ทางผ่านของกาลเวลา | สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ

บนเส้นทาง


ผมเห็นเขาตั้งแต่แรกก้าวเท้าเข้าไปในห้องโถง ร่างที่นอนตะคุ่มอยู่บนเตียงริมผนังฝั่งนั้นเป็นใครไปไม่ได้ น่าจะร่วม 30 ปี  ที่เขากับผมไม่ได้พบกัน แต่ก่อนที่จะเข้าไปยังร่างนั้นผมคุกเข่าลงเบื้องหน้าชายชราที่เงียบงันอยู่บนเก้าอี้ข้างประตูเป็นด่านแรก กราบไปที่ตักก่อนเงยหน้าสบตา

"จำได้ไหมครับว่าใคร" นัยน์ตาว่างเปล่านั้นเหลือบลงมามองผมล่องลอย บางเบาเหมือนปุยดอกหญ้า ความปราศจากชีวิตชีวาที่อยู่บนใบหน้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง ขณะขยับริมฝีปากเอ่ยเสียงแผ่วเบา

"จำได้..เห็นอยู่ในทีวี" ยามปกติคำพูดสัพยอกหยอกเย้านี้คงเจืออารมณ์ขัน แต่ยามนี้คล้ายตัดพ้อต่อความห่างไกล ผมกุมมือเย็นเยียบของชายชราไว้ 

"เหมือนพ่อเฒ่า...ลุงดมเหมือนพ่อเฒ่าราวกับถอดพิมพ์มา" ผมยิ้ม บีบมือซูบเซียวของเขากระชับแน่น

ถ้อยคำแรกที่ผมเอ่ยกับเขา อาจต่างจากของผู้คนจำนวนมากที่เขาพบในช่วง 5-6 วันที่ผ่านมา ผมไม่ได้แสดงความเสียใจต่อการจากไปของหญิงชราผู้เป็นภรรยาของเขา ซึ่งร่างไร้วิญญาณนอนนิ่งอยู่ในโลง ณ โรงพิธีข้างนอก คืนนี้เป็นคืนสุดท้าย เพราะผมทราบข่าวเรื่องป้าดวนเส้นเลือดในสมองแตกนอนเป็นอัมพาตขยับได้เพียงเปลือกตามาเดือนเศษๆแล้ว ญาติพี่น้องที่โทรศัพท์มาส่งข่าวพูดเหมือนกันว่า ป้าดวน คงอยู่ได้อีกไม่นาน ผมคิดว่าการจากไปนอกจากเป็นเรื่องธรรมดาของความไม่เที่ยงของชีวิตแล้ว การจากไปในบางกรณีน่าจะเป็นเรื่องดีสำหรับชีวิตของทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้จากไปเอง หรือผู้ที่อยู่ข้างหลัง และมากกว่านั้น หลายวันที่ผ่านมาชายชราผู้เป็นพี่ชายของแม่ ลูกชายคนเดียวผู้ถอดพิมพ์ของผู้เฒ่าหรือคุณตาของผมมา คงได้ยินคำแสดงความเสียใจและปลอบประโลมมากพอแล้ว ผมคิดเช่นนั้น

แต่ผมก็ทราบดีว่าสิ่งที่ใครก็ตามรู้สึก หาใช่สิ่งเดียวกันกับที่ฝังลึกอยู่ในหัวใจชายชราเจ้าของแววตาอันแห้งผาก และเวิ้งว้างนั้นไม่

"มันนั่งเหม่อลอยอยู่บนเก้าอี้ ไม่ขยับไปไหน ไม่พูดไม่จากับใครมาหลายวันแล้ว" แม่บอก ระหว่างที่เดินทางมาด้วยกันบนรถ ภาพที่ผมได้เห็นอยู่ตรงหน้า เป็นคำตอบของความสูญเสียทั้งหมดทั้งมวลที่ผ่านมาของชายชรา ผู้ที่คล้ายไฟชีวิตกำลังจะอับแสงผู้หนึ่ง ซึ่งในห้วงเวลาที่ผ่านมา ไม่ได้มีเพียงผู้เป็นภรรยาที่เสียชีวิต

บ้านของลุงดมอยู่บนภูมิประเทศที่คนหลังสวนเรียกว่า 'บนควน' ซึ่งหมายถึงเนินเขาลูกย่อมๆ ในวัยเด็ก ที่นี่คือที่ๆผมได้มาสร้างวีรกรรมไว้มากมาย โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องการรวมกลุ่มเด็กทโมน ไล่ล่ากระรอกด้วยหนังสติ๊ก เพราะรอบบ้านลุงดมและบ้านญาติละแวกนั้น เป็นละแวกเดียวที่มีสวนมะพร้าวขนาดสูงพอเหมาะรายรอบ ขณะที่บริเวณบ้านพ่อเฒ่า และสวนอื่นที่เขตแดนต่อกันซึ่งอยู่บนที่ราบต่ำถัดลงไป ล้วนเป็นสวนผลไม้ โดยเฉพาะมังคุด ซึ่งพุ่มใบหนาทึบยากแก่การไล่ล่ายิงกระรอกเป็นกลุ่ม เว้นเสียแต่จะย่องเงียบ คอยยิงยามมันชะล่าใจ แต่ในสวนมะพร้าว เราแปรขบวนไล่ต้อนล้อมหน้าล้อมหลังไล่ยิงมันไปได้อย่างเมามัน ซึ่งแน่นอนนี่เป็นบาปประการหนึ่งที่ตามมาเอาคืนกับผมภายหลังอย่างสาหัสสากรรจ์ แม้จะยังเมตตาปรานี หรือมีบุญเก่าอยู่บ้างก็ตาม

แต่ที่มีมากกว่าสวนมะพร้าว และกระรอกก็คือ บ้านลุงดมมี 'เถ็ง' กับ 'เอี้ยง' ลุงดมมีลูกทั้งหมด 8 คน ชายสี่หญิงสี่ ผมจำชื่อได้หมดทั้ง 8 คน แต่คุ้นเคยเพียง 7 คน นั้นคือ พี่ตุ้ง พี่เถื่อน พี่จิ๋ม พี่จุ๋ม เถ็ง เอี้ยง และต้อม ส่วนพี่เอียดคนโตนั้น แต่งงานกับชาวต่างชาติไปใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกตั้งแต่ผมยังเล็กๆ เราจึงแทบไม่เคยพบกัน

แต่นอกนั้น โดยเฉพาะเถ็งกับเอี้ยง ซึ่งวัยไล่เลี่ยกัน นับได้ว่าช่วงหนึ่งในวัยเด็กเราคือก๊วนที่วิ่งเล่นมาด้วยกัน ที่สำคัญหนังสติ๊กคู่กายผมในช่วงแรกๆ มาจากฝีมือของเถ็งนี่เอง ในสายตาของเด็กไม่เดียงสาต่อโลกอย่างผม หนังสติ๊กจากฝีมือของเถ็งเป็นหนังสติ๊กฝีมือระดับเทพ มีเพียงเถ็งคนเดียวเท่านั้นที่ทำหนังสติ๊กจากกิ่งไม้ได้โค้งงามราวเขาควาย

ส่วนเอี้ยงนั้นถึงแม้วันเดียวกัน คลุกคลีด้วยกัน แต่ลึกๆกลับเป็นคนที่หากหลีกเลี่ยงได้ ผมจะหลีกเลี่ยง ไม่ใช่เพราะเอี้ยงดุดัน ไม่ยอมใคร และวางตัวคล้ายสัตว์โทน แต่เป็นเพราะเอี้ยงลิ้นไก่สั้น และพูดติดอ่าง เวลาออกเสียงมีแต่พยัญชนะตัว อ.อ่างทุกคำ ซึ่งการฟังการสื่อสารระหว่างกันที่ลำบากนี่เอง ที่มักทำให้เอี้ยงเสียอารมณ์ และบ่อยครั้งที่การสนทนามักจะลงท้ายด้วยคำว่า ...เอ็ดแอ๋..เสมอ ซึ่งอารมณ์ยามนั้นของเอี้ยงทำให้ผมครั่นคร้าม

แต่สิ่งที่ทำให้ผมกับ 'เถ็ง' และ 'เอี้ยง' ไม่ว่าจะสนิทกันอย่างไรก็ยังมีระยะห่าง และยิ่งเติบโตก็ยิ่งห่างเหินกัน กลับเป็นโลกที่ผมก็บอกไม่ถูกว่าทำไมผมถึงไม่มีความสุข และหวาดหวั่นที่จะย่างกรายเข้าไป

ยามที่ผมยังเด็กช่วงหนึ่ง บ้านของลุงดมเปิดเป็นบ่อนไก่ชน และบ่อยครั้งที่ผมเห็นมีมากกว่านั้น ลูกของลุงดมแทบทุกคนโดยเฉพาะผู้ชาย จึงเชี่ยวชาญในเรื่องการให้น้ำไก่ การตีไก่ ไฟ ถั่ว โป ไฮโล และชีวิตแบบผู้ชายบ้านนอกแท้ๆ ซึ่งแน่นอนรวมทั้งลุงดม และป้าดวน มากกว่านั้นลุงดมยังเป็นร่างทรงของครูหมอสีหมอก วิญญาณครูประจำตระกูล ซึ่งต้องเซ่นไหว้ทุกปีนี่ยิ่งน่ากลัวไปใหญ่

ชีวิตผมช่วงหนึ่งจึงคลุกคลีอยู่กับสิ่งที่พ่อไม่ปรารถนาให้ลูกเฉียดใกล้ ไม่ว่าจากการตามพ่อเฒ่ากับลุงดมเข้าออกบ่อนไก่ ไฮโล  โป ถั่ว และการเข้าทรงถามหวย ถามเบอร์ รวมทั้งถามปัญหาต่างๆ แต่แปลก แทนที่ผมจะหลงใหลชื่นชอบสิ่งเหล่านั้น ผมกลับอึดอัดกับบรรยากาศ หวาดหวั่นกับอารมณ์ สีหน้า และแววตาของผู้คน นี่อาจเป็นสิ่งที่ทำให้ผมครั่นคร้าม 'เถ็ง' และ 'เอี้ยง' อยู่ลึกๆ มันอาจถูกนิยามง่ายๆ  แบบเด็กๆ ว่าพวกเขาคือพวกนักเลง หรือเด็กเกเร

และอาจจะจากจุดเริ่มต้นในโลกที่ห้อมล้อมด้วยสิ่งที่เห็นและเป็นเช่นนั้น ที่อาจเป็นลิขิตชีวิตหรือชะตากรรมของญาติพี่น้องผมครอบครัวนี้ในห้วงเวลาต่อมา

หลังการเสียชีวิตของพ่อเฒ่า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชีวิตผมกำลังย่างเข้าวัยรุ่น การก้าวต่อไปยังมหาวิทยาลัยที่เปิดโลกอีกด้านหนึ่งให้กับชีวิต  ทำให้ผมห่างเหินจากแผ่นดินที่โอบอุ้มและหล่อหลอมผมมาตั้งแต่วัยเยาว์ไปยาวนาน การเปิดรับอุดมการณ์ทางการเมือง ความหมายของการแสวงหาในชีวิตแบบปัญญาชนของคนหนุ่มสาว ทำให้ผมปิดหูปิดตาต่อคุณค่า ความหมาย คำอธิบายในเชิงอื่น รวมทั้งจิตวิญญาณแห่งรากเหง้ายาวนานพอควร และนั่นทำให้เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับผู้คนที่นั่น ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นญาติ พี่น้อง ในเวลาต่อมามีเพียงผ่านการรับรู้จากหูฟังของโทรศัพท์แทนการไปมาหาสู่

'พี่เถื่อน' ถูกยิงเสียชีวิตในวัยฉกรรจ์ในย่านชุมชนที่เรียกว่า ทางหนน(ทางถนน) ซึ่งแทบทุกบ้านสองฟากถนนล้วนเป็นบ้านญาติพี่น้อง และเป็นพี่ๆวัยเด็ก ผมกับพ่อเฒ่าออกมากินน้ำชากันทุกเช้า (ผมแสดงฝีมือหนังสติ๊กโดยการรับคำท้ายิงกับญาติผู้ใหญ่คนหนึ่งก็ที่นี่) ว่ากันว่าคนที่ลั่นไกสังหารก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล

'เถ็ง' เสียชีวิตตั้งแต่เรียนชั้นมัธยม เพราะถูกรถทัวร์ชน ว่ากันว่าเขาเมาเหล้า แล้วรับคำท้าเพื่อน กระโดดขวางหน้ารถทัวร์เพื่อโบกให้จอด แต่คนขับรถทัวร์เข้าใจว่าเป็นการปล้นแทนที่จะเหยียบเบรคเขาจึงเหยียบคันเร่ง เหตุเกิดไม่ไกลจากโรงเรียนที่เขากำลังเรียนมากนัก

ส่วนเอี้ยง ผมมองไปยังร่างที่นอนตะคุ่มอยู่บนเตียงก่อนเอ่ยถาม "เอี้ยงใช่ไหมครับนั่น" ชายชรานั่งนิ่งคล้ายไม่ได้ยินไม่แม้แต่จะเหลือบสายตาไปมอง

"เออ มันล่ะ" ผู้ที่ตอบเป็นป้าอีกคนที่ยืนอยู่ใกล้
"ผมขอไปหาเอี้ยงหน่อยนะ" ผมบีบมือชายชราอีกครั้ง ก่อนวางมือเขาลงบนหน้าขาอย่างแผ่วเบา
เมื่อเข้าใกล้ และสายตาปรับชินกับแสงสว่าง ร่างที่นอนตะคุ่มอยู่ในความสลัวรางนั้น ทำให้ผมสะท้านวูบ และตระหนักทันใดว่าทำไมนัยน์ตาของชายชราถึงได้ว่างเปล่า และไร้พลังปานนั้น

เอี้ยงผู้ที่ผมครั่นคร้าม บัดนี้สภาพคล้ายซากแห้งกรังร่างกายตั้งแต่คอลงไปไร้การเคลื่อนไหว แขนทั้งสองข้างลีบเล็กเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก มือข้างซ้ายงองุ้ม กล้ามเนื้อยึดติดแห้งกรังราวอุ้งเท้าสัตว์ที่ถูกปิ้งย่าง ขาและเท้าทั้งสองข้างก็ไม่ต่างกัน มีเพียงมือข้างขวาที่งุ้มงอเท่านั้นที่ยังเคลื่อนไหวได้เล็กน้อย

หลายปีมาแล้ว ที่เขานอนอยู่ในสภาพเช่นนี้ ให้ชายชราผู้เป็นพ่อต้องคอยป้อนข้าวป้อนน้ำ เช็ดเนื้อเช็ดตัว รวมทั้งอุจจาระ ปัสสาวะ ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไม เมื่อหญิงชราผู้เป็นภรรยาล้มหมอนนอนเสื่อกับที่และจากไปอีกคน จิตใจของชายชราผู้ผ่านการสูญเสียมาครั้งแล้วครั้งเล่า จึงอ่อนล้า โรยแรง กระทั่งชีวิตแทบสิ้นพลังอย่างที่เห็น

"อยู่ๆมันก็เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว ใครจะบีบจะจับก็ไม่ได้แล้วมันก็ค่อยๆ ไม่อยากขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว ไม่ว่าใครจะพูด จะปลุกเร้า จะทำอย่างไร มันก็นอนกับที่ ไม่ลุก ไม่เดิน ไม่เคลื่อนไหว จนกระทั่งนานเข้ากล้ามเนื้อค่อยๆ ลีบเล็ก เส้นเอ็นยึดติด ค่อยแห้งๆกรังทั้งร่ายกาย ปล่อยให้พ่อมันป้อนข้าว ป้อนน้ำ เช็ดขี้เช็ดเยี่ยว อยู่อย่างนั้นมาหลายปีแล้ว"

แม่กระซิบข้างหูผมเบาๆ ขณะที่ยืนพิจารณาซากสังขาร ผมแตะเบาๆ ที่หัวเข่าแห้งกรังซึ่งตั้งงออยู่ตรงหน้า

"เอี้ยง... จำเช็คได้ไหม"
"อำอ้าย....เอยเอ้นไออีอี" เขาบอกจำได้ เคยเห็นในทีวี ไม่ทันที่ผมจะเอ่ยคำต่อไป น้ำเสียงอันคุ้นเคย แต่ฟังยากกว่าเดิมของเขาก็ดังขึ้นเสียก่อน

"อินไอ้แอ่วอังเอาะ...ไอ้อ้าอ้าวอ้าอ่ามอ้าอ่าอินเอี้ยออนอ๊ะ..."  กินอะไรแล้วหรือยัง ไปหาข้าว หาน้ำหาท่า กินเสียก่อนสิ ...เขาเอ่ย

วินาทีนั้นน้ำตาผมแทบร่วง

คืนนั้น ผมจากมาโดยไม่ได้ร่ำลาเขา ระหว่างนั่งรถกลับกรุงเทพฯ ผมครุ่นคิดถึงเรื่องญาติพี่น้องกับการจากไกลอันยาวนาน กว่าจะได้พบพานก็ต่อเมื่อมีใครคนใดคนหนึ่งเสียชีวิตราวมันเป็นข้อกำหนด ที่ชีวิตเราต้องเกิดมาพบกับสิ่งนี้

ความตายปิดโอกาสของบางคน ขณะที่เปิดโอกาสในบางด้านให้กับบางคน วันหนึ่งทุกคนก็ต้องเป็นเช่นเดียวกัน แต่ขณะที่ยังไม่ถึงวันนั้น คืนนี้ผมมีหน้าที่ ที่ต้องกลับไปให้ถึงกรุงเทพฯ ก่อนพรุ่งนี้เช้า

ขอขอบคุณ นิตยสาร ฅ.คน ปีที่ 8 ฉบับที่ 8(91) มิถุนายน 2556


- ONLINE TVBURABHA -

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย

การเตรียมตัวของชีวิต | สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ

ได้ชีวิตใหม่ในวันรับเสด็จ ยายชุบ สามร้อยยอด