คอลัมน์จากพ่อถึงลูก นิตยสาร ฅ.คน ฉบับเดือน พ.ย 52

             สมัยเด็กๆ ไม่ใช่ทุกมื้อที่พวกเราจะมีอาหารกินกันอย่างเหลือเฟือ

เรื่องอดนั้นไม่เคยอด... แต่บางทีจะกินตามความอยากนั้นเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องที่แม่จะสอนเสมอก็คือเรื่องอย่าเลือกกิน ซึ่งไม่ได้หมายความว่า กินไม่ (รู้จัก) เลือก แต่หมายถึง มีอาหารอย่างไร มีแบบไหนก็กินแบบนั้น เวลาแม่มีอารมณ์อันเนื่องจากลูก ๆ โยเยอยากกินนั่นอยากกินนี่ และไม่อยากกินนั่นไม่อยากกินนี่ แม่จะพูดกับลูกอย่างสุภาพ ซึ่งทำให้ลูกๆ ต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัว ก้มหน้าก้มตากินอาหารที่มี ว่า... มีอะไร (มึง) ก็ยัดๆ เข้าไป กินพอให้กันตาย... นี่เรื่องหนึ่ง

                ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่แม่ย้ำกรอกหูอยู่เสมอก็คือ เรื่องกินอะไรให้ หยัดไว้ให้คนข้างหลังบ้าง คำว่า หยัด ในที่นี้หมายความว่า เหลือซึ่งน่าจะมาจากคำว่าประหยัดนั่นเอง ในความหมายเป็นเรื่องของการรู้จักเผื่อแผ่ แบ่งปัน ไม่ใช่ใครกินก่อนก็สวาปามเสียจนไม่เหลือให้คนข้างหลัง... เพราะถึงแม้พวกเราจะกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันบ่อย แต่ก็มีไม่น้อยเช่นกันที่หิวไม่พร้อมกันและกินไม่พร้อมกัน
                เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่ผมติดเป็นนิสัย หรือกลายเป็นสำนึกก็ว่าได้ มาถึงปัจจุบัน และเมื่อมีลูกก็สอนลูกตามที่ได้รับการปลูกฝังจากแม่
                ความเห็นใจพ่อกับแม่ในเรื่องที่ต้องทำมาหากิน เพื่อให้ลูกได้มีกินมีใช้ ได้เล่าเรียน นอกจากทำให้ผมทำงานสารพัด (ถึงแม้จะมีเกี่ยงพี่เกี่ยงน้องบ้างก็ตาม) ตั้งแต่ปลูกผัก เก็บผัก เก็บหญ้าไปขาย เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ ขายเรียงเบอร์ หนังสือพิมพ์ และอื่นๆ อีกมากมาย ไปจนกระทั่งลงคลองทอดแห ทงเบ็ด หาปลาแล้ว
ในบางครั้งเมื่อเปิดตู้กับข้าวแล้วเห็นกับข้าวอันน้อยนิดที่เหลือติดก้นจาน หลายครั้งทำให้ผมได้กินข้าวกับน้ำตาลทราย หรือไม่ก็น้ำตาลปึก หรือน้ำตาลมะพร้าว ซึ่งก็รู้สึกว่าอร่อยดี โดยเฉพาะกับน้ำตาลปึกอร่อยกว่าน้ำตาลทรายเยอะ เพราะกัดก้อนน้ำตาลคำ ตักข้าวตามคำ หวานๆ หอมๆ มันๆ ต่างกับน้ำตาลทรายที่เวลากินต้องเอาราดคลุกๆ กับข้าว เคี้ยวกรุบๆ หวานๆ ปะแล่มๆ อย่างเดียว ส่วนเรื่องกินข้าวกับน้ำปลานั้นไม่ต้องห่วง... กินบ่อย แต่ก็ไม่ใช่เพราะไม่มีอะไรกิน ส่วนหนึ่งเป็นความอยากลองอะไรพิเรนทร์ๆ ประสาเด็กมากกว่า และส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่ข้าว 3 มื้อหลัก แต่เป็นมื้อพิเศษยามลับหูลับตาแม่เสียมากกว่า
                ต่างกับลูกผม ปัจจุบันเรื่องขาดแคลนอาหารไม่ต้องพูดถึง แต่ถึงอย่างไรก็ยังได้สอนลูกเรื่องการเผื่อแผ่ การแบ่งปัน การนึกถึงคนข้างหลัง ไม่ใช่เฉพาะที่ต้องกินอาหารหลังพวกเรา แต่หากยังรวมถึงเกษตรกรชาวนาผู้ที่ปลูกข้าวให้พวกเราได้กินอีกด้วย
                เนื่องจากปกติกับข้าวบนโต๊ะจะมีไม่กี่อย่าง บางอย่างลูก 2 คนชอบตรงกันบ้างไม่ตรงกันบ้าง ปัญหาก็คือ แก้ม ซึ่งเป็นคนโต จะไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องการกินเท่ากล่อม ที่ทั้งเลือกกิน กินน้อย กินช้า (แต่ทั้ง 2 คนกินผักน้อยกว่าที่ควรจะเป็นเหมือนกัน)
                ความที่แก้มกินเก่ง กินก่อน... ผมพบว่าบ่อยครั้งที่แก้มจะตักกับข้าวมากองไว้ในจานเท่าที่ตัวเองคิดว่าพอกิน โดยบางครั้งก็ลืมคิดถึงน้องถึงพ่อถึงแม่ ผมกับภรรยาต้องคอยเตือนแก้มอยู่เสมอว่าให้ตักกับข้าว (หรือข้าวก็เหมือนกัน) ให้พอเหมาะ พอประมาณ หมดค่อยเติมใหม่ และต้องคำนวณดูว่าอาหารที่มีอยู่บนโต๊ะมีไว้สำหรับคนกินกี่คน ถึงแม้น้องจะกินทีหลัง กินช้า ถึงแม้พ่อแม่จะอนุญาตในส่วนของพ่อแม่ให้ลูก แต่ลูกต้องรู้จักคิดเผื่อแผ่คนข้างหลัง รู้จักเกรงใจ ถึงแม้ท้ายที่สุดแล้วยังไม่อิ่มหรืออยากจะกินอีก
                ผมมักจะยกตัวอย่างเรื่องคนกลุ่มหนึ่งติดอยู่กลางทะเลทราย มีน้ำมีอาหารจำกัด ถ้าแบ่งกันกินจะกินได้คนละนิดคนละหน่อย ไม่อิ่มทุกคน แต่จะยืดชีวิตทุกคนไปได้ระยะหนึ่ง ซึ่งก็ไม่แน่ว่าพอที่จะมีแรงมีเวลาเดินทางพ้นจากทะเลทรายได้หรือเปล่า และสุดท้ายอาจจะไม่มีใครรอดตายเลย... แต่ถ้ามีบางคนเสียสละให้อาหารและน้ำทั้งหมดนั้นแก่คนใดคนหนึ่ง คนส่วนหนึ่งตายแน่นอน แต่จะมีคนหนึ่งที่มีเปอร์เซ็นต์รอดสูง ถ้าเป็นลูก ลูกจะเลือกแบบไหน ทำไมถึงเลือกแบบนั้น คุณค่าและความหมาย หรือความแตกต่างในการตัดสินใจทั้ง 2 แบบ มีอะไรที่แตกต่างกัน

            แน่นอน อาจไม่มีถูกมีผิดไม่ใช่เรื่องของความฉลาดหรือไม่ฉลาด แต่การที่ลูกคิดแบบไหนมักจะบ่งบอกว่าลูกเป็นมนุษย์อย่างไร

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย

การเตรียมตัวของชีวิต | สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ

ได้ชีวิตใหม่ในวันรับเสด็จ ยายชุบ สามร้อยยอด