพาะพันธุ์ปลาน้ำจืดหายากแหล่งสุดท้ายของประเทศอย่างยั่งยืน

"อิสรภาพเหนือสายน้ำ เป็นอิสรภาพที่เกิดจากจิตสำนึกในการปกป้องอนุรักษ์โดยแท้จริงของมนุษย์ ที่ได้หยิบยื่นคืนชีวิตให้กับฝูงปลาและสายน้ำ จากมือไม่กี่มือแห่งความเมตตา แม่ปลานับพันตัวถูกปลดปล่อย ลูกปลานับแสนๆตัว ได้มีชีวิตรอดในธรรมชาติ ผู้คนนับล้านชีวิตได้พึ่งพาอาศัยในความอุดมสมบูรณ์ สืบชั่วลูกหลาน"



| รางวัลผู้ปิดทองหลังพระ |


เบื้องหลังความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานแสนสาหัสของเหยื่อความรุนแรงเหล่านี้ สุภาพสตรีผู้หนึ่งได้เปลี่ยนความสงสารเห็นใจ เป็นพลังในการลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อความถูกต้องและเป็นธรรมให้กับเหยื่อผู้ถูกกระทำในสังคมกว่า 17 ปี ซึ่งทำให้เด็กและสตรีที่ถูกกระทำความรุนแรง ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และทางเพศ กว่า 2,000 คน ได้หลุดพ้นจากชะตากรรมอันโหดร้าย และเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง

เธอคือ 'วรภัทร แสงแก้ว' หรือ 'แอปเปิ้ล' หัวหน้ากลุ่มงานสังคมสงเคราะห์ด้านการแพทย์และศูนย์พึ่งได้ (OSCC) โรงพยาบาลปทุมธานี ผู้บุกเบิกให้ศูนย์ช่วยเหลือสังคมแห่งนี้เป็น 'ที่พึ่ง' ของเหยื่อถูกกระทำความรุนแรงและคนที่ทุกข์ยากเดือดร้อนอย่างเป็นรูปธรรม

ย้อนไปเมื่อปี 2548 การรับรู้ชะตากรรมชีวิตของเด็กหญิง 2 พี่น้อง ที่ถูกพ่อแท้ๆ ข่มขืน และทำร้ายร่างกายมานานกว่า 3 ปี คือแรงบันดาลใจอันสำคัญที่ทำให้วรภัทรลุกขึ้นมาปกป้องและช่วยเหลือผู้ถูกทารุณกรรมอย่างจริงจัง ท่ามกลางเสียงทักท้วง ติติงต่างๆ ทั้งในเรื่องของความเสี่ยงและการทำนอกเหนือหน้าที่

"เราเห็นสายตาของคนที่สิ้นหวัง ไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับชีวิตของตัวเอง ไม่มีแม้แต่สิทธิในเนื้อตัวร่างกายของตัวเอง ลุกขึ้นปกป้องตัวเองไม่ได้ ทำให้เรารู้สึกว่าเรายอมไม่ได้ ยังไงเราต้องช่วยเขาให้ถึงที่สุด

เธอเริ่มต้นทำตามมโนธรรมเพียงลำพัง โดยที่ไม่มีความรู้เรื่องกฏหมายและการดำเนินคดีใดๆ เธอพยายามเอาชนะความไม่รู้ด้วยการวิ่งเข้าหาทุกหน่วยงานที่มีอำนาจด้วยตัวคนเดียว เพื่อประสานการช่วยเหลือทุกวิถีทาง ซึ่งเธอต้องเผชิญกับแรงกดดันและปัญหาต่างๆ รอบทิศ ทั้งการข่มขู่คุกคาม ปัญหาภายในครอบครัวของเหยื่อ ความรุนแรงที่ยุ่งยากซับซ้อน ฯลฯ การช่วยเหลือของเธอไม่ได้สิ้นสุดเพียงแค่การจับคนผิดเข้าคุก แต่ยังอยู่เคียงข้างคอยแก้ปัญหา และจัดการปัจจัยแวดล้อมรอบด้านให้กับครอบครัวของผู้ถูกกระทำแบบครบวงจร จนกว่าจะสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง

ด้วยความมุ่งมั่น เอาจริง และสู้ไม่ถอย ทำให้เธอสามารถสร้างเครือข่ายสหวิชาชีพภายนอกโรงพยาบาลที่เข้มแข็งอันประกอบไปด้วย ตำรวจ อัยการ ศาลยุติธรรม สำนักงานพัฒนาสังคมฯ บ้านพักเด็กและครอบครัว องค์กร NGO ท้องถิ่นต่างๆเป็นหน่วยงานสรรพกำลังอันสำคัญในการช่วยเหลือเหยื่อถูกกระทำความรุนแรงทุกรูปแบบ และที่สำคัญเธอยังเป็นผู้จุดประกายให้แพทย์และพยาบาลทุกแผนกร่วมมือกันในการแก้ปัญหาความรุนแรงที่ 'ต้นเหตุ' ด้วยการใส่ใจต่อความทุกข์ของผู้ป่วยมากขึ้น ไม่เพิกเฉยหรือมองข้ามปัญหาที่ถูกปิดบังหรือมีเงื่อนงำ จนเกิดระบบการคัดกรอง 'ผู้ถูกกระทำ' ที่มีประสิทธิภาพจนทำให้ศูนย์พึ่งได้ (OSCC) ของโรงพยาบาลปทุมธานี กลายเป็นหนึ่งในโมเดลต้นแบบของประเทศ

ณ วันนี้ การยืนหยัดของผู้หญิงคนหนึ่ง ไม่เพียงทำให้เกิดระบบและกลไกการช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ ให้รอดพ้นจากขุมนรกได้มากมายนับไม่ถ้วนเท่านั้น แต่ยังทำให้ผู้คนในสังคมได้เห็นว่า พลังและศักยภาพในตัวของมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีหัวใจกล้าหาญ และเต็มไปด้วยความเมตตากรุณาต่อผู้อื่นนั้นเป็นอานุภาพในการสร้างสรรค์จรรโลงสังคมให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นได้

"การมองเห็นคุณค่าของการได้ช่วยชีวิตผู้อื่น มันทำให้เราทำงานแบบหลายข้อจำกัดทั้งหมดที่มี และเชื่อว่าศักยภาพคนเรามันไม่มีขีดจำกัด ไม่เคยมองว่าเป็นเรื่องนอกหน้าที่ ไม่รอคำสั่ง ไม่รอนโยบาย ไม่ทำงานระบบราชการจนเกินไป ต้องทำให้ทันกับปัจจุบันปัญหา ทำด้วยความดื่มด่ำกับเรื่องที่ทำ มันถึงจะเป็นการช่วยถึงที่สุดจริงๆ"



| รางวัลคนต้นเรื่องแห่งปี |
(ปอ พิรชา ช่างสลัก)





                                                         รางวัลแห่งความดีงามของมวลมนุษย์
                                                            

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เจ้าตัวโตผู้เกิดมาเป็นคุณหลวง

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

เมื่อพระสหายแห่งสายบุรี คิดถึงในหลวง