คอลัมน์จากพ่อถึงลูก นิตยสาร ฅ.คน ฉบับเดือน ก.พ 55

กุมภาพันธ์ 2555
แก้ม, กล่อมลูกรัก

                      ชีวิตช่วงเรียนมหาวิทยาลัยเป็นการไกลบ้านอย่างเป็นทางการครั้งแรกของพ่อ ก่อนหน้านั้นไกลที่สุดที่เคยไปก็แค่ อ. หลังสวน บ้านคุณตาทวด ย่าทวด นานที่สุดก็ไม่เกิน 1 เดือนในช่วงปิดเทอมใหญ่ คุณตาทวดจะมารับพ่อไปอยู่ด้วยทุกปิดเทอมตั้งแต่พ่ออยู่ชั้น ป.1-ป.2 ไปจนเรียนชั้นมัธยม 
                     
                      พ่อจำไม่ได้ว่าตอนไหนที่เริ่มห่างๆ คุณตาทวด ย่าทวดไป ซึ่งก็น่าจะเป็นช่วงที่เรียนมัธยมปลาย เริ่มเป็นวัยรุ่น วัยรุ่นของพ่อเป็นวัยที่คิดไม่เป็นหลายอย่าง อย่างหนึ่งก็คือ พ่อดูดายและทิ้งขว้างหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นรากเหง้าของชีวิตในวัยนั้น ซึ่งทั้งหมดนั้นจะนับว่าเป็นโศกนาฏกรรมฉากหนึ่งก็ได้ วันนี้พ่อจึงอยากบอกลูกว่า เวลานั้นผ่านไปแล้วผ่านไปเลย ย้อนกลับไปแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ถ้าไม่อยากโศกเศร้าเมื่อคิดถึงชีวิตที่ผ่านมา ต้องทำปัจจุบันให้ดีตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่งั้นก็ต้องหาวิธีทำความเข้าใจกับชีวิตภายหลังเหมือนพ่อ
                แต่การจากบ้านในช่วงปิดเทอมไปอยู่กับคุณตาทวดคุณย่าทวดในวัยเด็กนั้น ก็เป็นเพียงการย้ายจากการอยู่ในสายตาผู้ใหญ่จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ซึ่งระยะทาง 60 กว่ากิโลเมตรจากชุมพรไปหลังสวน กับระยะเวลาเดือนถึงเดือนเศษๆ ในช่วงปิดเทอม ไม่ได้ทำให้พ่อรู้สึกถึงความมีอิสระที่แตกต่างกัน ชีวิตวัยเด็กไม่ว่าที่ชุมพรหรือหลังสวน ก็ยังเป็นชีวิตที่สนุกกับการยิงนกตกปลา เล่นทโมนไปประสาเด็กบ้านนอก ไม่ค่อยแตกต่างกัน
                ต่างจากการเดินทางไกลกว่า 700 กิโลเมตร จากบ้านที่ชุมพรไปเป็นนิสิตปี 1 ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ขณะอยู่ในวัยหนุ่มซึ่งนอกจากจะไกลหูไกลตาผู้ใหญ่แล้ว รสชาติของอิสระเสรี (ที่จะได้ทำตามใจกิเลส) อย่างเต็มตัวครั้งแรกนั้น หอมหวนยั่วยวนใจยิ่งนัก ถึงแม้ใจจะโหวงเหวงอยู่บ้างในช่วงแรกๆ ที่ห่างบ้านก็ตาม
                ก่อนหน้านี้หลายปี พ่อเกือบได้เดินทางไปต่างจังหวัดไกลกว่า อ. หลังสวน ครั้งหนึ่ง ขณะนั้นพ่อน่าจะเรียนอยู่ราวๆ ประถมปลาย และตอนนั้นคุณปู่คุณย่ามีอาเชี้ยบเป็นน้องสาวคนสุดท้อง ซึ่งกำลังเตาะแตะ (อาชายยังไม่มาเกิด) นอกจากคุณย่าแล้วก็มีพ่อนี่แหละ ที่เป็นผู้เลี้ยงดูอาเชี้ยบมากกว่าพี่น้องคนอื่น จนอาเชี้ยบติดพ่อมาก บังเอิญคุณย่าล้มป่วยด้วยโรคร้ายเกินกว่าความสามารถของคุณหมอที่ชุมพรจะรักษาได้ ต้องพาไปรักษาตัวที่กรุงเทพฯ ซึ่งหมายถึงต้องพาอาเชี้ยบไปด้วย นั่นเป็นเหตุให้พ่อจะได้ติดสอยห้อยตามไปด้วยเพื่อไปเลี้ยงน้องขณะย่าเข้ารับการรักษา พ่อจำได้ว่าตอนนั้นพ่อตื่นเต้นมาก เคยเห็นกรุงเทพฯ แต่ในหนังกลางแปลง (ขณะนั้นที่บ้านยังไม่มีทีวีดู) จะได้ไปเห็นกรุงเทพฯ ด้วยตาแล้ว จะได้มีเรื่องมาคุยอวดเพื่อน แต่ไปๆ มาๆ ก็อดไปจนได้ เพราะคุณย่ามาหายป่วยเสียก่อนด้วยวิธีการรักษาที่เหลือเชื่อ ซึ่งเป็นไสยศาสตร์ล้วนๆ ไว้มีโอกาสพ่อจะเล่าให้ฟัง
                นั่นเป็นครั้งที่เฉียดที่จะได้เดินทางไกลไปต่างเมืองมากที่สุด เพราะฉะนั้นลองคิดดูว่า คนไม่คุ้นเคยกับการไกลบ้านอย่างพ่อ พอมีอิสระเต็มที่ ไม่มีใครคอยจับผิด ดุด่า ว่ากล่าว จะเป็นอย่างไร
                เพลิดเพลินนะสิครับ เพลิดเพลินจนพลัดหลง
                มีอิสระในการใช้เงิน แต่ไม่มีวินัยในการใช้เงิน
                มีอิสระที่จะดื่ม จะกิน จะนอน จะตื่น แต่ขาดวินัยในการใช้ชีวิต
                มีอิสระที่จะแต่งตัว ไว้ผม แต่ไม่รู้จักกาลเทศะ และไม่รู้จักประมาณตน
                มีอิสระที่จะไปไหน มาไหน แต่ไม่รู้จักแบ่งเวลา
                มีอิสระที่จะทำตามใจทุกอย่าง แต่ปล่อยปละ ไม่ใช้อิสระที่จะเหนี่ยวรั้ง ยับยั้งชั่งใจ เพราะจิตด้านใฝ่ดี สู้ด้านใฝ่ต่ำไม่ได้
                พ่อไม่ได้ทำเวลาในช่วงนี้หล่นหายไปไหน มีเท่ากับคนอื่นๆ แต่ส่วนหนึ่งหมดเปลืองไปในวงเหล้า พ่อเริ่มหัดกินเหล้า สูบบุหรี่ก็ในช่วงนี้ ทั้งกิน ทั้งสูบ จนกลายเป็นกิจวัตรประจำ พ่อได้เงินจากคุณปู่เดือนละ 1,600-1,800 บาท ไม่เคยอยู่ได้ถึงสิ้นเดือนสักเดือนเดียว อยู่มาได้อย่างไรจนครบ 4 ปี ยังน่าอัศจรรย์ใจ ดีที่มีเงินน้อย ถ้ามีเงินมากกว่านั้น คงกินมากกว่านั้น เวลากินก็ไม่กินธรรมดา ถ้าไม่อ้วกแตกอ้วกแตนไม่มีเลิก กี่โมงกี่ยามไม่ย่นย่อ มีสำนึกเป็นพักๆ แต่พอมีอะไรกระทบใจหน่อยก็ต้องหันหาวงเหล้า เคยกินแล้วขาดสติไปป่วนในงานที่เค้าจัดกันอยู่ก็เคย กินแล้วเพื่อนต้องแบกกลับหอก็เคย ตื่นขึ้นมาแล้วจำเหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่ได้ก็บ่อย ดีที่ไม่มีเรื่องไม่มีราวใหญ่โต
                พ่อคิดว่า 4 ปีในมหาวิทยาลัย พ่อน่าจะใช้เวลานั่งอยู่ในวงเหล้า หรือกิจกรรมที่ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง อย่างน้อยน่าจะราวๆ 6 เดือน รอดมาเป็นผู้เป็นคนได้นับว่าบุญ ซึ่งความจริงต้องบอกว่ายังมีทุนเรื่องความกลัว ความเกรง ที่มีต่อคุณปู่ คุณย่า และความละอายต่อความผิดบาป คอยเหนี่ยวรั้งอยู่ลึกๆ จึงไม่ถลำลึกมากกว่าที่เป็น
                พอชีวิตไม่มีระเบียบวินัย ฟันฟางที่มีอยู่ในปากก็เริ่มผุเน่าระเนนระนาดจนฟันหน้าหลอ อย่างที่ลูกเห็น เมื่อมาทำงานแล้ว ต้องเสียเงินค่าทำฟันนับล้านบาท จนในปากเหลือฟันแท้ไม่กี่ซี่ ดีที่ยังมีเงินจ่าย แต่นั่นแหละ ไม่มีของเทียมอะไรดีเท่าของแท้ และยังโชคดีไอ้ที่ผุพังไปนั้นยังพอซ่อมได้
                เวลาที่ถูกใช้อย่างไม่คุ้มค่าอีกทางหนึ่งคือเรื่องการพนัน พ่อเริ่มหัดเล่นไพ่ ในความหมายของการพนันเอาเงินกันระหว่างเพื่อนฝูงก็ตอนเรียนมหาวิทยาลัยนี่แหละ ในวงไพ่นั่งได้เป็นวันๆ คืนๆ แต่ในห้องเรียนคาบละ 45-50 นาที นั่งกระสับกระส่ายกระวนกระวายไม่มีสมาธิ
                ยังดีที่จบออกมาแล้วมีเหตุการณ์ที่ทำให้พ่อเลิกเล่นการพนันเด็ดขาด เนื่องจากความขัดแย้ง การทะเลาะกันในกลุ่มเพื่อนที่รักกันเนื่องจากความโลภ ความเสียดาย ในวงการพนัน แต่คนเราใช่จะมีโชคเหมือนกันทุกคนและทุกเวลา ทางที่ดีอย่าไปข้องแวะมันเลย
                พ่อก็เป็นคนอย่างนี้ กับเรื่องที่เอาจริงเอาจังคำไหนเป็นคำนั้น ทั้งการพนันและสูบบุหรี่ เป็นอบายมุข 2 อย่างที่พ่อไม่ข้องแวะกับมันอีกเลย เมื่อแน่วแน่จะแก้ไข ถึงแม้ว่าตอนแรกๆ จะเป็นการทำด้วยทิฐิ แต่ต่อมาก็เข้าใจด้วยปัญญา
                อีกอย่างหนึ่งที่พ่อใช้เวลาไม่เป็นเลยก็คือ เรื่องการแบ่งเวลาระหว่างการเรียนกับการทำกิจกรรม พูดง่ายๆ ว่าเวลาในห้องเรียนเหมือนเวลาภาคบังคับ จำเป็นต้องเข้า แต่เวลาที่อยู่กับกิจกรรมของชมรมเป็นเวลาของความหลงใหล เทหัวใจให้หมด ไม่มีพอดีๆ ที่เป็นทางสายกลาง
                ยังดีที่กิจกรรมที่พ่อทำเป็นกิจกรรมที่ดี นั่นคือเป็นกิจกรรมเพื่อสังคมที่พาพ่อไปรู้จักความเป็นจริงของสังคม เรียนรู้ในเรื่องของการเสียสละ รู้จักแบ่งปัน เห็นอกเห็นใจผู้อื่น
                ซึ่งน่าจะนับว่าเป็นการใช้เวลาไม่เป็นที่เป็นประโยชน์ในภายหลังเพียงอย่างเดียวก็ว่าได้
            แต่ทั้งหมดนั้นก็ยังไม่มีเรื่องของศาสนาแผ้วพานเข้ามาในชีวิตและจิตใจเลย ทั้งๆ ที่ชมรมพุทธศาสนาตั้งอยู่ใกล้ๆ


                

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บันทึกไว้ ก่อนถึง 13 ตุลาคม 2560

ครั้งหนึ่งในชีวิตของ พนม ช่อจันทร์

ศิลปินสาวชาวเกาหลีใต้ใช้เวลา 20 ปี เก็บภาพจำร้านขายของชำที่กำลังจะเลือนหาย