คอลัมน์จากพ่อถึงลูก นิตยสาร ฅ.คน ฉบับเดือน ธ.ค 52

แก้ม, กล่อม ลูกรัก...

                พ่อขอเปลี่ยนวิธีการเขียนถึงลูก จากที่ลูกได้อ่านใน ฅ.คน 2 ฉบับก่อน มาเป็นแบบที่เห็นในฉบับนี้ เพราะพ่อรู้สึกว่าคนที่พ่ออยากให้อ่านสิ่งที่พ่อเขียนมากที่สุดคือลูกทั้งสองคน ซึ่งการทำแบบนี้นั้น ในมุมของการเขียนหนังสืออาจเป็นการแสดงให้เห็นถึงความไม่อยู่กับร่องกับรอย 


                การขาดการวางแผน และไม่ครุ่นคิดให้รอบคอบเสียก่อนของผู้เขียน ซึ่งอาจเป็นเรื่องควรตำหนิหรือใช้ไม่ได้สำหรับคนที่เคร่งครัดถือสา อันนี้ก็เป็นสิทธิ์ของเขา ถือเสียว่าเป็นการแสดงโลกที่ไม่ดีของพ่อที่ลูกไม่ควรเอาอย่างในอนาคตก็แล้วกัน เพราะพ่อก็แอบถือสิทธิ์สำหรับหน้านี้และเอาตัวเองเป็นที่ตั้งโดยไม่ได้ปรึกษาอาจ๋อที่เป็นบรรณาธิการ ด้วยเหตุนี้ เรื่องนี้ถ้าจะตำหนิต้องตำหนิพ่อตามลำพัง
                เมื่อวานนี้มีคุณอาที่ทำงานกับอาเจี๊ยบมาคุยกับพ่อเรื่องการเป็นต้นแบบให้ลูก ซึ่งจริงๆ แล้วพ่อก็ไม่แน่ใจว่าพ่อสามารถเป็นต้นแบบให้ลูกในเรื่องไหนบ้าง เพราะเบ้าหลอมชีวิตพ่อหลายอย่างที่หลอมสร้างตัวตนของพ่อให้เป็นพ่อในปัจจุบัน พ่อพูดอย่างไม่เข้าข้างตัวเองว่าไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบเลยสักอย่าง แต่พ่อคิดว่าคุณปู่คุณย่าทำดีที่สุดแล้วตามเงื่อนไข ตามต้นทุนชีวิตที่คุณปู่คุณย่ามี ซึ่งด้วยเงื่อนไขที่จำกัด ด้วยต้นทุนอันน้อยนิดและขาดพร่องไม่สมบูรณ์ของคุณปู่คุณย่า สร้างสมให้พ่อได้เท่านี้พ่อก็พอใจในตัวเองและรู้สึกขอบคุณคุณปู่คุณย่าแล้ว ไม่เรียกร้องอะไรพิเศษไปกว่านี้อีก และยอมรับในข้อด้อยทุกอย่างในชีวิตได้อย่างเข้าใจ ซึ่งบางอย่างพ่อก็พยายามเรียนรู้แก้ไข บางอย่างก็ยากเกินกว่าจะแก้ไขอะไรได้แล้ว
                อย่างน้อยก็เรื่องพูดจาไม่ไพเราะเรื่องหนึ่งล่ะที่น้องกล่อมผิดหวังและเสียใจกับพ่ออยู่เสมอ ถึงจะไม่ใช่การพูดกับลูก แต่เป็นการพูดกับลุงๆ อาๆ เพื่อนพ่อ รวมถึงอาๆ ผู้ชายในที่ทำงานก็ตาม
                คำที่พ่อมักพูดติดปากก็คือคำว่า ไอ้เหี้ย ไอ้ห่า แม่ง... เป็นต้น ซึ่งดูเหมือนจะเป็นคำสร้อยไปแล้วในการพูดคุยกับคนที่พ่อคุ้นชิน หรือบางครั้งยามพ่อมีอารมณ์หงุดหงิดกับการทำงาน แต่นั่นแหละ กับลูกทั้งสองคนพ่อก็ไม่เคยหลุดปากคำไม่ดีออกไปแม้แต่คำน้อย ทั้งนี้จะว่าพ่อเลือกปฏิบัติก็ได้ เพราะพ่อถือว่ากับลูก พ่อมีหน้าที่ที่ทั้งต้อง สร้าง และต้อง เสริม ลูกส่วนหนึ่ง... อะไรก็ตามที่พ่อถูกสร้างมาไม่ดี พ่อไม่อยากผลิตซ้ำกับลูกอีก พ่อจึงสุภาพเรียบร้อยและอดทนกับลูกได้จนเป็นที่อัศจรรย์ของคุณแม่ดังที่ได้เห็น
                ดีที่ความต้องการของคุณอามีตัวเลือกไว้ให้พ่อ 2-3 ข้อ และข้อหนึ่งในนั้นคือเรื่องของจิตอาสา ซึ่งพ่อคิดว่าที่โรงเรียนของลูกสอนและปลูกฝังลูกเรื่องจิตอาสามากกว่าพ่อ เพราะอยู่ที่บ้านนั้นลูกมีพี่แววและอาๆ พี่ๆ คนอื่นๆ คอยอาสาทำโน่นทำนี่ให้ลูกเสียส่วนใหญ่ แต่พ่อบอกอาเขาไปว่า ข้อนี้พอเข้าเค้า ไม่รู้จะใช่เรื่องเดียวกันหรือเปล่า แต่พ่อคิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องเดียวกัน นั่นก็คือพ่อจะให้ความสำคัญกับเรื่องหัวใจความเป็นมนุษย์กับลูกทั้งสองคน พ่อคิดว่าถ้าลูกมีหัวใจความเป็นมนุษย์ที่พึงประสงค์ เรื่องของจิตอาสาน่าจะเป็นข้อปลีกย่อยข้อหนึ่งในการมีหัวใจความเป็นมนุษย์ของคนเรา
                แต่ที่พูดนี้ไม่ได้หมายความว่าพ่อไม่เห็นจิตอาสาของลูก แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น อาบน้ำให้คุกกี้ ล้างแก้ว ล้างรถ หรือบริการน้ำให้แขก พ่อก็ถือว่าเป็นจิตอาสาชนิดหนึ่ง เพียงแต่บางอย่างมันใกล้กับภาระรับผิดชอบหรือหน้าที่ในชีวิตประจำวันเอามากๆ จิตอาสาควรจะยกระดับในความเป็นส่วนรวมมากกว่านั้น แต่ก็ทราบว่าที่โรงเรียน ลูกได้แสดงออกถึงความเป็นผู้ที่มีจิตอาสาชัดเจนกว่าที่บ้าน และพ่อกับแม่ได้รับคำชื่นชมถึงลูกจากคุณครูอยู่เสมอๆ (แน่ล่ะ เป็นธรรมดาที่คุณครูก็คงหยิบเฉพาะด้านดีของลูกมาพูดกับพ่อแม่มากกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าลูกจะไม่มีข้อไม่ดี)
                ในความพยายามที่จะปลูกฝังเรื่องหัวใจความเป็นมนุษย์ให้ลูก พ่อไม่ได้ทำเรื่องที่ยากหรือยิ่งใหญ่ พ่อเพียงแต่พยายามให้ลูกเรียนรู้และทำในสิ่งเล็กๆ ง่าย ๆ ซึ่งพ่อเชื่อว่าเหมือนเมล็ดพันธุ์ที่เราเพาะไว้ วันหนึ่งมันจะฟักตัวงอกงามเติบโตในใจลูกเอง
                เรื่องที่ว่าก็อย่างเช่น... การที่พ่อสอนให้ลูกรู้จักแบ่งปัน โดยเริ่มจากแบ่งปันพี่ แบ่งปันน้อง แบ่งปันคนใกล้ตัว เพื่อนฝูง ทั้งของกิน ของเล่น หนังสือ รองเท้า เสื้อผ้า การที่พ่อให้ลูกเสียสละหนังสือที่ลูกทั้งรักทั้งหวง (โดยเฉพาะน้องกล่อม) ซึ่งหนังสือส่วนหนึ่งก็สวยงามและราคาแพง แต่เป็นหนังสือที่ลูกอ่านเมื่อวัยเด็ก ให้กับน้องๆ ที่จะได้ประโยชน์กับหนังสือนั้น แทนที่จะเก็บไว้ในตู้โชว์ในบ้านของเรา การที่พ่อกับแม่ให้ลูกเสียสละของเล่นหรือตุ๊กตา 1 ชิ้น เมื่อลูกจะได้ของขวัญชิ้นใหม่ เพราะมีเด็กจำนวนมากที่ไม่เคยมีของเล่นหรือไม่เคยได้ของขวัญเลยในชีวิต พ่อเชื่อว่านอกจากจะทำให้ลูกรู้จักตัดการยึดติด ความหวง ความเสียดาย ลูกจะได้เรียนรู้ถึงคุณค่าของการให้ จากความสุขของผู้ที่ได้รับ จะได้รู้ความหมายของการแบ่งปัน เอื้ออาทร และจะทำให้ลูกมีจิตใจที่เมตตาผู้อื่นไม่ใช่กดขี่ข่มเหง เอารัดเอาเปรียบ หรือแสวงผลประโยชน์จากผู้อื่นโดยเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง
                พ่อสอนลูกง่ายๆ กับเรื่องและวัยที่ลูกพอทำความเข้าใจได้ สำหรับอะไรๆ ที่ยุ่งยากและสลับซับซ้อนกว่านี้ พ่อไม่ได้รีบร้อนยัดเยียดให้ลูก พ่อไม่เคยบ่มแก๊สลูก พ่อรอให้ลูกสุกสกาวเองตามธรรมชาติ

            พ่อกับแม่ยังมีเวลาเฝ้าดูและเป็นเพื่อนคิดเพื่อนคุยกับลูกอีกนาน...

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เจ้าตัวโตผู้เกิดมาเป็นคุณหลวง

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

เมื่อพระสหายแห่งสายบุรี คิดถึงในหลวง