20 นาทีสำคัญในชีวิตของ 'ครูแล' แห่งบ้านเขาเต่า

"การได้ทำงานรับใช้ท่าน ทำให้ผมได้เห็นอะไรหลายอย่างที่สามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตของตัวเองได้ อย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนมากเลยคือ เวลาที่พระองค์ท่านทรงทำอะไร จะทรงมีความตั้งพระราชหฤทัยจริง และพากเพียรอย่างมาก และไม่ว่าจะทรงงานอะไร ก็จะทรงงานนั้นอย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย "
ครูแล สังข์สุข 
เมื่อปี 2547 ในหลวงเสด็จ ฯ มาที่โรงเรียนเทศบาลบ้านเขาเต่า เพื่อทอดพระเนตรความเป็นไปของโรงเรียน ในวันนั้นมีทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ในจังหวัด ตลอดจนพสกนิกรมากมายมารอเฝ้ารับเสด็จ ทว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระดำเนินไปประทับที่เบื้องหน้าชายชราคนหนึ่ง

"พระองค์ท่านทรงพระดำเนินมาเรื่อย พอถึงตรงหน้าเรา พระองค์ท่านก็ตรัสว่า 'ฉันมาที่นี่ 40 ปี แล้วสินะ' เราก็บอกว่า 'พระพุทธเจ้าข้า'"

ทรงมีพระราชปฏิสันถารเพียงสั้นๆ หลังจากที่ครูแลไม่เคยมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ ต่อเบื้องพระยุคลบาทมาตลอดระยะเวลา 38 ปีเต็ม ทำให้ชายชราปลาบปลื้มจนไม่อาจสะกดน้ำตาไว้ได้

"ผมดีใจเหลือเกินที่พระองค์ท่านยังทรงจดจำได้ เพราะตั้งแต่ปี 2509 ที่เข้ารับพระราชทานเหรียญพระปรมาภิไธยจากพระหัตถ์ของพระองค์ท่าน ผมก็ไม่มีโอกาสได้รับใช้ใกล้ชิดพระองค์ท่านอีกเลย แต่เราก็ยังทำงานถวายพระองค์ท่านอยู่เรื่อยๆนะ"

ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ ในหลวงก็ทรงพระดำเนินมาประทับเบื้องหน้าครูวัยเจ็ดสิบหกผู้นี้อีกครั้ง 
"พระองค์ท่านตรัสถามว่า 'เรามาที่นี่ครั้งแรกปีไหน' ไอ้ผมก็แก่แล้วหูไม่ค่อยดี ได้ยินแต่คำว่า ปีไหน เลยนึกว่าพระองค์ท่านถามผมว่า 'ผมเกิดปีไหน' เราเลยกราบบังคมทูลไปว่า 'เกิดปีมะโรงพระพุทธเจ้าข้า'

"พอเรากราบบังคมทูลไปอย่างนี้พระองค์ท่านก็ตรัสมาช้าๆ ดังขึ้นกว่าเดิมว่า 'ไม่ใช่...เราถามว่า เรามาที่นี่ครั้งแรกปีไหน' ผมเลยกราบบังคมทูลไปใหม่ว่า '2502 พระพุทธเจ้าข้า' พระองค์ท่านตรัสกลับมาอีกว่า 'ไม่ใช่ ...เรามาที่นี่ครั้งแรกปี 2501 หลักฐานอยู่ตรงนี้' ตรัสแล้วก็ทรงชี้ไปที่สมุดบันทึกในพระหัตถ์ของสมเด็จพระเทพฯ

ครูแลยิ้มกว้างเมื่อเล่าถึงความทรงจำในอดีต และสภาพสังขารที่ร่วงโรยจนฟังกระแสพระราชดำรัสของในหลวงไม่ได้ยิน

ย้อนเวลากลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2501 หมู่บ้านเขาเต่าเป็นหมู่บ้านห่างไกลความเจริญ ในสมัยนั้นทางเข้าหมู่บ้านยังเป็นทางเกวียน ไม่มีไฟฟ้า ประปา หน้าแล้งยังขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ชาวบ้านต้องเดินขึ้นเขาไปเข้าคิวหาบน้ำจืดจากแอ่งกันตั้งแต่ตี 4 ถ้าวันใดน้ำแห้ง บางคนต้องลงไปเอากะลามาตักใส่ภาชนะที่เตรียมไว้ แต่ถ้าน้ำขึ้นก็จ้วงกันเอาไปได้ทีละหาบสองหาบ

ในหลวงทรงเห็นถึงทุกข์ยากของราษฎร จึงทรงริเริ่มโครงการชลประทานขึ้นที่บ้านเขาเต่าแห่งนี้เป็นที่แรก โดยมีพระราชดำริให้สร้างอ่างเก็บน้ำขึ้นตรงที่ที่ชาวบ้านเรียกกันว่าทุ่งตะกาด โดยใช้เงินส่วนพระองค์ถึง 60,000 บาท

"พระองค์ท่านทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เอง แล้วยังทรงตอกเสาเข็มเองด้วย แล้วหลังจากที่พระองค์ท่านสร้างอ่างเก็บน้ำ ความเจริญทุกอย่างก็เข้ามาหมด  ทั้งถนน การประปา ไฟฟ้า สถานีอนามัย โรงทอผ้า โรงเรียนกับวัดพระองค์ท่านก็ทรงบูรณะให้ พูดได้เลยว่าที่เขาเต่าเจริญขึ้นได้ทุกวันนี้เพราะพระองค์ท่าน"


ครั้งเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ มาริเริ่มและทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่บ้านเขาเต่า ทำให้ครูแลได้มีโอกาสทำงานรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทอยู่เนืองๆ เนื่องจากต้องเป็นตัวแทนชุมชน คอยประสานกับราชองครักษ์พิเศษ หมู่บ้านในเขตเทศบาลจะไม่มีกำนัน หรือผู้ใหญ่บ้าน หน้าที่ดังกล่าวจึงต้องตกแก่ครูใหญ่ของโรงเรียนแห่งเดียวในละแวกชุมชน ซึ่งเป็นคนที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือมากที่สุด

"เราในฐานะที่เป็นครูใหญ่ต้องเป็นตัวแทนชาวบ้านคอยประสาน คือเวลาที่พระองค์ท่านทรงต้องการข้อมูลทุกด้านที่เกี่ยวกับพื้นที่ เส้นทาง ตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน หรืออะไรก็ตาม ราชองครักษ์พิเศษก็จะมาถามจากเราในทุกๆโครงการ เท่ากับว่าเราได้มีโอกาสทำงานรับใช้พระองค์ท่าน ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือความภาคภูมิใจอย่างมากของชีวิตเรา"

การทำงานถวายการรับใช้โดยมิรู้เหน็ดเหนื่อยของครูแล ทำให้เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย กระทั่งในเย็นวันหนึ่งเมื่อปี พ.ศ.2507 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จเยี่ยมบ้านครูแล

"ตอนนั้นก็ราว 4-5 โมงเย็น เราไม่รู้มาก่อนว่า พระองค์ท่านจะเสด็จฯ มาที่วัด ก็เลยจะขี่จักรยานออกไปรับเสด็จ แต่ปรากฏว่าราชองครักษ์เขามาบอกว่า 'ครูแล ในหลวงท่านจะทรงมาเยี่ยมบ่าน' เราก็ได้แต่ยืนงง ทำอะไรไม่ถูก สักพักพอเห็นรถยนต์พระที่นั่งมาจอดที่หน้าบ้าน ความรู้สึกตอนนั้นมันบอกไม่ถูก เหมือนกับฝัน ตื่นเต้น และก็ปลาบปลื้มอย่างมาก"

แม้จะทำงานถวายการรับใช้มานานพอสมควร แต่งานที่ทำเมื่อเทียบกับสิ่งที่ได้ตอบแทนกลับมาจากการที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย ครูแลก็รู้สึกว่างานของเขาเหมือนเศษธุลี "ก่อนหน้านั้นผมเคยมีโอกาสได้เดินตามเสด็จในเรื่องงานประมาณ 2 ครั้ง  แต่ก็ไม่ปลาบปลื้มใจเท่ากับครั้งนี้ ที่พระองค์ท่านทรงพระเมตตาเสด็จฯ มาเยี่ยมผมถึงที่บ้าน เมื่อพระองค์ท่านเสด็จลงจากรถยนต์พระที่นั่ง พล.ท. ม.จ.ประเสริฐศรี ชยางกูร ราชองครักษ์ ก็แจ้งว่า 'ครูแล พระเจ้าอยู่หัวมาเยี่ยมบ้าน' เราจำได้ว่า ตอนนั้นมีคนไม่มาก ถ้าจะมีก็แค่ทหารจำนวนหนึ่งที่ล้อมบ้านเราอยู่ เราก็เดินออกไปต้อนรับ ถวายการคำนับ

"พระองค์ท่านก็รับสั่งมาว่า 'ขอเยี่ยมชมบ้านหน่อยได้ไหม ฉันได้พาประธานสภากาชาดแห่งโลกมาด้วย' เราก็กราบบังคมทูลว่า 'ได้พระพุทธเจ้าข้า' แล้วก็เดินนำทางพระองค์ท่านเข้าบ้านมา"



บ้านพักของครูแล ข้าราชการชั้นผู้น้อย เป็นเพียงบ้านไม้เก่าๆ แสนธรรมดา สมถะ เรียบง่าย ไม่ได้มีความสวยงาม หนำซ้ำบางจุดยังรกรุงรัง จนเจ้าของออกจะอาย

ในหลวงทรงพระดำเนินเข้าสู่บ้านพักโดยไม่ถือพระองค์ และยังได้ทรงไถ่ถามความเป็นไปในบ้านหลังน้อยของครูแลอย่างเป็นกันเอง

"ท่านทรงถามผมว่า 'ครูแลนอนที่ไหน' ผมก็ชี้ห้องนอนให้ดูแล้วกราบบังคมทูลว่า 'นอนตรงนี้พระเจ้าข้า' ท่านยังทรงถามต่ออีกว่า 'แล้วลูกนอนที่ไหน' ผมก็พาท่านไปดูแล้วตอบว่า 'ห้องนี้พระเจ้าข้า' "

ชายวัย 78 ปี ผู้ดูหนุ่มกว่าอายุจริงฉีกยิ้มอย่างเป็นปลื้ม เมื่อนึกไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นภายในบ้านหลังนี้ เขาบอกว่า สิ่งที่พระองค์มีพระราชปฏิสันถารก็เป็นเรื่องทั่วๆไป แต่ด้วยความตื่นเต้น และปิติ ครูหนุ่มเมื่อครั้งกระนั้นก็ไม่สามารถกราบบังคมทูลได้อย่างคล่องแคล่วเหมือนเมื่อครั้งที่ถวายรายงานสภาพความเป็นไปของคนบ้านเขาเต่า ครูแลจึงมักตอบสั้นๆว่า พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า อยู่นั้นเอง

"พระองค์ทรงตรัสถามด้วยว่า 'บ้านหลังนี้ใครปลูกสร้าง' เราก็ตื่นเต้นได้แต่พูดสั้นๆบอกไปว่า 'ตัวกระผมเองพร้อมกับจ้างเพื่อนบ้านมาช่วย' ในหลวงท่านฟังแล้วก็แย้มพระโอษฐ์ ตรัสว่า 'ไม่รู้ว่าครูแลเป็นช่างไม้เหมือนกัน'

"ต่อจากนั้นก็ตรัสถามว่า 'เรือนครัวอยู่ที่ไหน' ผมก็กราบบังคมทูลว่า 'อยู่อีกหลังพระพุทธเจ้าข้า' พระองค์ท่านจึงตรัสให้พาไปชม พอพาลงไปดูเรือนครัว พระองค์ท่านก็ทรงทอดพระเนตรที่คว่ำชาม ตู้กับข้าว พอดีตอนนั้นแฟนผมตากมะขามเปียกเอาไว้ที่หลังบ้าน ประธานสภากาชาดแห่งโลกเขาชี้ถามว่าคืออะไร เขาคงไม่เคยเห็น และสงสัย ในหลวงก็ทรงหันไปสนทนากับเขาเป็นภาษาอังกฤษ"

"ครั้นสนทนาเสร็จ ก็หันมาตรัสถามอีกว่า 'ครูเลี้ยงนกอะไรบ้าง' เราก็กราบบังคมทูลว่า 'เลี้ยงนกหงส์หยกพระพุทธเจ้าข้า' ท่านบอก 'ไหนพาเราไปดูซิ' เราก็เลยพาท่านไปดูนก"

"พอดูได้สักพักราชองครักษ์ก็มากราบบังคมทูลถามว่า จะเสด็จที่ใดอีก จึงมีรับสั่งว่า 'เราจะกลับแล้ว' พระองค์ท่านเดินกลับ เราก็ถวาบคำนับ ทั้งหมดก็เป็นเวลาประมาณยี่สิบกว่านาทีที่ในหลวงเสด็จฯ มาเยี่ยมบ้านผม 

สำหรับครูแล การได้ทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทไม่ได้นำพาแต่ความปลาบปลื้มใจมาให้กับตนเอง และวงศ์ตระกูลเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่เขาสามารถนำมาประยุกต์เพื่อสร้างความเจริญให้กับชีวิตส่วนตัวได้อีกด้วย

ขอขอบคุณ เรื่อง และภาพจากนิตยสาร ฅ.คน ปีที่ 2 ฉบับที่ 14 เดือนธันวาคม 2549


- ONLINE TVBURABHA - 

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

ครั้งหนึ่งในชีวิตของ พนม ช่อจันทร์

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย