คอลัมน์จากพ่อถึงลูก นิตยสาร ฅ.คน ฉบับเดือน ม.ค 54

แก้ม, กล่อม ลูกรัก

                ในการอยู่ร่วมกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน หรือในความสัมพันธ์ระหว่างลูกกับบุคคลอื่นนั้น ไม่ว่าจะกับพ่อแม่ พี่น้อง กับคุณครู กับเพื่อน กับใครก็ตามแต่ จำเป็นต้องมีสิ่งที่เรียกว่า ความไว้วางใจต่อกัน ความสัมพันธ์หรือการใช้ชีวิตร่วมกันนั้นจึงจะดำเนินไปอย่างมั่นคงและปกติสุข



           ลูกต้องไว้วางใจในพ่อกับแม่ว่าเป็นผู้ที่ปรารถนาดี พร้อมจะดูแลให้ความรัก ความอบอุ่น ไม่ทิ้งขว้างหรือทำร้ายลูก พ่อกับแม่ก็ต้องไว้วางใจในตัวลูกว่าจะไม่เหลวไหล ไม่ทำความเสื่อมเสีย ไม่นำความผิดหวังเสียใจมาให้ มากกว่านั้นก็คือต้องไว้วางใจว่าหากบังเอิญพลาดพลั้งทำความผิดหวังเสียใจมาให้ พ่อกับแม่คือคนแรกและคนสุดท้ายที่พร้อมจะอยู่เคียงข้าง พร้อมที่จะเข้าใจ ให้โอกาส และให้อภัยกับลูก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าข้างลูกตามที่พ่อเคยกล่าวไว้แล้ว
                ความไว้วางใจนั้น จะเกิดขึ้นได้ไม่ใช่จากคำสัญญา สาบาน หรือการขอร้อง แต่ผลิบานมาจากความเชื่อมั่นในความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน จากการได้อยู่ ได้เห็น ได้คบหา กันมายาวนานพอ หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นความไว้วางใจ มั่นใจเพราะความรัก ความเคารพนับถือ ความศรัทธา ความปรารถนาดีที่มีต่อกันก็ได้
                ความไว้วางใจที่ใครจะมีต่อลูก หรือลูกจะมีต่อใครจึงไม่อาจเกิดขึ้นภายในระยะเวลาอันสั้น การจะพิสูจน์ ปลูกสร้าง จนเกิดความเชื่อถือ เชื่อมั่นซึ่งกันและกันต้องใช้เวลา แต่มันก็มีคุณค่าคุ้มค่าพอที่จะสร้างให้เกิดขึ้น เพราะจะนำมาซึ่งความสุขและสบายใจในการอยู่ร่วมกันมาให้ทุกฝ่าย
                ซึ่งตรงข้ามกับความหวาดระแวง
                ความไว้วางใจจึงเป็นสิ่งที่ลูกควรทั้งปลูกสร้างและรักษามันไว้ ทั้งสองอย่างไม่ใช่เรื่องที่ยากถ้าลูกมีความซื่อสัตย์และจริงใจต่อข้อตกลง พันธสัญญา หรือจะเรียกว่าจริงใจต่อผู้อื่นก็ไม่ผิดอะไร แต่ก็อาจจะไม่ง่ายถ้าลูกไม่เข้มแข็งมั่นคงพอที่จะรักษาสัญญา กระทั่งละเมิดข้อตกลงหรือพันธะทั้งหลายเหล่านั้น
                หรือถ้าจะให้พ่อพูดโดยสรุปก็คือ ถ้าลูกมีศีลมีธรรมและมีความเข้มแข็งในการรักษาศีลประพฤติธรรม ลูกก็ไม่ต้องกังวลกับการสร้างและรักษาความไว้วางใจที่มีต่อใคร นี่หมายความว่าจะให้ผู้อื่นไว้วางใจเรา เราต้องไว้ใจตัวเองให้ได้เสียก่อน เราจะไว้วางใจตัวเองได้ ต้องเข้มแข็งพอที่จะรักษาศีลประพฤติธรรม
                ที่พ่อพูดเช่นนี้เพราะพ่อเคยไม่เข้มแข็งพอในการรักษาศีลและประพฤติอยู่ในธรรม สุดท้ายก็นำมาซึ่งความทุกข์แก่ตัวเองและผู้อื่น
                แต่นั่นแหละ ความไว้วางใจก็ไม่ต่างจากทุกสิ่งทุกอย่างที่การสร้างนั้นยากกว่าการทำลาย เวลาที่ใช้ในการสร้างบ้านยุ่งยากและยาวนานกว่าการทุบทำลาย เวลาในการที่ต้นไม้ต้นหนึ่งจะเติบใหญ่ยาวนานกว่าเวลาที่ใช้ในการโค่นล้มมันลง ความไว้วางใจก็เช่นกัน กว่าจะสร้างต้องใช้เวลา ต้องผ่านปัญหา ความขัดแย้ง ความเข้าใจผิด การเรียนรู้ปรับเปลี่ยน แต่การที่จะทำลายนั้นเพียงเรื่องเล็กๆ เวลาสั้นๆ ก็โยกคลอนความเชื่อมั่นที่มีต่อกันมาให้กลายเป็นความหวาดระแวงไม่ไว้ใจได้
                แต่พ่ออยากให้ลูกระลึกไว้อย่างหนึ่งว่า อาจมีคนทำลายความไว้วางใจที่เราควรได้รับได้ จากการใส่ไคล้ ป้ายสี หรือบิดเบือน แต่ไม่มีใครขโมยความไว้วางใจที่เรามีต่อตัวเองได้ นอกจากตัวเราเอง
                สำหรับผู้ที่ไว้วางใจในตัวลูก หากลูกได้ทำลายความไว้วางใจที่เขามีต่อลูก แน่นอนย่อมนำความเสียใจ หรือผิดหวังในตัวลูกมาสู่เขาอย่างช่วยไม่ได้ ยกตัวอย่างไม่ว่าจะเป็นคุณครู หรือพ่อแม่ก็ตาม หากลูกทำลายความไว้วางใจที่พ่อแม่หรือคุณครูมีต่อลูก พ่อแม่และคุณครูย่อมเสียใจและผิดหวังในตัวลูก จะมากจะน้อย จะนานจะช้าก็แล้วแต่กรณี
                แต่ถึงแม้จะเสียใจและผิดหวัง สำหรับผู้ที่รักและปรารถนาดีต่อลูก ไม่ได้หมายความว่า ความรักและปรารถนาดีจะน้อยลงไปด้วย ตรงกันข้าม ความเป็นห่วงกังวลในตัวลูกจะเพิ่มมากขึ้น นั่นเท่ากับว่าลูกได้เพิ่มภาระทางใจให้กับคนที่ปรารถนาดีต่อลูก ซึ่งลูกคงไม่อยากทำเช่นนี้
                สิ่งที่พ่อจะบอกลูกก็คือ หากใครขโมยความไว้วางใจจากลูก จงให้อภัยกับเขา แต่ไม่ต้องตามทวง แต่หากลูกได้ขโมยความไว้วางใจจากใคร โดยเฉพาะคนที่รักและปรารถนาดีต่อลูก และลูกก็รักเขา จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ลูกควรจะคิดและหาทางตามหา และเอากลับคืนไปให้เขา

                ซึ่งแน่นอน ลูกต้องทำมากกว่าการพูดว่า “หนูขอสัญญา”

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย

การเตรียมตัวของชีวิต | สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ

ได้ชีวิตใหม่ในวันรับเสด็จ ยายชุบ สามร้อยยอด